ผู้ชายที่เคยยืนข้างเธอในวันวานวันนี้กลับเลือกยืนเคียงข้างใครอีกคนเหมือนเธอเป็นเพียงคนรู้จักไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาเคยรักสุดหัวใจ
“สวัสดีค่ะ”
“ดาจะอยู่ค้างคืนที่นี่”
วริศพูดต่อ น้ำเสียงแข็งกระด้าง
“จัดห้องรับแขกให้หน่อย”
ปลายรุ้งพยักหน้า ทั้งที่หัวใจเหมือนถูกบีบแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
“ได้ค่ะ”
เสียงตอบรับของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยินแผ่นหลังเหยียดตรง ไหล่นิ่งไม่สั่นไหว
ราวกับร่างกายถูกฝึกให้แข็งแรงพอจะรับแรงกระแทกทุกอย่างได้โดยไม่แสดงออกทุกก้าวที่ยกขึ้น เหมือนกำลังกดความรู้สึกบางอย่างให้จมลึกลงไป
เหมือนคนที่ผ่านความเจ็บมามากพอ จนรู้วิธีเก็บมันไว้ข้างในโดยไม่ปล่อยให้ใครเห็นแสงไฟบนบันไดทอดเงาของเธอยาวเหยียดไปตามผนังเงานั้นดูโดดเดี่ยวกว่าที่เคยและแม้หัวใจจะบีบรัดแน่นอยู่ลึก ๆ แม้เสียงหัวเราะเมื่อครู่ยังดังก้องในความทรงจำ
ปลายรุ้งก็ยังคงก้าวต่อไปเงียบงันอดทนราวกับนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เธอต้องเดินจากบางอย่างไปโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้หันมามองเลยด้วยซ้ำเธอไม่หันกลับมาให้ใครเห็นความสั่นไหวที่กำลังกัดกินอยู่ข้างในป้าสมรมองตาม หัวใจคนแก่กระตุกวูบก่อนจะวางผ้าในมือลงแล้วเดินตามขึ้นไป
“คุณรุ้งคะ”
ป้าสมรเรียกเสียงแผ่ว ปลายรุ้งหยุดเดินแต่ไม่หันกลับมามือเหี่ยวย่นของป้าสมรเอื้อมมาจับท่อนแขนบางเบา ๆ แค่สัมผัสพอให้รู้ว่ายังมีใครสักคนอยู่ตรงนี้
“คุณรุ้ง….ไปพักเถอะค่ะเดี๋ยวป้าจัดการเองค่ะ”
เสียงนั้นสั่นเล็กน้อยปลายรุ้งเม้มริมฝีปากแน่นลมหายใจสะดุด
เธอหลับตาลงชั่วครู่ก่อนจะค่อย ๆ หันมายิ้มให้ป้าสมรทั้งที่ดวงตาแดงก่ำ
“ไม่เป็นไรค่ะป้า”
เธอพูดเบา ๆ น้ำเสียงสั่นเครือ
“รุ้งไหว”
ป้าสมรพยักหน้าไม่ถามต่อเพียงลูบแขนเธอเบา ๆ อย่างเข้าใจ
และในจังหวะที่ปลายรุ้งหันกลับไปเดินต่อหยดน้ำตาหนึ่งหยดก็หล่นลงบนขั้นบันไดเงียบงันไม่มีใครเห็นเหมือนความเจ็บทั้งหมดในใจของเธอในห้องรับแขกปลายรุ้งจัดผ้าปูที่นอนอย่างเรียบร้อย
มือที่เคยอบอุ่นเย็นเฉียบเมื่อเธอเดินลงมาอีกครั้งเห็นทั้งสองคนนั่งใกล้กันเสียงหัวเราะแผ่วเบาลอยออกมาจากริมฝีปากของคนสองคนมันไม่ดังแต่ชัดเจนพอจะทำให้
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงอย่างประหลาดเหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเขากับเธอเท่านั้น
ภาพตรงหน้าทำให้ฝีเท้าของปลายรุ้งชะงักลงโดยไม่รู้ตัวหัวใจที่พยายามนิ่งมาตลอดทั้งวัน พลันกระตุกแรงจนเจ็บวาบไปทั้งหัวใจ
เธอไม่ได้ตั้งใจจะยืนมองไม่ได้ตั้งใจจะรับรู้แต่สายตากลับห้ามไม่อยู่รอยยิ้มของเขา รอยยิ้มที่ครั้งหนึ่ง
มันเคยเป็นของเธอกำลังปรากฏขึ้นต่อหน้าใครอีกคน
หัวใจที่เคยมีชีวิตชีวากลับกลายเป็นแค่เปลือกปลายรุ้งเม้มริมฝีปากแน่น ความเย็นวาบแล่นผ่านปลายนิ้วอีกครั้งเธอค่อย ๆ ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว อย่างเงียบเชียบไม่ให้ส้นรองเท้ากระทบพื้นดังเกินไปปลายรุ้งหยุดยืนอยู่ตรงชานพักบันไดแสงไฟสีขาวสาดลงมาบนใบหน้าที่พยายามนิ่งสงบ ทั้งที่ข้างในกำลังสั่นไหวอย่างเงียบงันเธอยืนนิ่งอยู่เพียงครู่เดียวครู่เดียวที่ยาวนานราวกับต้องใช้แรงทั้งหมดในการประคองหัวใจไม่ให้ทรุดลง
เสียงหัวเราะเมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำปลายนิ้วที่จับราวบันไดเย็นเฉียบ ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อาหารเย็นเสร็จแล้วค่ะ”
วริศเงยหน้าขึ้นมา สายตาแข็งขึ้นเพียงเสี้ยวหนึ่ง
มุมปากยกขึ้นนิดเดียว เขาผุดรอยยิ้มอันไม่อาจคาดเดา
“ไม่ต้องหรอก”
น้ำเสียงเขาเรียบ แต่เย็นชาบาดจิต
“ฉันกับดาออกไปกินข้างนอกดีกว่า”
ปลายรุ้งชะงัก เหมือนลมหายใจถูกดึงออกไปชั่วขณะ
เธอฝืนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่มุมปากสั่น
“ค่ะ”
วริศลุกขึ้นยืน คว้าเสื้อคลุมอย่างไม่เร่งรีบมืออีกข้างวางลงบนหลังเก้าอี้ของลินดาท่าทางนั้นดูเหมือนประหนึ่งเป็นคู่รักกัน ราวกับทำแบบนี้มานานจนไม่ต้องคิดอะไร
“ไปกันเถอะดา”
เขาพูดกับลินดา น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดอ่อนจนแตกต่างจากตอนที่พูดกับปลายรุ้งราวคนละคนเธอหันหลังกลับก้าวเดินขึ้นบันไดอีกครั้งโดยไม่หันไปมอง เมื่อประตูห้องปิดลงปลายรุ้งทรุดนั่งข้างเตียงมือกดลงบนอกซ้ายแน่นมันเจ็บ
เจ็บจนแทบร้องไห้แต่เธอไม่ร้องเพราะรู้ดี วริศตั้งใจตั้งใจทำให้เธอเห็นตั้งใจทำให้เธอรู้ว่าเธอไม่มีตัวตนในชีวิตเขาเลยปลายรุ้งเงยหน้ามองเพดานปล่อยให้น้ำตาไหลเงียบ ๆ ไม่เป็นไรนะเธอบอกตัวเองในใจแค่อดทนอีกหน่อย อดทนแค่หนึ่งปีเท่านั้น เธอกับเขาจะเป็นอิสระต่อกัน
ในขณะที่ชั้นล่างวริศยืนอยู่หน้าประตูก่อนจะหันกลับมามองชั้นบนเพียงแวบเดียวสายตาเขานิ่งแต่ในอกกลับมีบางอย่างกระตุกวูบ อย่างที่เขาไม่อาจยอมรับ