“ลูกสาวของข้า! ฮือ ๆ เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ ใครกันที่มันโหดเหี้ยมทำร้ายเจ้าได้ถึงเพียงนี้”
“ลูกพ่อ!!” เสียงร้องไห้ระงบด้วยความตกใจและเสียใจดังขึ้นไม่หยุด แต่พอพวกเขาหันมาเห็นหนิงอันและหนิงฮวา ความโกรธก็ปะทุขึ้นมาในทันที พวกเขาจ้องมองมาที่พวกนางอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“เจ้า! เจ้ามันตัวซวย! เจ้าตัวหายนะ! เจ้ามันตัวอัปมงคล! เมื่อก่อนไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรเช่นนี้ พอมีเจ้ามาอยู่ก็เริ่มมีเรื่อง ดูสิชีวิตของลูกสาวข้าทุกควักหัวใจจนตาย เจ้าจะรับผิดชอบยังไงบอกมาสิ?”
“ใช่งานถางหญ้าอะไรข้าไม่ทำแล้ว หนิงอันเจ้าย้ายไปอยู่ที่อื่นเลย เจ้ามันตัวซวยฮือ ๆ ลูกแม่ใครมันทำเจ้า?”
หนิงอันและหนิงฮวายืนตกตะลึงตัวแข็งค้าง มองชาวบ้านที่มองมายังนางด้วยสายตาโกรธแค้น นางคาดเดาเอาไว้ไม่มีผิด หากเกิดเรื่องราวอะไรขึ้น พวกเขาจะโทษนางทันทีแม้นางจะไม่ได้เป็นคนทำก็ตาม
“พวกเจ้าใจเย็นก่อนพวกเราต้องหาตัวคนร้าย ไม่ใช่ไปโทษนาง” จางมู่ซวนรีบบอกให้ทุกคนใจเย็นลงแต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผลเพราะพวกเขาโกรธจนไม่ฟังอะไรทั้งนั้น
“ต้องโทษอยู่แล้วหากไม่มีตัวเสนียดจัญไรดาวอัปมงคลมาอยู่ที่นี่ หมู่บ้านเราก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ ลูกสาวข้าเพิ่งจะเจ็ดขวบก็ต้องมาตายเสียแล้ว ฮือ ๆ
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านต้องขับไล่นางออกไปทันทีนะเจ้าค่ะ นางเป็นตัวหายนะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น”
“ใช่ ๆ ไล่ครอบครัวนางออกไปเลย”
“ออกไป ๆ ๆ ๆ” ชาวบ้านร้องไล่ขึ้นมาพร้อม
ต้าหลงเดินมาจับมือหนิงอันและหนิงฮวาอย่างให้กำลัง นึกสงสารโชคชะตาของพวกนาง ที่จะต้องมาทนฟังคำพูดใส่ร้ายเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา หากไม่ใช่เรื่องนี้ก็จะมีเรื่องอื่นอยู่ร่ำไป เพราะคนเราหากได้ปักใจเชื่อสิ่งใดแล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยนความคิดได้ง่าย ๆ
หนิงอันมองชาวบ้านด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ยามนี้นางรับรู้แล้วว่าพี่สาวของนางรู้สึกอย่างไร การใส่ร้ายป้ายสีทั้งที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ความรู้สึกมันเจ็บปวดเช่นนี้นี่เอง หนิงอันเริ่มมองพวกเขาอย่างแข็งกร้าวและเย้ยหยัน
นางที่มีความตั้งใจจะช่วยเหลือพวกเขาให้อยู่ดีกินดี มายามนี้นางคิดว่าควรช่วยเหลือคนที่มีความเชื่อมั่นกับตัวเรา ไม่เอนไหวไปตามสายลมเหมือนไม้ปักขี้เลนและไม่ยอมมองถึงเหตุผลเป็นหลัก และจากที่คิดว่าจะเป็นคนดีก็เลยต้องเปลี่ยนใจ ในเมื่อเป็นคนดีโชคชะตามักไม่เข้าข้าง นางก็ขอร้ายในแบบของนางก็แล้วกัน
“ท่านลุงจางให้คนไปแจ้งทางการเถิดเจ้าค่ะส่วนข้าและครอบครัวจะไม่ย้ายไปไหนทั้งนั้น” จางมู่ซวนรู้จักแยกแยะเขาจึงพยักหน้ารับ เมี่อก่อนเขายอมรับว่ามีอคติกับนาง แต่หลังจากนางช่วยรักษาคนให้หายป่วย เขาก็เปลี่ยนความคิดไปโดยสิ้นเชิง เขาหันไปบอกคนให้ไปแจ้งทางการ ส่วนหนิงอันมองทุกคนด้วยสายตาเยียบเย็น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันดังว่า
“วันนี้ข้าขอประกาศหากใครเชื่อมั่นในตัวข้า ข้าจะส่งเสริมให้อยู่ดีกินดี หากใครยังคิดว่าข้าเป็นตัวอัปมงคล ก็จงกลับบ้านไปเสียส่วนคนที่อยู่ทำงานต่อ ข้าจะถือว่าได้พวกท่านได้ตัดสินแล้ว และข้าขอสัญญาว่าจะปกป้องและดูแลทุกคนอย่างสุดความสามารถ”
“เชอะ! คำพูดของเด็กน้อยเช่นเจ้าจะเชื่อถืออะไรได้” หนึ่งในชาวบ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
จางมู่ซวนถอนใจออกมา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เอาละข้าให้ทุกคนตัดสินใจ จะทำงานต่อหรือว่าจะกลับบ้านไป ข้าไม่ได้บังคับแต่ข้าเลือกที่จะอยู่”
“จางมู่ซวน!! เจ้ามันคนประจบสอพลอ เห็นนางมีเงินขึ้นมาหน่อยก็ทำเป็นพูดดีเข้าข้างนาง เป็นเพราะนางให้เงินเจ้าวันก่อนสินะ ปัดโถ่ว! ข้ารู้เท่าทันเจ้าหรอกนา”ชายผู้หนึ่งตะโกนออกมาอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นว่าจางมู่ซวนตัดสินใจจะทำงานต่อ
“ก็แล้วแต่พวกเจ้าจะคิด ใครที่อยู่ต่อทำงานต่อเถอะ” จางมู่ซวนไม่ใส่ใจบอกคนที่เลือกจะอยู่ต่อให้เริ่มทำงาน หนิงอันมองคนที่ตัดสินใจอยู่ราว ๆ สิบคนได้ อย่างน้อยก็ยังมีคนเชื่อใจนางอยู่บ้าง
“เดี๋ยวก่อนเจ้าคะพวกท่านมีบุตรสาวหรือไม่?” หนิงอันเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ ศพที่ตายเป็นเด็กผู้หญิงกันหมด นางคิดว่าคนร้ายน่าจะพุ่งเป้าไปที่เด็กสาว
“มีขอรับ/มีเจ้าค่ะ”
หนิงอันพยักหน้ารับรู้จากนั้นก็พาทุกคนเดินกลับมาที่เรือน หนิงฮวาเดินมาจับมือหนิงอันเพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
“ทำอย่างไรเราถึงจะรู้ว่าคนร้ายเป็นใคร?”หนิงอันเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เท่าที่พ่ออยู่มานานหลายพันปี มีตำนานเล่าขานว่าจอมมารหานไท่จิ้นผู้บำเพ็ญเพียรตบะ ในหนึ่งห้าร้อยปีต้องตื่นขึ้นมากินหัวใจของเด็กสาวผู้บริสุทธิ์ถึง99ดวงเพื่อพลังของตน แต่ว่านั่นเป็นเพียงตำนานเล่าขาน ยังไม่ได้รับการพิสูจน์แต่อย่างใด”
“แต่ว่ามันก็จะมีกลุ่มลัทธิบางจำพวก ที่เชื่อว่าการกินหัวใจของเด็กสาวบริสุทธิ์ จะทำให้พลังปราณของตนมีเพิ่มมากขึ้น หรืออย่างนางมารเล็บแดงผู้ใฝ่ฝันถึงความเป็นอมตะ ที่เชื่อว่าการเอาหัวใจของเด็กสาวมากลั่นเป็นยา จะทำให้นางยังคงความงดงามดั่งสาว2000ปีไม่มีวันโรยรา”
“แต่หากทันสมัยขึ้นมาหน่อยก็คือนำหัวใจมาเปลี่ยนถ่ายทางการแพทย์ อันนี้ข้าเพียงได้ยินมายังไม่ได้รับการพิสูจน์เช่นกัน”
หนิงอันฟังเรื่องราวทั้งหมดก็ได้แต่ถอนใจออกมาด้วยความหนักใจ นางเคยแต่ฟังเรื่องเล่าฆาตกรซีอุยที่ฆ่าเด็กแล้วนำตับมาต้มกิน แต่พอมาอยู่ในยุคจีนโบราณดูเหมือนจะมีมากกว่าซีอุย ที่ทุกคนดูเหมือนจะคลั่งไคล้หัวใจของเด็กสาวบริสุทธิ์
“เราต้องให้เด็กสาวมาอยู่รวมกันที่นี่ชั่วคราว”
“ข้าเห็นด้วยนะหนิงอัน” ฮุ่ยเหม่ยรีบเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วย เพราะเวลานี้นางเชื่อว่าหนิงอันและหนิงฮวาสามารถปกป้องทุกคนได้ อีกอย่างมีเทพมังกรดำมาอยู่ด้วย ทุกคนต้องปลอดภัยแน่นอน
แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีลมก็พัดมากรูใหญ่ จากนั้นสายตาของหนิงอันและหนิงฮวา ก็เหลือบไปเห็นดวงวิญญาณของเด็กสาวทั้งเจ็ดดวงมายืนอยู่ตรงประตูรั้ว ร่างกายของพวกนางชุ่มโชกไปด้วยเลือด ตรงบริเวณหน้าอกข้างซ้ายเป็นรูโบ๋เพราะถูกควักหัวใจออกไป
“พี่หญิงมองเห็นใช่หรือไม่?”
“ใช่ข้ามองเห็น”
“เราไปหาพวกนางกันเถอะ”
หนิงอันและหนิงฮวาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของวิญญาณเด็กสาวทั้งเจ็ดคน พวกนางยิ้มออกมาอย่างเศร้าสร้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“พี่หญิงข้าต้องขอโทษแทนบิดาและมารดาของข้าที่เสียมารยาทกับพวกท่าน ที่ข้ามาหาพี่หญิงทั้งสองเพราะว่ามีคนจะเอาวิญญาณของพวกข้าไปเจ้าค่ะ” หนิงอันและหนิงฮวาหันมามองหน้ากัน ขนาดตายไปแล้วเป็นวิญญาณก็ยังมีคนจะมาเอาวิญญาณไป
“แล้วข้าจะช่วยพวกเจ้าได้อย่างไร?” พอหนิงอันถามออกไปร่มที่นางถือไว้ก็เริ่มสั่นขึ้นมา หนิงอันจึงรีบดึงร่มออกมากาง ก่อนแสงสีทองจะเปล่งประกายออกมาและจางหายไป “ข้าเป็นร่มปราณวิญญาณสามารถให้ที่พักพิงของเหล่าวิญญาณได้เจ้าค่ะ”
“แล้วใครจะมาเอาวิญญาณของพวกเจ้า?” หนิงฮวาถามขึ้นอย่างสงสัย
“เป็นจอมเวทผู้หนึ่งเจ้าค่ะ ส่วนคนที่ฆ่าพวกข้า ข้ามองไม่เห็นเจ้าค่ะรู้แต่เพียงว่า พวกเขาต้องการเอาหัวใจของพวกข้าไปทำยา”
หนิงอันยื่นมือไปสัมผัสกับแขนของพวกนาง ก่อนจะหลับตาลง คนร้ายจำนวนสามคนใส่ชุดคลุมปิดบังใบหน้า ใช้พลังควักเอาหัวใจของเด็ก ๆ ออกไปอย่างน่าสยดสยอง พวกเขาใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดที่เรือนหลังหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางป่าเขาที่เงียบสงัด นางมองพวกเขาได้ไม่ชัดนักเพราะเหมือนจะมีม่านอาคมปิดกั้นการมองเห็น
หนิงอันลืมตาขึ้นมานางก็พยักหน้าอนุญาตให้กับดวงวิญญาณทั้งเจ็ด จากนั้นดวงวิญญาณทั้งเจ็ดดวงจึงลอยเข้ามาอยู่ในร่มแล้วหายไปทันที แต่ว่าไม่นานหลังจากนั้นก็มีชายในชุดนักพรตเดินผ่านมาพอดี หนิงอันและหนิงฮวามองด้วยความแปลกใจ หรือว่าจะเป็นเขาที่กำลังตามล่าดวงวิญญาณ แต่ว่าพวกนางบอกว่าเป็นจอมเวทนี่
“คารวะท่านนักพรตเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านจะเดินทางไปที่ใด?”
“พอดีข้าได้ยินว่ามีเด็กสาวถูกฆ่าตาย ข้าก็เลยแวะมาดูเสียหน่อย เพราะข้าสามารถสื่อสารกับดวงวิญญาณได้ ข้าจึงอยากมาช่วยพูดคุยกับดวงวิญญาณถึงตัวคนร้ายเพื่อช่วยไขคดี” เขาเอ่ยตอบออกมาด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ
“ท่านหัตถ์ทองคำข้าสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณในตัวเขาที่มีมากมายเจ้าค่ะ” ร่มที่นางถือเอ่ยขึ้น
หนิงฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นก็สะบัดพัดสีทองกางออกมาทันที จากนั้นเสียงในหัวของนางก็ดังขึ้น “ท่านพัดทองคำ ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความชั่วร้ายของชายผู้นี้ขอรับ”
ชายนักพรตเริ่มสังเกตเด็กน้อยตรงหน้าอย่างพิจารณา เขาเองก็สัมผัสได้ถึงปราณทิพย์อันสูงส่งของพวกนางทั้งสองคน หากว่าพี่ชายของเขาได้หัวใจสองดวงนี้ไป พลังของเขาคงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแน่ แต่ว่าพวกนางมองเขาแปลก ๆ เหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง ไม่ได้เขาต้องรีบหนี แต่ว่าเหตุใดขาของเขาถึงก้าวไม่ออก เกิดอะไรขึ้น!
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็ไปเถิดเจ้าค่ะ”
“เอ่อ…คือ” นี่เขาเป็นอะไร? เหตุใดขาถึงขยับไม่ได้? หรือว่าพวกนางจะมีวิชาแล้วสกัดขาเขาเอาไว้? จะเป็นไปได้อย่างไร?
“เหตุใดท่านยังไม่ไปอีกละเจ้าคะ?” คราวนี้หนิงอันแอบยิ้มมุมปากด้วยความสะใจ เจ้าคนชั่วใช้พลังดูดวิญญาณแล้วนำไปทำคุณไสยทำร้ายผู้อื่น วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง
“หนิงอันเดี๋ยวข้าช่วยเขาเอง”กล่าวจบหนิงฮวาก็สะบัดพัดออกไปทันที พลังลมอย่างมหาศาลพัดเอาร่างของนักพรตลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศ “ช่วยด้วยยยยยย!!” เขาแหกปากร้องออกมาอย่างตกใจและหวาดกลัว เขาไม่รู้เลยว่าร่างของเขานั้นไปตกยังที่ใด หนิงฮวาหัวเราะออกมาอย่างสะใจ สมน้ำหน้าไปสู่ที่ชอบ ๆ นะ