เสียงฆ้องกลองยาวดังแว่วมาจากหน้าบ้านไม้สักหลังใหญ่
ขบวนขันหมากเคลื่อนผ่าน ซุ้มประตูเงินประตูทองอย่างเป็นพิธี
ทุกอย่างดูครบถ้วนสมบูรณ์แบบ
ตามแบบงานแต่งไทยที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตั้งใจจัดยกเว้นหัวใจของเจ้าบ่าว
วริศยืนอยู่ในชุดไทยพระราชทานสีงาช้างเรียบหรูใบหน้าคมเข้มไร้รอยยิ้ม ดวงตาเย็นชาจนคนมองรู้สึกหนาว
เขายื่นซองสินสอด วางพานทอง ทำทุกขั้นตอนอย่างถูกต้องเหมือนคนที่กำลังทำหน้าที่ มากกว่าคนที่กำลังจะแต่งงาน
ปลายรุ้งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามในชุดไทยจักรีสีครีมอ่อน ผมดำยาวเกล้ามวยเรียบร้อย
เธอสวยมากแต่ความสวยนั้นปนความเศร้าดวงตาคู่หวานก้มต่ำ
ไม่กล้ามองหน้าเจ้าบ่าวแม้แต่นิดเดียวตอนรดน้ำสังข์ มือของทั้งสองวางคู่กัน
มือของวริศเย็น แข็ง ไม่ขยับ มือของปลายรุ้งสั่นน้อย ๆ แต่เธอพยายามนิ่ง แขกผู้ใหญ่ทยอยเข้ามาอวยพรทีละคน
“ขอให้รักกันยืนยาวนะลูก”
“ขอให้ชีวิตคู่มั่นคงนะ”
“มีลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง”
เสียงหัวเราะและคำอวยพรดังสลับกันไปวริศก้มศีรษะ
รับคำอวยพรอย่างสุภาพใบหน้าเขายังประดับรอยยิ้มตามมารยาท
แต่ข้างในกลับว่างเปล่ามีลูกเต็มบ้านงั้นเหรอ
ลูกของเขาต้องไม่มีแม่อย่างปลายรุ้งผู้หญิงที่เขาเชื่อว่าเป็นต้นเหตุ
ให้น้องสาวเพียงคนเดียวของเขาต้องตายและแม่ของลูกเขาจะต้องไม่ใช่เธอพิธีดำเนินมาจนถึงช่วงสุดท้าย
พ่อของวริศเดินเข้ามาก่อนชายวัยกลางคนมองลูกชายด้วยสายตาจริงจัง
แต่แฝงความอบอุ่นเขาวางมือลงบนบ่าของวริศเบา ๆ
“จากวันนี้ไป แกไม่ได้อยู่คนเดียวแล้วนะ”
เสียงของเขานุ่มลงเล็กน้อย
“ดูแลหนูรุ้งดี ๆ เข้าใจไหม”
วริศเพียงพยักหน้า
“ครับ”
จากนั้นแม่ของเขาก็เดินเข้ามาเธอมองปลายรุ้งนานกว่าคนอื่นก่อนจะจับมือเจ้าสาวไว้เบา ๆ
“แม่ฝากลูกชายแม่ด้วยนะ”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยน ปลายรุ้งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยกมือไหว้อย่างนอบน้อม
“ค่ะคุณแม่”
ฝั่งพ่อแม่ของปลายรุ้งก็เดินเข้ามาเช่นกันแม่ของเธอจับมือปลายรุ้งแน่นดวงตาแดงนิด ๆ
“ต่อไปนี้ลูกก็มีครอบครัวของตัวเองแล้วนะ”
เธอลูบมือของลูกสาวเบา ๆ
“อดทนและดูแลกันดี ๆ”
พ่อของปลายรุ้งหันไปมองวริศ สายตาหนักแน่น
“ผมฝากลูกสาวผมด้วย”
วริศก้มศีรษะเล็กน้อย
“ครับ”
วริศยิ้มตอบ รอยยิ้มนั้นแฝงแววเสียดสีอันแสนคุ้นตา แต่ในหัวเขามีเพียงภาพวรา น้องสาวของเขา
เขาหันไปมองปลายรุ้งเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกายคมกริบไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ
มีเพียงความเกลียดชังที่ฝังลึกจนกลายเป็นบาดแผลเก่า ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ น้องฉันคงไม่ตายแบบนั้น
ปลายรุ้งรับรู้ถึงสายตานั้นดีเธอกัดริมฝีปากเบา ๆ กลืนความเจ็บทั้งหมดลงไปในใจ
คืนนี้ เธอคือภรรยาของเขาแม้จะเป็นภรรยาที่เขาไม่เคยต้องการก็ตาม
รถคันหรูจอดหน้าบ้านวริศในยามค่ำบ้านหลังใหญ่ เงียบ เย็นและไร้ชีวิตปลายรุ้งก้าวลงจากรถตามหลังสามีหมาดๆ อย่างสำรวม
“ห้องเธออยู่ชั้นสอง ปีกซ้าย”
วริศพูดเสียงเรียบ ไม่หันมามอง
“เราแยกห้องกัน”
ปลายรุ้งชะงัก แต่เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ค่ะ”
“มันก็คงดีสำหรับเธอไม่ใช่เหรอ”
วริศเอ่ยเสียงต่ำ แววตาแข็งขึ้นเล็กน้อยเขาหัวเราะหยันในลำคอ ก่อนพูดต่อช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ
“ในเมื่อเธอก็ไม่เคยอยากแต่งงานกับฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
ประโยคเรียบ ๆ แต่แฝงแรงกระแทกหนักหน่วง
“การที่ฉันทำแบบนี้ มันอาจทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นสำหรับเธอด้วยซ้ำ”
เขาเว้นจังหวะ สายตาเย็นชาเหมือนกำลังปกป้องศักดิ์ศรีตัวเอง
“อย่างน้อย เธอก็ไม่ต้องฝืนทำหน้าที่เมียที่ไม่เคยเต็มใจเป็น”
ความนิ่งของเธอไม่ได้ทำให้เขาสงบลงเลยตรงกันข้ามมันยิ่งบาดลึก
ปลายรุ้งยืนฟังคำพูดเหล่านั้นโดยไม่เถียง ไม่แก้ตัว ไม่แม้แต่จะแสดงสีหน้าสั่นไหว
ดวงตาคู่นั้นนิ่งจนแทบอ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่และนั่นเองที่ทำให้วริศหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัว
เขาอยากให้เธอโต้กลับ อยากให้เธอถามว่าเขาหมายความว่ายังไง
หรืออย่างน้อยก็แสดงความไม่พอใจบ้างแต่เธอกลับเพียงพยักหน้าช้า ๆ
“ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณคิด ฉันก็ไม่มีอะไรจะอธิบายค่ะ”
เสียงเธอราบเรียบ สีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ คำตอบนั้นเหมือนราดน้ำมันลงบนไฟที่เขาพยายามกดไว้
“ไม่มีอะไรจะอธิบายงั้นเหรอ”
วริศทวนเสียงเข้ม ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวระยะห่างระหว่างเขากับเธอสั้นลง แต่ความรู้สึกกลับไกลออกไปเรื่อย ๆ เสียงเขาเริ่มกระด้าง
“หรือว่าเธอ คิดว่าฉันจะเอาผู้หญิงอย่างเธอมาเป็นเมียจริงๆ”
ปลายรุ้งเงียบไปครู่หนึ่ง
ความเงียบนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความลังเลแต่มันคือความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน
“ฉันทำหน้าที่ของฉันดีที่สุดแล้วค่ะแล้วแต่คุณจะคิด”
เธอตอบเพียงเท่านั้นเขาหันหน้าหนีอย่างหัวเสีย มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งเธอสงบเท่าไรเขายิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายดิ้นรนอยู่คนเดียว
และความรู้สึกนั้น มันทำให้เขาอยากทำร้ายเธอมากขึ้นไม่ใช่เพราะเกลียด แต่เพราะเขาอยากเห็นว่าลึกลงไปแล้ว เธอยังรู้สึกกับเขาอยู่บ้างหรือเปล่า
ก่อนหน้านี้เธอเคยอธิบายไปแล้ว อธิบายทั้งน้ำตาอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การตายของวราเป็นอุบัติเหตุ