สามวันต่อมา
@โรงพยาบาล
“คนไข้กรุณาถอดหน้ากากอนามัยและแว่นตาครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” พิ้งค์พลอยกระแอมกระไอเล็กน้อยเพราะเค้นเสียงออกมาจนระคายคอ แต่ก็ดีใจที่เสียงตัวเองกลับมาเกือบจะปกติแล้ว
“ถอดเถอะครับคุณลาณีญา หมอจะตรวจต่อมทอนซิลให้”
“…”
“ไม่ต้องอายนะครับ เรื่องทั้งหมดจะเป็นความลับ ไม่ส่งผลต่อชื่อเสียงของคุณหรอกครับ”
“ค่ะ” พิ้งค์พลอยยอมถอดหน้ากากอนามัยและแว่นกันแดดออก เธอนอนที่โรงพยาบาลมาหลายวัน โดยมีเวหาเฝ้าไข้ และตอนนี้เวหาก็ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างเตียง อุตส่าห์ไม่อยากให้ใครรู้ แต่อาการไข้ที่หนักทำให้เธอต้องมานอนโรงพยาบาลด้วยสาเหตุที่ว่าเตชรุนแรงกับเธอจนเธอเป็นไข้ เจ็บคอ เสียงหาย เธอเจ็บใจที่เขาไม่สนใจไยดีเธอเลยด้วยซ้ำ เธอมีเบอร์เขา แต่เธอไม่อยากเรียกร้องอะไรให้เขาหงุดหงิดเธออีกได้
“อ้าปากครับ เดี๋ยวผมจะตรวจทอนซิลนะครับ” นายแพทย์หนุ่มหยิบไม้กดลิ้นขึ้นมา พิ้งค์พลอยก็ดึงหน้ากากอนามัยออกแล้วอ้าปากกว้างทันที ไม้กดลิ้นในมือเขาค่อยๆ เคลื่อนเข้ามา เธอหลับตาเพราะไฟฉายหมอแสบตามาก พิ้งค์พลอยสูดลมหายใจเบาๆ สัมผัสเย็นของไม้กดแนบลงบนลิ้น ก่อนที่มันจะกดลึกลงไปจนเธอเผลอสะอึก
เสียง “อ๊อก” เล็ดออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ในวินาทีนั้นเอง ภาพคืนนั้นก็แล่นเข้ามาในหัว พิ้งค์พลอยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ เธอกะพริบตาถี่ กัดฟันไม่ให้เผลอครางออกมาตรงหน้านายแพทย์หนุ่ม เพราะเธอเอาแต่นึกถึงคืนนั้นทั้งที่มันไม่มีอะไรน่าประทับใจเลยด้วยซ้ำ
“ผมว่าพรุ่งนี้คงกลับบ้านได้” เสียงนุ่มของนายแพทย์หนุ่มรั้งสติพิ้งค์พลอยกลับมา ไม่รู้ว่าเธอแอบเผลอทำหน้าฟินไปด้วยไหม เพราะเธอเกลียดรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของเวหามากๆ
“ค่ะ”
“อ้อ มีอีกเรื่อง ตอนนี้ยังเจ็บตรงนั้นอยู่ไหมครับ”
“…” พิ้งค์พลอยพยักหน้าแทนคำตอบ ใบหน้าเธอร้อนผ่าวทุกทีที่นายแพทย์หนุ่มพูดเรื่องน่าอาย
“งดเซ็กซ์สักครึ่งเดือนหรือจนกว่าจะรู้สึกว่าหายดีนะครับ”
“…” พิ้งค์พลอยไม่ตอบอะไร แค่ยิ้มแหยๆ
“ทานยาคุมยังครับ”
“ทานแล้วค่ะ”
“ครับ ผลตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะออกเร็วๆ นี้นะครับ” เมื่อตรวจเสร็จนายแพทย์หนุ่มก็ออกไป แล้วพิ้งค์พลอยก็เอาหน้ากากอนามัยและแว่นตามาใส่ดังเดิม แค่เห็นเวหาก็อายมากพอแล้ว
“ในห้องมีแค่กูกับมึงจะใส่ทำไม”
“กูจะออกไปหาก๋วยเตี๋ยวกิน กูไม่อยากกินข้าวต้มแล้ว”
“ไม่อาย?”
“อายสิ แต่กูไม่อยากอุดอู้ตรงนี้มันฟุ้งซ่าน”
“นึกถึงของหลวงเหรอ”
“ไอ้เวย์!”
“อย่าตะเบ็งเสียงสิเพื่อนรัก เดี๋ยวก็เจ็บคออีกหรอก”
“เลิกล้อกูและห้ามบอกใคร ถ้าไอ้พวกนั้นรู้มันล้อกูยันลูกบวชแน่”
“อายทำไม ได้ครอบครองของหลวงจนเดินแทบไม่ไหวเนี่ย เป็นกู กูภูมิใจนะ”
“ภูมิใจพ่อมึงสิ กูอาย กูแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีหมอแล้วเนี่ย”
“หมอเขาเจอเคสแบบนี้ปกติ เขาตรวจกีกี้มาหลายคน เขาไม่มานั่งบูลลี่กีกี้มึงหรอก”
“กูรู้ แต่กูอาย เข้าใจไหม แม่ง กูอยากจะแฮ็กระบบ ไปลบข้อมูลผู้ป่วยกูด้วยซ้ำ”
“แล้วแก้ใหม่ว่าแพ้ของหลวงชนิดเรื้อรัง”
“แม่งเอ๊ย!”
พิ้งค์พลอยหยิบผ้าพันคอมาพันคอปกปิดความเป็นตัวเอง เธอไม่ต้องการให้ใครจำได้ เดินลงจากเตียงมานั่งวีลแชร์ ถ้าไม่ติดว่าต้องให้เวหาเข็นวีลแชร์ให้เธอก็อยากจะไปคนเดียว
“ท่าเดินก็เกือบปกติแล้วนะ ผิดกับวันแรก”
“ไอ้เวย์มึงอย่าทักได้ป่ะ เดี๋ยวกูตบเลย” มาเฟียสาวขึ้นเสียงเกรี้ยว เวหาก็ปิดปากตัวเองพร้อมกับกั้นขำ และต่อให้อยากจะแกล้งพิ้งค์พลอยอย่างไรก็ต้องมาทำหน้าที่ตัวเองต่อ
แม้ว่าจะไม่มีใครจำพิ้งค์พลอยได้ แต่สายตาที่ผู้ป่วยหลายคนมองมาทางพิ้งค์พลอยเพราะสงสัยที่เธอปิดหน้ามิดชิดตอนเวหาเข็นผ่านผู้คนจำนวนมาก ทำให้พิ้งค์พลอยต้องเล่นโทรศัพท์ไปพลางเพราะไม่อยากสู้สายตาใคร แม้คนพวกนั้นจะไม่ได้รู้เรื่องอะไรก็ตาม
ปึก!
“โอ๊ย!/ขอโทษครับ” เวหาเหมือนจงใจเข็นพิ้งค์พลอยมาชนกับใครบางคน พอพิ้งค์พลอยเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอโทรศัพท์เธอก็พบกับความจริงว่า คนที่เป็นสาเหตุของเรื่องที่ทำให้เธอต้องมานอนโรงพยาบาลยืนอยู่ตรงนี้แล้ว
“หาเรื่อง?” เตชถามด้วยความไม่พอใจ เขาถอยออกมาเล็กน้อยเพราะเจ็บขานิดๆ
“เปล่าครับ” เวหาเป็นฝ่ายตอบเพราะพิ้งค์พลอยเบือนหน้าหนีอีกทั้งยังปั้นปึ่งนั่งกอดอกเชิดใส่แบบไม่สนใจ “มึงเคลียร์ซะนะ กูไปละ”
“ไอ้เวย์!” เธอกระแอมกระไออีกรอบเพราะใช้เสียงดังเกิน ซึ่งเวหาก็เดินจากไป ปล่อยเธอไว้กับเตช เธอยังไม่มองหน้าเตชและกะว่าจะไถวีลแชร์หนีแต่เขาดันมาขวางด้านหน้า
“ดริฟถอยหลังให้ดูหน่อย”
“หลบค่ะ”
“เป็นอะไร”
“ใกล้ตายละค่ะ”
“ประชดทำไม” เขาย่อตัวลงมานั่งคุยกับเธอเหมือนกับว่าถ้าเขายืน เธอจะได้คุยแต่กับเป้ากางเกง “หลบสายตาได้ประหลาดมาก ไม่มองเพดานเลยล่ะ”
“แล้วมาทำไมคะ”
“มาฟังผลตรวจร่างกาย ผลออกมาว่าไม่ติดโรคอะไร เธอเองก็ควรตรวจนะ”
“รู้”
“ฉันไม่ชอบเด็กพูดจาห้วนๆ”
“คุณก็ไม่ต้องยุ่งกับฉันสิคะ”
“นี่เธอจะเอาอะไร คุยกับฉันมองหน้าฉัน” เพราะพิ้งค์พลอยเอาแต่เล่นแต่โทรศัพท์เขาจึงเอามือไปบังหน้าจอไว้
“คนที่ไม่มีความรับผิดชอบเนี่ย จะให้คุยทำไม”
“ทำไม เธอท้องแล้วเหรอ…” ไม่ทันขาดคำเตชก็ถูกพิ้งค์พลอยปิดปาก หากว่าใครได้ยินเธอจะเสียหาย
“ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่คุณไม่สังเกตเหรอว่าเสียงฉันแหบ ฉันป่วย ฉันจะตาย เคยมาสนใจฉันบ้างไหม” พิ้งค์พลอยโน้มเข้าใกล้ ใช้มือป้องปากก่อนกระซิบข้างหูเตช ไม่อยากให้คนรอบข้างได้ยิน “พวกฟันแล้วทิ้ง พวกนิสัยไม่ดี ทำเหมือนผู้หญิงเป็นสิ่งของ”
“เรื่องที่เธอเข้าโรงพยาบาล ลูกน้องรายงานอยู่”
“แล้วไม่คิดจะทำอะไรเลยเหรอ”
“ฉันเป็นหมอเหรอ ก็ไม่ใช่นะ เธอออกจากโรงพยาบาลวันไหน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเดี๋ยวออกให้ พอใจไหม”
“อือ จบแยก”
“ยัง ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
“เรื่องอะไร”
“เรื่องไอ้โฬม”
“อ๋อ! นี่ถ้าฉันไม่มีประโยชน์กับคุณ คุณคงไม่มาสนใจไยดีฉันใช่ป่ะ”
“ต้องการคำตอบแบบไหน ถ้าเอาแบบเรียลๆนะ ฉันก็จะตอบว่า ใช่”
“เหอะ!”
“เธอเป็นลูกน้องฉัน อย่าทำกิริยาไม่ดีกับหัวหน้าตัวเองแบบนั้น”
“ลูกน้อง?”
“ทำไมล่ะ คนอย่างเธอก้มหัวให้ใครไม่ได้รึไง”
“ก็คงเป็นอย่างนั้น กรุณาหลบด้วย ฉันจะไปแล้ว”
“ถ้าไม่มีปัญญาเดินหนีก็อย่ามาปากเก่ง” เตชลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วก็เดินไปด้านหลังของพิ้งค์พลอย เขาเข็นวีลแชร์ให้พิ้งค์พลอยอย่างเร่งรีบ จนเธอไม่กล้าเอามือถัดล้อให้หยุด
“คุณจะพาฉันไปไหน”
“กลับห้อง”
“ฉันยังไม่อยากกลับ ฉันจะไปกินก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ”
“ไร้สาระ”
วีลแชร์ที่ถูกเตชเป็นฝ่ายควบคุมเคลื่อนไปด้านหน้าด้วยความเร็ว หลบหลีกผู้คนที่มากมายอย่างชำนาญ พานให้พิ้งค์พลอยเวียนศีรษะจนต้องจับที่วางแขนไว้ดีๆ เพราะมันน่าหวาดเสียว ถึงแม้พื้นโรงพยาบาลจะเรียบแต่เวลาเบรกหรือเวลาพาเธอขึ้นลิฟต์จนเจอพื้นที่ไม่เท่ากันตรงทางเข้าลิฟต์ส่งผลให้วีลแชร์สั่นสะเทือนและส่งผลกระทบต่อคนนั่ง “เคยดูแลผู้ป่วยไหม คุณจะรีบไปไหน เข็นให้นิ่มกว่านี้ได้ไหม มันสะเทือนฉันจนระบมหมดแล้ว” โชคดีที่ลิฟต์ไม่มีคน เธอเลยถือโอกาสบ่นออกมา และเหมือนได้พักหายใจจากรถไฟเหาะเฉพาะตัว “หยาบกระด้าง เวย์ยังเข็นให้ดีกว่านี้เลย”
“อยากให้ดูแลไม่ใช่เหรอ จะบ่นทำไม”