“อืม มันน่าเกลียดใช่ไหมล่ะ?”
แดนเหนือเอ่ยในขณะที่ทอดมองภาพวาดในอดีตของตัวเอง ถึงจะบอกว่าอดีตแต่รูปแนวabstract ที่วาดด้วยการสะบัดแปรงสีโทนเย็นแต่มันก็เป็นรูปวาดล่าสุดที่เขาเคยวาดเพราะหมดแรงบันดาลใจเมื่อหลายปีก่อน
สำหรับชายหนุ่มที่เคยหมกมุ่นอยู่กับการวาดรูปมาตลอดทั้งชีวิตจึงมองว่ารูปตรงหน้ามันน่าเกลียดมาก ทั้งไร้คอนเซปต์ และไร้จิตวิญญาณ เขาได้แต่นึกโมโหว่าใครกันที่เอารูปภาพห่วยแตกพวกนี้มาแขวนไว้ตรงผนัง
“เปล่า มันสวยมากเลยล่ะ” อัยย์เอ่ยด้วยรอยยิ้มเรียบง่าย น้ำเสียงที่อ่อนหวานและทุ้มเล็กน้อยเต็มไปด้วยความชื่นชม “ถึงผมจะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องศิลปะมากนัก แต่ผมสามารถรับรู้ได้ถึงความอ่อนไหวของคุณได้จากภาพวาดนี้”
คำพูดนั้นทำให้แดนเหนือยิ้มกว้างอย่างผิดธรรมชาติยิ่งกว่าครั้งไหนๆ “โอ้ ดูเหมือนว่าอัยย์จะตีความภาพวาดนั่นผิดนะ เพราะมันก็เป็นแค่การสะบัดแปรงสี ไม่ได้สื่อความหมายอะไรลึกซึ้งหรอกครับ อีกอย่างผมเป็นผู้ชายนะ จะทำตัวอ่อนไหวแบบผู้หญิงได้อย่างไร?”
มันเป็นความจริงที่รูปภาพดังกล่าวถูกวาดขึ้นในช่วงเวลาที่แดนเหนือรู้สึกดำดิ่งที่สุดในชีวิต พอลองมองย้อนกลับไปถึงภาพของตัวเองในอดีตมันช่างดูน่าตลกนัก ถึงอย่างนั้นร่างกายนี้ที่ยังคงจดจำช่วงเวลาอันย่ำแย่กลับทำให้แดนเหนือเริ่มมีความรู้สึกซึมเศร้าขึ้นมา
ร่างของอัยย์ที่หันกลับไปมองภาพวาดอย่างเต็มตัว ทำให้แดนเหนือได้มองเห็นถึงท้ายทอยขาวที่ตัดกลับเรือนผมตัดสั้นสีดำขลับ ทั้งรูปร่างที่ดูสูงโปร่งเล็กน้อย และไหล่ที่กว้างมันได้ซ้อนทับเข้ากับบุคคลในความทรงจำที่เขาไม่อยากจะหวนนึกถึง
กลิ่นของสีน้ำมันที่เจือปนเข้ากับกลิ่นน้ำหอมที่ชวนให้รู้สึกสบายใจคือกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของชายผู้นั้นที่มีรูปลักษณ์ทางกายภาพไม่ต่างจากอัยย์มากนัก เพียงแต่บุคคลในความทรงจำดูตัวสูงมากสำหรับแดนเหนือที่ในตอนนั้นยังมีร่างกายที่ไม่เติบโตเต็มที่
“แดนเหนือนี่มีพรสวรรค์ในการวาดรูปมากเลยนะ อีกไม่กี่ปีฝีมือของเธอคงเหนือกว่าครูแล้วล่ะ”
“อย่างนั้นเหรอครับ? ผมคงคิดมากไปเอง…”
เป็นเพราะอัยย์ที่ขัดขวางการระลึกถึงความทรงจำเหล่านั้น แดนเหนือจ้องมองอัยย์ที่หันกลับมาอย่างตกตะลึง ใบหน้าหล่อเหลามีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย ริมฝีปากดูซีดเผือด เนื่องจากว่าในชั่วแวบหนึ่งเขามองเห็นอัยย์เป็นชายคนนั้นที่เคยสร้างบาดแผลอันไร้เงื่อนไขให้กับเขา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอัยย์จับสังเกตอากัปกิริยาที่แปลกไปนี้ได้หรือไม่ ประโยคคำพูดต่อมาจึงเข้าเค้ากับสิ่งที่แดนเหนือกำลังเผชิญอยู่ แต่ด้วยคำพูดที่ต่อจากบทสนทนาเมื่อครู่นี้จึงคาดเดาความคิดของอัยย์ได้ยาก
“แต่ว่าเรื่องความอ่อนไหวที่คุณพูดถึงนั่นน่ะ ผมไม่เห็นด้วยหรอกนะ จะผู้ชายหรือผู้หญิงก็ต้องมีมุมที่อ่อนไหวกันบ้างทั้งนั้น เราไม่จำเป็นต้องทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้นี่นา เพราะไม่มีใครเอามีดจ่อคอเพื่อบีบบังคับให้เราเป็นแบบนั้น นอกจากตัวเราเอง”
แดนเหนือพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองด้วยการหรี่ตามองเพื่อจดจ่ออยู่กับอัยย์ และบอกกับตัวเองว่าชายตรงหน้าไม่ใช่บุคคลผู้นั้น ซึ่งนั่นมันได้ผลดีเพราะความไม่ลงรอยระหว่างความคิดทำให้แดนเหนือดึงความเป็นตัวเองออกมาได้
“บางคนก็คงมีเหตุผลเป็นของตัวเองที่ต้องปิดบังด้านอ่อนแอเอาไว้ โดยเฉพาะในสังคมที่เหยียบคนที่ล้มลง”
“คุณพูดถูก แต่ผมก็แค่หวังว่าอยากจะให้ทุกคนปลดปล่อยด้านที่อ่อนแอออกมาบ้าง เพราะสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เราสามารถโอบกอดตัวเองด้วยความรักได้”
“...”
“อัยย์นี่…มองโลกในแง่ดีจังเลยนะ”
แน่นอนว่าคำพูดต่างๆ มากมายนั้น ทำให้ความหนักอึ้งบางอย่างที่ถ่วงหัวใจของแดนเหนือลดลงไปบ้างเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นเรื่องของอุดมคติที่ย้อนแย้งกับโลกแห่งความเป็นจริงกลับเพิ่มห้วงอารมณ์อันซับซ้อนให้กับชายหนุ่มแทน
แดนเหนือเกลียดพวกโลกสวย เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าบุคคลจำพวกนี้มีชีวิตที่ดี และไม่เคยเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ไล่ต้อนให้จนตรอกเลยสักครั้งในชีวิต
‘แต่นั่นก็ดีเหมือนกัน’
เพราะหากยิ่งอยู่บนสรวงสวรรค์ที่สูงมากเท่าใด ในยามที่ร่วงหล่นลงมาก็จะเจ็บหนักมากขึ้นเท่านั้น