เช้าวันถัดมา แสงแดดอ่อนลอดผ่านหน้าต่างบ้านใหญ่บรรยากาศเงียบเกินไป สำหรับบ้านที่มีแขกค้างคืนปลายรุ้งตื่นแต่เช้าทำอาหารเช้าอย่างเคยเสียงเดินดังลงมาจากบันไดลินดาปรากฏตัวในชุดนอนผ้าไหมบางผมยาวสยาย รอยยิ้มสดใสราวกับเจ้าของบ้าน
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
เธอพูดเสียงหวาน สายตากวาดมองโต๊ะอาหารปลายรุ้งเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง ๆ
“สวัสดีค่ะ”
เธอยืนพิงเคาน์เตอร์อย่างสบายใจแขนกอดอกเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงแววพอใจเหมือนเป็นเจ้าของบ้านชะเอง
“วริศ ยังไม่ตื่นหรอกค่ะ”
เธอเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสนิทสนม
“น่าจะอีกสักพัก”
ลินดาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพูดเหมือนนึกขึ้นได้
“จริงสิ….เมื่อคืนเขานอนดึก”
จากนั้นเธอก็ยิ้มรอยยิ้มบาง ๆ ที่ยกขึ้นช้า ๆ ไม่ใช่รอยยิ้มเป็นมิตรหากเป็นรอยยิ้มที่แฝงการเยาะเย้ยอย่างจงใจแววตาที่มองมานั้นวูบไหวด้วยความพอใจเหมือนคนที่รู้ว่าคำพูดของตัวเองกำลังสร้างรอยร้าวเล็ก ๆ ได้สำเร็จ
“คุณรุ้งคงไม่ถือสานะคะ”
น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลแต่แววตากลับถามซ้ำราวกับตอกย้ำความเหนือกว่า
“ที่วริศ อยู่กับดาจนดึก”
คำพูดอ่อนหวาน แต่รอยยิ้มและสายตานั้นเยาะเย้ยชัดเจน
ปลายรุ้งชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะเงยหน้าขึ้น มองลินดาตรง ๆ
แววตานิ่ง เธอยิ้มแต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่แตะดวงตาเลยสักนิด
“ถือสิคะ”
เสียงปลายรุ้งนุ่ม สุภาพ จนฟังไม่ออกว่ากำลังประชด
“รุ้งถือสาอยู่แล้วค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของสามีรุ้ง”
ลินดาขมวดคิ้วเล็กน้อย
ปลายรุ้งพูดต่อ เหมือนไม่ได้ตั้งใจให้เจ็บแต่ทุกคำกลับคมกริบ
“ยิ่งถ้าเป็นคนที่ทำตัวสบายใจในบ้านคนอื่นเหมือนเป็นเจ้าของบ้าน รุ้งยิ่งถือสาเลยค่ะ”
บรรยากาศเงียบลงทันที ลินดาหน้าตึงมือที่พิงเคาน์เตอร์กำแน่นโดยไม่รู้ตัว
“คุณหมายความว่ายังไงคะ”
ปลายรุ้งเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ก็หมายความตรงตัวนั่นแหละค่ะ”
น้ำเสียงยังสุภาพเหมือนเดิม
“รุ้งแค่ไม่คิดว่าใครบางคนแถวนี้ จะทำตัวเป็นเจ้าของบ้านชะเอง”
คำพุดของปลายรุ้ง เหมือนตบหน้าลินดาอย่างจัง
“คุณรุ้ง!”
ลินดาเสียงแข็งขึ้นทันที ความโมโหไม่อาจปิดบังปลายรุ้งยังคงยืนตรง สีหน้าสงบจนดูเหนือกว่า
“อย่าโกรธเลยค่ะ”
เธอพูดเบา ๆ
“รุ้งแค่ตอบคำถามของคุณดา”
ไม่ไกลออกไป ป้าสมรที่กำลังจัดจานอาหารชะงักมือเงียบ ๆ
ไม่ได้พูดอะไรแต่สายตาที่มอง มาทางทั้งสองคนเต็มไปด้วยความอึดอัดและรู้สึกสงสารปลายรุ้ง ที่วริศจงใจให้ลินดามาค้างที่บ้าน
ลินดาหรี่ตามองเหมือนไม่พอใจที่อีกฝ่ายที่ด่าเธอตรงๆ
“คุณรุ้งนี่ใจดีจังนะคะ”
เธอพูดยิ้ม ๆ
“ถ้าเป็นดา คงทำใจไม่ได้หรอกสามีพาผู้หญิงอื่นมานอนบ้านแบบนี้”
ปลายรุ้งวางทัพพีลงช้า ๆ หันมามองสายตานุ่ม แต่มั่นคง
“คุณดาก็รู้นี่คะ ว่าอันไหนควรไม่ควร”
เธอพูดเรียบ น้ำเสียงเฉยชาคำตอบนั้นทำให้ลินดานิ่งไปในจังหวะเดียวกันวริศเดินลงมาจากบันไดเสื้อเชิ้ตคลุมตัวหลวม ๆ สีหน้าเรียบเฉยเขาได้ยินประโยคสุดท้ายพอดี
“ก็ดีนี่”
วริศพูดขึ้น เสียงเรียบแต่แข็ง
“อย่างน้อยเธอก็ยังจำสถานะของตัวเองได้”
ปลายรุ้งก้มหน้าไม่ตอบ ลินดาหันไปคล้องแขนเขายิ้มหวาน
“งั้นดาขอนั่งตรงนี้นะคะ”
เธอลากเก้าอี้ข้างวริศ นั่งชิดปรับตำแหน่งตัวเองให้ไหล่แนบแขนเขามือเรียวเกาะแขนเสื้อเขาแน่น ราวกับกลัวใครจะมาแย่งของรักไป เธอเอียงศีรษะซบไหล่เขาเบา ๆ ราวกับเป็นเมียของวริศชะเอง
แววตาพราวยิ้ม ทั้งออดอ้อน ปลายรุ้งเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ภาพตรงหน้าชัดเกินกว่าจะเมินเฉย เธอฝืนยิ้มบาง ๆ ให้กับโต๊ะอาหารที่อึดอัด
ก่อนจะก้มลงอีกครั้ง กลืนความรู้สึกที่เอ่อขึ้นมาจนแน่นอก แต่เธอก็ต้องฝืนทนนั่งร่วมโต๊ะกับทั้งคู่ปลายรุ้งนิ่งสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่นั่นแหละที่ทำให้วริศเริ่มไม่พอใจ ที่เห็นเธอเฉยเมย
อย่างนี้
เขามองเธอนานกว่าที่ควร แม้แต่สายตาเจ็บปวดแต่ไม่มี
“เธอไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง”
วริศพูดขึ้นน้ำเสียงเริ่มแข็ง ปลายรุ้งเงยหน้าขึ้นสบตาเขานิ่ง
“แล้วฉันต้องรู้สึกอะไรล่ะคะ”
ประโยคนั้นทำให้มือวริศกำน้ำแก้วแน่นหัวใจหงุดหงิดอย่างไร้เหตุผล
“ไม่รู้สึกอะไรก็ดี!”
เขาพูดเสียงเย็นแต่แววตากลับไม่เย็นตามปลายรุ้งพยักหน้าก่อนจะพูดเบา ๆ
“ฉันอิ่มแล้วถ้าไม่มีอะไร ฉันขอตัวขึ้นไปข้างบนก่อนเชิญคุณสองคน”
เธอเดินจากไปหลังตรง ไม่เหลียวกลับมามองทิ้งไว้เพียงความเงียบ และความรู้สึกอึดอัดที่วริศไม่เข้าใจลินดาหันมามองเขายิ้มบาง ๆ
“ภรรยาคุณ แปลกดีนะคะ”
วริศไม่ตอบสายตายังคงมองบันไดจุดที่ปลายรุ้งหายไป ในอกเขามีบางอย่างเขาไม่อยากยอมรับเช้าวันจันทร์ ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทวริศคอร์ปอเรชันสูงตระหง่าน กระจกสะท้อนแสงแดดเช้า
ปลายรุ้งก้าวเข้ามาในชุดทำงานสีสุภาพผมรวบเรียบร้อยสีหน้าสงบเหมือนทุกวันที่ยืนถือแฟ้มเอกสารอยู่หน้าลิฟต์ปลายรุ้งขับรถมามาเองในเช้านี้ ทั้งคู่ต่างคนต่างมา เธอเลือกจอดรถในช่องพนักงานเดินเข้าตึกด้วยท่าทีเงียบ ๆ เหมือนคนธรรมดาคนหนึ่ง
มีเพียงแฟ้มบาง ๆ ในอ้อมแขนกับสีหน้าสงบนิ่ง
ลิฟต์เปิดออก ผู้คนเดินสวนผ่านไม่มีใครมองเธอเป็นพิเศษและนั่นแหละคือสิ่งที่วริศต้องการปลายรุ้งถูกเชิญให้นั่งรอฝ่ายบุคคล ในห้องรับรองชั้นล่างห้องกระจกใส เก้าอี้เรียงเป็นระเบียบกลิ่นกาแฟอ่อน ๆ ลอยคลุ้งเธอนั่งหลังตรง มือวางแฟ้มบนตักสายตาทอดมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาพนักงานใหม่บ้าง เก่าบ้างทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเอง ยกเว้นเธอ ปลายรุ้งสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ
ปล่อยให้ความจริงข้อนั้นกดทับอยู่ในอกเธอรู้ดีว่าวริศต้องการให้มันเป็นแบบนี้
“คุณปลายรุ้งใช่ไหมครับ เลขาคนใหม่ของท่านประธาน”
คิริน ชายหนุ่มรูปหล่อในชุดสูทเรียบเนี้ยบ หัวหน้าฝ่ายบุคคลของบริษัท เงยหน้าขึ้นจากบทสนทนาตรงหน้า ก่อนจะส่งรอยยิ้มสุภาพมาให้ รอยยิ้มนั้นดูเป็นมิตร
“ค่ะ”
เธอตอบเบา พร้อมพยักหน้าเล็กน้อย หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะนักกับสถานที่และบรรยากาศใหม่ตรงหน้า
“ยินดีต้อนรับนะครับ เดี๋ยวผมพาไปดูโต๊ะทำงาน”
คิรินพูดด้วยน้ำเสียงนุ่ม ก่อนจะลุกขึ้นนำทางเขาพาปลายรุ้งเดินไปยังโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องทำงานของ
วริศพอดี ตำแหน่งที่มองเห็นความเคลื่อนไหวของเลขาหน้าห้องได้แทบทั้งหมด โต๊ะถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ มีคอมพิวเตอร์ เครื่องโทรศัพท์ และแฟ้มเอกสารวางรอใช้งานเรียบร้อย
“ตรงนี้เป็นโต๊ะของคุณปลายรุ้งนะครับ”
คิรินหยุดยืนก่อนจะหันมายิ้มให้
“หน้าที่หลัก ๆ คือจัดตารางนัดหมาย รับสาย ดูแลเอกสารของท่านประธาน และประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใสามารถถามได้ตลอด”
จากนั้นเขาหันไปเรียกผู้ช่วยให้เข้ามา
“คุณนิสาช่วยสอนงานคุณปลายรุ้งคร่าว ๆ ให้หน่อยนะครับ”
นิสาผู้ช่วยสาวพยักหน้ารับ ก่อนจะเริ่มอธิบายขั้นตอนการทำงานทีละอย่าง ตั้งแต่ระบบภายใน การจัดการเอกสาร ไปจนถึงมารยาทในการประสานงานกับผู้บริหาร ปลายรุ้งตั้งใจฟังทุกคำ มือจดโน้ตตามอย่างไม่ให้พลาดแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อย
คิรินมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ อย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ก่อนหน้านี้ผมได้ดู เรซูเม่ของคุณแล้วนะครับประวัติและประสบการณ์เหมาะกับตำแหน่งนี้มาก ผ่านขั้นตอนตามระบบทุกอย่างเรียบร้อย”
คำพูดนั้นทำให้ปลายรุ้งเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเล็กน้อย จะไม่เรียบร้อยได้ยังไงกันในเมื่อวริศ ตั้งใจล็อกให้เธอเป็นเลขาของเขา
“ขอบคุณค่ะ”
คิรินยิ้มบาง ๆ พร้อมกับทอดสายตามองปลายรุ้งอย่างพิจารณา ความนิ่ง สุภาพ และท่าทีตั้งใจของเธอ ทำให้เขานึกย้อนถึงเรซูเม่ที่เคยเปิดอ่านซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง นั้นทำให้คิรินสักสนใจในตัวของปลายรุ้งเข้าแล้วสิ