ดวงตาเรียวคมสะท้อนถึงความกระวนกระวายใจอย่างเหมือนจริง ใบหน้าเองก็ดูแดงระเรื่ออย่างเขินอาย ซึ่งนั่นมันเป็นการแสดงที่สมกับแดนเหนือที่ปัจจุบันก็เรียนอยู่ที่คณะนิเทศศาสตร์สาขาการละคร
ในสถานการณ์นั้นชายร่างสูงก็แอบลอบมองท่าทางเขินอายของอัยย์ที่ราวกับมีใจให้เขาแล้ว
‘โห ใจง่ายดีจริงๆ ทั้งๆ ที่เดตกันแค่ครั้งเดียวเองแท้ๆ’
แดนเหนือคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะเล่นตัวมากกว่านี้เพื่อให้เขาได้ใช้ทักษะการแสดงที่เรียนมา เพราะอย่างไรซะก่อนหน้านี้ทัศนคติเรื่องความรักของอีกฝ่ายดูจะปิดกั้นจนทำให้เข้าถึงยาก แต่พอแค่ลองดึงเข้ามาในสนามจริงกลับใจง่ายเสียอย่างนั้น เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากคนที่พบอัยย์คือคนในกลุ่มเพื่อนของเขา ปานนี้อัยย์คงกลายเป็นอีตัวดีๆ ไปแล้ว
อัยย์ที่งุ้มหน้าลงอยู่สักระยะเอื้อมมือไปจับปลายแขนเสื้อของชายตรงหน้าเพื่อบอกเป็นไปกลายๆ ว่าให้หันมาสนใจเขาหน่อย “เริ่มวันนี้เลยดีไหม? เรื่องที่จำลองการเป็นแฟนกันน่ะ…”
ถึงจะไม่ได้ผิดไปจากที่คิดเอาไว้มาก แต่แดนเหนือที่ต้องการให้ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติจึงแสร้งเป็นไหลตามน้ำไปแบบคนปกติ
“ครับ?? มันไม่เร็วเกินไปเหรอครับ? ถ้าพูดกันตามตรงพวกเราเพิ่งรู้จักกันเองนะครับ เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรไว้ใจใครง่ายๆ แบบนี้”
“ผมไว้ใจแดนเหนือครับ คุณเป็นคนดีมากเลยนี่นา เห็นไหม? เมื่อกี้คุณอุตส่าห์เตือนผมเรื่องการระวังตัวเลยนี่นา”
น้ำเสียงที่หนักแน่นบ่งบอกได้ว่าเจ้าตัวได้ตัดสินใจเรื่องนี้ดีแล้ว
แดนเหนือที่พยายามจินตนาการแววตาที่อยู่ภายใต้เลนส์แว่นเพิ่งนึกได้ว่าผู้ชายตรงหน้าคนนี้มีชีวิตในวัยเด็กที่ไม่ค่อยปกตินัก มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่อีกฝ่ายดูอ่อนต่อโลกมากขนาดนี้
หากจำไม่ผิดอัยย์เคยเล่าว่าเมื่อก่อนนั้นตัวเองร่างกายอ่อนแอมาก พ่อแม่จึงไม่ค่อยจะปล่อยให้เขาออกไปด้านนอกเสียเท่าไหร่ เพราะขนาดเรียนหนังสือตั้งแต่อนุบาลยันม.ปลาย เขายังต้องเรียนโฮมสคูล จะมีก็แต่ช่วงเข้ามหาวิทยาลัยที่อัยย์ได้มีโอกาสได้เรียนร่วมกับคนอื่น
ในสายตาของชายหนุ่มที่ชอบในการทำลายล้างจึงมองว่าอัยย์นั้นดูไม่ต่างอะไรกับเจ้านกตัวน้อยที่เพิ่งกระเทาะเปลือกไข่ที่ถูกฝังในหินออกมา เขาที่เป็นคนแรกที่เพิ่งค้นพบจึงมีคิดที่จะสอนบทเรียนเกี่ยวกับความโหดร้ายของโลกใบนี้
แดนเหนือค่อยๆ โน้มตัวลง และประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากอันเกลี้ยงเกลาของชายตัวเล็ก หลังจากที่ผละตัวออกเขาก็ยังคงส่งสายตาที่บ่งบอกถึงความปรารถนาที่ต้องการจะทะนุถนอมอย่างถึงที่สุดให้ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้อัยย์แสดงอาการประหม่ามากขึ้น
“งั้นตอนนี้พวกเราก็เป็นแฟนกันแล้วสินะครับ”
อัยย์พยักหน้าตอบรับ แต่เมื่อมองเห็นว่าแดนเหนือมีพฤติกรรมที่ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ยังคงกวาดตามองหาหนังสือไปทั่ว และไม่มีท่าทีที่จะออกไปจากที่นี่เพื่อทำเรื่องพิเศษเลย
“เป็นแฟนกันแล้วต้องทำอะไรบ้างเหรอ?”
“ก็แค่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันครับ วันนี้อัยย์เองก็อยากมาหาซื้อหนังสือด้วยนี่นา” แดนเหนือตอบด้วยรอยยิ้ม “ถ้าคุณสะดวกใจ อัยย์ช่วยแนะนำหนังสือให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?”
พอเป็นเรื่องที่ตัวเองสนใจ อัยย์ก็กระตือรือร้นขึ้นทันที พวกเขาเวลาอยู่ในงานหนังสือจนถึงบ่ายสามโมง พอเลือกซื้อหนังสือที่ถูกใจได้ก็ไปนั่งพักที่คาเฟ่อยู่สักระยะ ก่อนที่จะถึงเวลาดินเนอร์พวกเขาก็ใช้เวลาอยู่ในบูทงานฝีมืออย่างการระบายสีปูนปลาสเตอร์ที่จัดอยู่ข้างๆ งานหนังสือที่จัดอยู่ในห้างเดียวกัน
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แดนเหนือก็จัดเซอร์ไพรส์ไม่รู้ว่าไปเตรียมตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ให้กับอัยย์ เขาพาอัยย์ไปที่ร้านอาหารชื่อดังที่ขึ้นชื่อว่าจองยากมากที่อยู่ติดริมแม่น้ำใจกลางเมือง พร้อมกับช่อดอกกุหลาบสีแดงสดที่ภายในนั้นซุกซ่อนสร้อยคอที่ทำจากทองคำขาวเพชรเม็ดเล็กๆ ที่เหมาะกับอัยย์
แน่นอนว่าชายที่ไม่เคยพบเจอเรื่องอะไรแบบนี้มาก่อนจึงย่อมมีความประทับใจได้อย่างง่ายดาย เพราะถึงแม้จะไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆ เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เขามองเห็นว่าแดนเหนือนั้นเป็นผู้ชายที่ใส่ใจรายละเอียดมากแค่ไหน จนเขาก็แอบนึกอิจฉาคนรักในอนาคตของแฟนหนุ่มปลอมๆ และมันก็ยิ่งพอกพูนขึ้นเมื่อแดนเหนืออาสาสวมสร้อยให้กับเขาราวกับว่าภายในหัวใจของชายหนุ่มมีอัยย์เป็นคนรักจริงๆ
ชายร่างบางก้มหน้าลง พร้อมกับดันขาแว่นตาเพื่อลดอาการประหม่า เสียงที่เอ่ยคำพูดสั่นเครือ และอ่อนหวานอย่างน่ารัก “แดนเหนือจะจริงจังเกินไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบนี้เพื่อผมก็ได้”
“ผมน่ะจริงจังให้กับทุกความสัมพันธ์ครับ”
แดนเหนือมองภาพตรงหน้า และเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัวให้กับท่าทางเงอะงะแบบนั้น เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมอัยย์ถึงทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นเสมอในยามที่อีกฝ่ายทำตัวไม่ถูก คล้ายกับว่าชายที่แสนจืดชืดตรงหน้ามีสเน่ห์ดึงดูดอย่างมหาศาลในครั้งที่แสดงถึงด้านที่ใสซื่อ
ในชั่วแวบหนึ่ง เขามองว่าอัยย์เป็นผู้ชายที่หน้าตาดีคนหนึ่ง ถ้าไม่ติดตรงที่ว่าดวงตาแบบไหนที่ซ่อนอยู่ภายใต้เลนส์แว่น ทั้งผิวหน้าขาวเนียนละเอียด โครงหน้าเรียวเล็ก จมูกที่โด่งเล็กน้อย และริมฝีปากสีชมพูกระจับที่ได้สัดส่วนล้วนแต่เป็นคุณลักษณะของคนหน้าตาดีในสเปคของแดนเหนือ
“จริงสิครับ ผมเองก็มีอะไรจะให้แดนเหนือเหมือนกัน” สิ่งที่อัยย์เอาออกมาคือกล่องของขวัญขนาดที่ค่อนข้างเล็ก เมื่อลองเปิดดูข้างในก็พบว่ามันคือกระเป๋าใส่เงินที่ทำด้วยมือ “มันอาจจะไม่มีราคามากสำหรับคุณก็เถอะ แต่ผมน่ะทำมันมาเพื่อคุณเลยนะ จริงๆ แล้วผมกะจะให้คุณตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมกลัวว่าคุณจะไม่ชอบ”
ใบหน้าของชายหนุ่มที่เคยแสดงแต่รอยยิ้ม ในตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยสีหน้าคาดไม่ถึงอาจเป็นเพราะในเรื่องนี้มันอยู่เหนือความคาดหมายของแดนเหนือที่เป็นผู้ให้คนอื่นมาโดยตลอด
ชายร่างสูงหลุบสายตามองของขวัญที่เพิ่งจะได้รับมาอย่างจริงใจเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ก็มีคนเอาของขวัญให้เขาอยู่หรอก สิ่งเหล่านั้นล้วนแต่เป็นของแบรนด์เนมราคาแพงที่แดนเหนือเห็นจนเบื่อ ถ้าเทียบกับของทำมืออย่างตั้งใจที่ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อได้รับมันมากลับทำให้เขารู้สึกดียิ่งกว่าได้รับของขวัญพวกนั้นเสียอีก เพราะมันทำให้เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองนั้นคือคนพิเศษ
ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่พอจะสร้างความประทับใจให้กับชายหนุ่มได้ “ขอบคุณครับ ผมจะเก็บรักษามันไว้อย่างดี”
การดินเนอร์ภายใต้แสงจันทร์นั้นทำให้พวกเขาทั้งสองสนิทชิดเชื้อกันมากขึ้น อย่างน้อยๆ ในสายตาของแดนเหนือก็มีทัศนคติที่ดีกับอัยย์มากกว่าเมื่อก่อน ส่วนอัยย์เองก็มีรอยยิ้มที่มากขึ้น และเริ่มจะไม่พูดเรื่องนามธรรมที่ชวนให้ชายอีกคนต้องปั้นปอคำโกหกเพื่อตอบมัน
สถานที่ต่อไปที่ไม่คาดฝันสำหรับอัยย์คือการที่แดนเหนือพาเขาไปยังห้องสวีทในโรงแรม ชายร่างบางรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันใดเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์เกินเลย ถึงจะเข้าใจเหตุผลก็เถอะว่าในตอนนี้มันดึกแล้ว และพวกเขาเองก็ดื่มไวน์ไปค่อนข้างมาก ตัวเลือกที่ดีที่สุดคือการพักอยู่ที่โรงแรมจนถึงเช้า
แต่ในตอนนี้พวกเขากำลังจำลองการเป็นแฟนกันอยู่ คงไม่เกิดเรื่องนั้นหรอกใช่ไหม?
นั่นเป็นเพียงความคิดที่เกิดขึ้นในหัวของแดนเหนือที่เดาจากท่าทางของอัยย์ในตอนนี้
ชายหนุ่มยิ้มออกมาให้กับชายที่ทำตัวเหมือนลูกแมวที่ถูกแม่ทิ้ง “ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ถ้าอัยย์ไม่ยินยอมผมก็ไม่ทำอะไรเกินเลยหรอกครับ”
อัยย์พยักหน้าอย่างเงียบๆ ก่อนที่จะขอตัวไปอาบน้ำก่อน ซึ่งในระหว่างนั้นแดนเหนือก็แอบไปที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อเจลหล่อลื่นกับถุงยางอนามัยสำหรับสถานการณ์ที่เป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้น โดยอ้างกับอัยย์ว่าตนต้องการซื้อกางเกงซับในเพียงเท่านั้น