.
.
“ออกไป ไป๊! ใครจะถอดให้นายเห็นกัน!”
“ถึงแก้ผ้าต่อหน้า ฉันก็ไม่พิศวาสเธอหรอก”
“แล้วนายจะยืนดูฉันแก้ผ้าหรือไง โรคจิต!”
“ใครจะอยากดู เหอะ....”
มาเวลพูดพร้อมกับมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าและทำหน้าเรียบนิ่งจนเอวามองตัวเองตาม มาเวลเห็นอย่างนั้นจึงเดินออกจากห้องน้ำแต่โดยดี ทิ้งให้เอวาที่ทำท่าจะยืนกรี๊ดอีกครั้งไว้อย่างนั้น เอวาได้แค่ทำหน้ามุ่ยแล้วหันไปมองตัวเองในกระจกอย่างพินิจพิจารณา
“เจ้านั่นมีตาหามีแววไม่!”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเองและยิ้มให้ตัวเองในกระจก ก่อนจะเข้าไปอาบน้ำล้างหน้าตามปกติ มาเวลยืนกอดอกอยู่หน้าห้องน้ำก็ถึงกับแค่นหัวเราะเพราะเขาได้ยินสิ่งที่เธอพูด ก่อนจะเดินออกมาเตรียมตัวกับเพื่อนๆต่อ หลังจากที่บอดี้การ์ดหนุ่มทั้งห้าเตรียมของเรียบร้อยก็เดินออกไปรอคุณหนูของเขาด้านนอก ไม่นานนักเอวาก็เดินออกมาจากห้องบอดี้การ์ดทั้งห้าต่างมองเธอเป็นตาเดียวอย่างอึ้งทึ่งทุกคนมองตาค้างอย่างไม่อยากเชื่อ
“ถามจริง?” -คิริน
“จะใส่ชุดนี้ไปเหรอครับคุณหนู?” -เสือ
“เหอะ...ให้มันได้อย่างนี้สิ” -เคน
“จะเอายังไงก็เอาเถอะ” -ฟีฟ่า
“หึ...คุณหนูผู้ไฮโซ...”
มาเวลพูดพร้อมกัมแค่นหัวเราะออกมา เขายืนกอดอกมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่ต่างจากบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ถึงคนอื่นจะทำท่าทางสงสัยเสียเต็มประดา แต่มาเวลกลับรู้สึกชอบใจเสียมากกว่า การแต่งตัวที่เรียบง่ายอย่างกางเกงนอนลายเป็ดเหลืองอร่ามกับเสื้อลายหน้าเป็ดสีเหลือเต็มเสื้อเหมือนชุดนอน ไม่ได้หวือหวาหมาเห่าเหมือนคุณหนูคนอื่นๆเลย ค่อนข้างจะแปลกและแตกต่างพอสมควร
คิรินเดินเข้าไปจับไหล่ทั้งสองข้างของเอวาก่อนจะโน้มตัวลงมาจ้องมองหญิงสาวด้วยสายตาจริงจังสุด เอวาเอนตัวถอยเล็กน้อยก่อนจะมองใบหน้าหล่อไร้ที่ตินั้นตาปริบๆ
“หน้าก็ไม่แต่งซะด้วย...คืออย่างนี้นะครับคุณหนู...”
“ฮะ?...”
“คุณหนูมองรอบๆ ตัวคุณหนูสิครับ...”
“อาฮะ...”
“ทุกคนใส่สูทดูดีสมกับเป็นบอดี้การ์ดมีระดับ แต่คนที่พวกเราต้องคุ้มกันคือเด็กกะโปโลที่ดูไม่น่าเชื่อถิอหรอครับ?”
“นายบูลลี่ฉันหรอ?”
เอวาหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะยืนกอดอกมองคิรินอย่างเอาเรื่องที่บังอาจมาดูถูกเธอ พลางคิดว่าเขารู้จักนักเขียนคนนี้น้อยไปเสียแล้ว แต่คิรินกลับไม่ได้ละสายตาพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพ่นมันออกมาอย่างช้าๆ
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ...คือ...”
“แล้วจะให้ฉันตีความหมายว่ายังไง นายก็บอกอยู่ว่ากะโปโล”
“ก็ใช่...แต่....”
“เห็นไหม? นายบูลลี่”
“ไม่ได้บูลลี่แบบนั้นโว้ยยยย! ถ้าเธอไปสภาพนี้พวกฉันจะไม่โดนหาว่าลักพาตัวเธอหรอยัยบื้อเอ๊ย! มีอย่างที่ไหน! ผู้หญิงมีแต่คนอยากแต่งสวย ไม่รู้จักรักตัวเองบ้างเลย”
“เฮ้ยๆ ใจเย็นดิไอ้หมอ”
เสือที่ยืนอยู่ก็ถึงกับรีบเข้าไปล็อกแขนเพื่อนชายของเขาที่เกิดอารมณ์โทสะเพราะเขาค่อนข้างเปราะบางเรื่องการที่คนเราไม่รักตัวเอง หรือเรียกว่าคลั่งรักตัวเองมากกว่า
“หมออะไรหัวร้อนง่ายชะมัด”
“ทหารแพทย์โว้ยยย!”
เคนพูดพร้อมกับหัวเราะในลำคอเบาๆ นั่นก็ยิ่งยั่วโมโหคิรินไปกว่าเดิมเสียอีก ฟีฟ่าส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับยืนเอามือล้วงกระเป๋าอยู่เงียบๆ ในบรรดาบอดี้การ์ดคนที่เงียบจนผิดปกติและดูไม่น่าไว้ใจที่สุดก็คงไท่พ้นฟีฟ่า เพราะถึงเขาจะหล่อแต่เขาชอบทำหน้าตาหน้ากลัวจนแทบจะไม่กล้าสบตา
“เป็นหมอเถื่อนรึไง รีบไปกันเถอะน่า”
ฟีฟ่าพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนคนง่วงนอนตลอดก่อนจะเดินนำทุกคนไปที่จอดรถ รถตู้กระจกทึบคันหรูแล่นออกไปยังสถานที่ที่พวกเขาเคยตามคุณหนูของพวกเขาไป แต่ดูเหมือนตัวคุณหนูของเขากลับไม่คุ้นเคยทางเอาเสียเลย มาเวลและเคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เอวามองเธออย่างสงสัย ในใจคิดว่าบางทีสิ่งที่เธอพูดอาจจะเป็นเรื่องจริง
หรือไม่ก็อาจจะเป็นคนสองบุคลิกที่อีกบุคลิกหนึ่งจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อรู้สึกถึงอันตรายของตัวเอง แต่อย่างน้อยมันก็ต้องมีเศษเสี้ยวของบุคลิกเดิมบ้าง แต่นี่เธอกลับแตกต่างแทบจะสิ้นเชิง
รถแล่นไปจนถึงห้างสรพพสินค้าชื่อดังใจกลางเมืองที่ผู้เป็นพ่อของข้าวปั้นเป็นเจ้าของ แววตาฉายแววเป็นประกายเมื่อเห็นห้างใหญ่ดูหรูหราไม่ผิดเพี้ยนไปจากนิยายของเธอที่บรรยายไว้เลย
“โห...ใหญ่ตัวอย่างที่คิด”
“ก็แน่สิ คุณหนูที่เอาแต่ใช้เงินพ่อจะไปรู้อะไรว่านายท่านลำบากแค่ไหนกว่าจะได้มาแต่ละห้าง”
มาเวลพูดประชดประชันอย่างหมั่นเขี้ยว เพราะก่อนหน้านี้เธอก็เอาแต่ช็อปปิ้งตามประสาลูกคุณหนูแต่ติดตรงที่กิริยามารยาทเรียบร้อยอ่อนหวานจนไม่คิดว่าจะติดของแบรนด์เนม แต่มันก็เป็นเรื่องปกติตามประสาผู้หญิง เครื่องสำอางแบรนด์เนมเติมไปห้องไปหมด แต่วันนี้เธอกลับไม่แต่งหน้าเลยเสียอย่างนั้น
“ใช่สิ...ข้าวปั้นมีคู่หมั้นไม่ใช่หรอ? คู่หมั้นตัวร้าย ไอ้หมอนั่น...”
“ไอ้หมอนั่น?... คุณหนูไข้ขึ้นหรอครับ?”
เสือที่นั่งอยู่ข้างหลังพูดอย่างแปลกใจก่อนจะเอื้อมมือมาด้านหน้าแล้วทาบไปที่หน้าผากของเอวาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เอวายิ้มแห้งๆ เพราะข้าวปั้นนางเอกของเรื่องไม่เคยพูดถึงคู่หมั้นสุดที่รักแบบนั้น ออกจะรักคู่หมั้นตัวเองมากและหลงเชื่อไปหมดจนเกิดเหตุการณ์ทำให้บอดี้การ์ดของตนได้รับบาดเจ็บสาหัสและยังทำให้มาเวลโกรธมาก
“เอ๊ะ...ตายแล้ว!! มีฉากที่พระเอกปล้ำนางเอกด้วยนี่ ไอ้เราก็เขียนซะละเอียดยิบเลย โธ่เอ๊ย....ยัยเอวา”
“ก่อนจะพาไปห้าง พาไปดรงพยาบาลจิตเวชก่อนดีไหม?”
ฟีฟ่าที่ขับรถอยู่ปรายตามองเอวาผ่านกระจกรถพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและถอนหายใจที่อยู่ๆ คุณหนูที่เขาต้องมาคุ้มกันดูแลเหมือนจะพูดกับตัวเองเสียแล้ว มาเวลและเคนหันไปมองหน้าของคุณหนูของตนพร้อมกับแล้วส่ายหน้าไม่ต่างกับฟีฟ่าเลย
“กูว่าพาพวกกูไปโรงพยาบาลจิตเวชรักษาตัวเองก่อนดีกว่า อยู่กับยัยคุณหนูนี่มากกูชักจะเริ่มประสาทแดกละ”
คิรินพูดพร้อมแสดงท่าทางกุมขมับอยู่ด้านหลังเล่นเอาเพื่อนๆ ถึงกับอดหัวเราะออกไม่ได้ มีแต่เพียงเอวาเท่านั้นที่ดูไม่ตลกตามเลย ใครจะไปตลกด้วยลงก็ในเมื่อเขาว่าเธอบ้าชัดๆ เอวาทำได้แค่หันไปมองตาขวาง
“จ้ะ คุณหมอคนหล่อไร้ที่ติ ปากแบบนี้ระวังจะหลงรักคนบ้าหัวปักหัวปำ”
“แช่งอะไรก็ได้นะครับคุณหนูกะโปโล แต่อย่าแช่งถึงตายแบบนี้”
คิรินพูดพร้อมทำหน้าจริงจัง แต่ใบหน้าจริงจังของเขากลับทำให้เพื่อนๆ ยิ่งหัวเราะไปกันใหญ่ ขนาดคนที่นิ่งๆ ไม่สนโลกอย่างฟีฟ่ายังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา และเอวาเองก็ไม่เข้าใจว่ามันน่าขำตรงไหน หญิงสาวส่ายหัวไปมาก่อนจะนั่งกอดอกรอฟีฟ่าจอดรถเพื่อลงไปซื้อของเตรียมตัวไปงานเลี้ยงคืนนี้
เอวาเดินลงจากรถอย่างรวดเร็วหลังจากที่มาเวลเดินลงไปแล้วก่อนจะเดินจ้ำอ้าวข้ามเส้นทางเดินรถโดยไม่สนซ้ายสนขวาข้ามไป แตรรถบีบดังลั่นจากคันที่แล่นลงจากเนินมาอย่างเร็วและใกล้ตัวของเอวามาก มาเวลหันไปมองก่อนจะรีบคว้าแขนเล็กของเอวาแล้วกระชากเข้าตัวอย่างรวดเร็ว
“เอวา!”
“ฮะ?!”
“เดินยังไงไม่ดูรถวะ”
“ก็ขับให้มันช้าๆ บ้างสิ!”
รถคันดังกล่าวเปิดกระจกรถออกมาพร้อมต่อว่าเอวาอย่างหัวเสีย เอวาเองก็ปากไวไม่ใช่น้อย เธอตอบกลับแทบจะทันควันหลังสิ้นเสียงของชายหนุ่มคนขับ ชายหนุ่มจึงส่ายหน้าแล้วขับรถออกไปเพราะมีรถด้านหลังรอออกจากห้างอยู่จึงไม่สามารถติดใจเอาความอะไรได้ มาเวลขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับจ้องมองเอวาเขม็งอย่างตำหนิ
“มองอะไร”
“เธอเป็นคนผิดนะ”
“ใครสน”
เอวาพูดอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะถอยออกจากอ้อมแขนของมาเวลอย่างเหย่อหยิ่ง ไหนๆก็เกิดมาเป็นคุณหนูผู้ร่ำรวยแล้วขอใช้อำนาจหน่อยเถอะ ก่อนที่จะได้คิดต่อเอวาเริ่มเอะใจเพราะเมื่อครู่เหมือนมาเวลจะเรียกเธอต่างไปจากเดิม มันคือชื่อจากโลกความจริง เอวาเดินไปถึงทางเข้าก่อนจะหันไปมองพวกบอดี้การ์ดที่กำลังเดินตามเธอมา พร้อมกับจ้องมาเวลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“เมื่อกี้นายเรียกฉันว่าอะไรนะ?”
“ทำไม?”
“ก็อยากรู้ว่าเรียกว่าอะไร?”
“ฉันจำเป็นต้องตอบคำถามเธอหรอไง?”
“แต่ฉันเป็นผู้จ้างนายนะ เพราะฉะนั้นฉันคือเจ้านาย ต้องตอบ”
มาเวลมองจ้องใบหน้าสวยที่เชิดใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก กับการที่เธอเอาเรื่องการว่าจ้างมาอ้างสิทธิ์เจ้านายทั้งที่พวกเขาเป็นคนเลือกที่จะรับงานหรือไม่รับงานเองกันมากกว่า
“รู้แล้วจะทำยังไงต่อหรอครับ คุณหนู....เอวา?”
.
.
.