09:25 น.
“ขอบคุณนะคะที่อุตสาห์มาเช้า” ฉันเอ่ยประชดพลางปัดฝุ่นบนม้านั่งหินอ่อน แสงแดดยามเช้าของมหาวิทยาลัย เริ่มทำงานของมันอย่างเต็มที่พอ ๆ กับความง่วงที่เกาะกินใบหน้าของคนข้างตัว
“ไอ้ห่า กูง่วง... งานคณะห่าไรหนักหนาวะ” ถ่านไม้บ่นอุบอิบ เสียงทุ้มต่ำของมันแหบพร่าเพราะเพิ่งตื่น ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังนกแต่มันก็ยังดูดีจนน่าหงุดหงิด
“งานของคณะก็ทำ ๆ ไปเถอะ ดีซะอีก ได้คะแนนกิจกรรมเพิ่มนะมึง”
“ก็มึงมันเด็กเรียนนี่หว่า”
“ก็ดีแล้วไหมล่ะ? เกรดเทอมนี้แม่มึงคาดหวังอยู่นะ” ฉันหมุนแปรงในมือพลางปรายตาไปมองคนตัวสูงที่ยืนทำหน้ามุ่ย
“ห่า... ขู่กูอยู่นั่นแหละ เป็นแม่ไง?”
“อีกนิดก็จะเป็นได้ละ กูอยู่กับมึงมาตั้งเจ็ดปีแล้วนะถ่าน ช่วยทำเกรดให้มันดี ๆ หน่อย กูสงสารแม่มึง”
“ครับ ๆ แม่ครับ เข้าใจแล้วครับ แล้วนี่ต้องทาตรงไหนเพิ่มบ้าง?” มันยอมจำนนพลางหยิบพู่กันขึ้นมาถือไว้
“ไประบายเงาตรงนั้นให้หน่อยสิ” ฉันชี้ปลายนิ้วไปที่ส่วนโค้งของภาพวาดบนกำแพงคณะ
“โอเค เดี๋ยวมา”
“โอเค ๆ”
ฉันมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินดุ่ม ๆ ไปทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย มุมปากของฉันแอบยกยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ฉันชื่อ บทกลอน ส่วนไอ้ผู้ชายร่างสูงที่ยืนเกาหัวอยู่นั้นคือเพื่อนสนิทของฉันชื่อ ถ่านไม้ เราเป็นเพื่อนกันมาเจ็ดปี และฉันก็รักมันข้างเดียวมาตลอดเจ็ดปีเต็ม
ความลับที่ฉันซ่อนมันไว้ภายใต้คำว่าเพื่อน มันหนักอึ้งพอ ๆ กับถังสีที่วางอยู่ตรงนี้เลยล่ะ
“เฮ้อ... สีแดงอยู่ไหนวะ?”
“อยู่นี่” ฉันยื่นกระป๋องสีให้
“อ้าว อยู่ที่มึงเหรอ?” มันชะงัก “เออ แต่จะว่าไป สีแม่งเหมือนสีชุดมึงเลยว่ะ” มันหัวเราะร่วนพลางมองสลับระหว่างกระป๋องสีแดงในมือกับเสื้อช็อปสีแดงที่ฉันใส่มาวันนี้
“อะไรของมึง ว่าแต่กู... ไม่ดูสีที่มึงถืออยู่เลยนะ” ฉันบุ้ยปากไปทางมืออีกข้างของมัน
“เออว่ะ” มันก้มมองสีเขียวสดที่ตัวเองเลือกถือค้างไว้แล้วหัวเราะแห้ง ๆ ท่าทางเด๋อด่าของมันทำให้ฉันหลุดขำออกมาได้เสมอ ไม่ว่าวันนี้จะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม
“เออ ๆ ขอบคุณที่เอามาให้”
“ไม่เป็นไร”
ฉันยืนจ้องหน้ามันนิ่ง ๆ จนความเงียบเริ่มทำงาน ถ่านไม้ขมวดคิ้วสบตาฉันด้วยความสงสัย
“อะไร? มองหน้ากูทำไม”
“เปล่า... แค่รู้สึกมึงนี่ขี้เกียจดีเนาะ” ฉันแกล้งแขวะแก้เขิน
“ถึงจะขี้เกียจทำงาน แต่ไม่ขี้เกียจรักมึงนะเว้ย” มันลากเสียงยาวพลางยักคิ้วกวนประสาท
“เลี่ยนมาก! ไปทำงานเลยไป กูจะทำส่วนของกูต่อแล้ว” ฉันรีบหันหลังกลับ ทิ้งระยะห่างออกมาทันที
“โห่ไรวะ แค่นี้ก็ไม่เขินให้กูหน่อยเลย” เสียงมันไล่หลังมาอย่างอารมณ์ดี
บ้าเอ๊ย! ไม่เขินอะไรล่ะ หัวใจฉันเต้นโครมครามจนกลัวว่ามันจะได้ยินอยู่แล้ว!
“ชิ ไปละ”
ฉันลอบมองแผ่นหลังของถ่านไม้ขณะที่เขาก้าวเดินไปยังผนังอีกฝั่ง ท่วงท่าการเดินที่แสนมั่นใจแต่ก็มีความขี้เล่นปนอยู่ สายตาของฉันมักจะโฟกัสที่แผ่นหลังนั้นเสมอ แผ่นหลังที่ฉันอยากจะซบหน้าลงไปใจจัะขาด
ถ่านไม้เป็นผู้ชายที่แปลก เขาขี้งอนขี้โมโห แต่แค่ฉันอ้อนนิดอ้อนหน่อยเขาก็หายเป็นปลิดทิ้ง เขาเป็นคนรักเพื่อน ใครมีปัญหาก็พร้อมพุ่งเข้าหาเป็นคนแรก
นิสัยเท่ ๆ แบบนั่นแหละที่ทำให้ฉันถอนตัวไม่ขึ้น เสียดายอย่างเดียว... มันโง่ โง่ที่ดูไม่ออกสักทีว่าใจฉันคิดยังไง
“เวร!” เสียงสบทดังลั่นทำให้ฉันสะดุ้ง “กลอน! กูขอโทษ!”
“อะไร? มึงทำอะไรของมึงเนี่ย!!!” ฉันรีบวิ่งไปดู และภาพที่เห็นก็คือ...
“ฮือ... เค้าขอโทษ”
สีเขียวสดใสสีเดียวกับเสื้อที่มันใส่บัดนี้ป้ายเด่นหราอยู่บนรูป กล้องถ่ายรูป ในภาพวาดที่ควรจะเป็นสีดำ
“กูเข้าใจนะว่ามึงชอบสีเขียว แต่มึงจะเพลินจนระบายสีตามใจตัวเองแบบนี้ไม่ได้ กล้องห่าอะไรสีเขียววะถ่าน!”
“ก็กูชอบนี่หว่า...” มันพึมพำเสียงเบา
“รีบระบายสีดำทับไปเลยนะ เดี๋ยวแห้งจะแก้ยาก”
“ครับแม่... เออแต่มึง กูเบื่อว่ะ” มันเปลี่ยนสีหน้ากะทันหัน จากที่เล่นตลกเมื่อกี้ กลายเป็นแววตาดูจริงจังขึ้นมา
“เบื่อไร? ทำงานได้แป๊ปเดียวเองนะ”
“เปล่า ไม่ใช่เบื่อแบบนั้น...” มันถอนหายใจยาว “เบื่อแบบเหงา ๆ อ่ะ อยากมีความสุขแบบคนอื่นเขาบ้าง”
ใจฉันกระตุกวูบ
“บอกแบบนี้... แสดงว่าอยากมีแฟน?”
“คงงั้นแหละ”
ฉันเงียบเสียงลง ความรู้สึกโหวงเหวงแล่นริ้วขึ้นมาในอกทันที
“เออ! มึงรู้จักรุ่นพี่ผู้หญิงเยอะนี่นา มีรุ่นพี่คนไหนชอบกูบ้างไหมวะ?”
“คนอย่างมึงเนี่ยนะจะมีคนชอบ...” ฉันพยายามคุมโทนเสียงให้ปกติที่สุด ทั้งที่ความจริงคำตอบมันจุกอยู่ที่ลำคอ
กูไง... กูที่ชอบมึงอยู่ตรงนี้
“โห่ เห็นแบบนี้ กูก็หล่อนะครับ” มันวางมาดพลางจัดทรงผมกวน ๆ แต่มันคือความจริงที่เจ็บปวด เพราะมันหล่อจริง ๆ หล่อจนสาว ๆ หลายคณะชอบมองตาม
“เออ ๆ หาให้ก็ได้ว่ะ” ฉันรับคำแบบขอไปที
“เย่!”
“แต่... มึงต้องทำงานให้เสร็จ หนึ่งที่เท่ากับหนึ่งคอนแทคสาว โอเคไหม?” ฉันยื่นข้อเสนอที่คิดว่าคนอย่างมันต้องปฏิเสธแน่ ๆ
“ได้!”
ถ่านไม้ตอบทันควันโดยไม่เสียเวลาคิดสักวินาที ความเงียงปกคลุมฉันทันที หัวใจฉันชาวาบเมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นของมัน
“เชิญคุณหนูบทกลอนไปนั่งพักเลยครับ ภาพนี้ผมจัดการเอง” มันคว้าแปรงไปจากมือฉัน “ขอสักห้าคอนแทคนะมึง”
“เดี๋ยวสิ... คือมึงอยากมีแฟนขนาดนั้นเลย?”
“จริงสิ หาแฟนตอนปีหนึ่งไว้ก็ไม่เสียหายนะมึง มีเวลาดูใจกันอีกสี่ปีจนจบเลย”
คำพูดของมันเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงบนความหวังของฉันเจ็ดปีที่ผ่านมามันไม่มีความหมายเลยเหรอ? หรือ สี่ปีที่กำลังจะถึงนี้ มึงอยากจะใช้มันร่วมกับคนอื่นที่ไม่ใช่กู...
“เป็นอะไรหน้าเครียดเชียวมึง?”
“เปล่า... แค่เสียดายคนในสต็อก” ฉันแสร้งบ่นพลางเบือนหน้าหนี จริง ๆ คือฉันเสียดาย มึง มากกว่า
“โถ่! ที่แท้ก็ไม่อยากให้คอนแทคเพราะจะเก็บไว้กินเองล่ะสิ”
“กินเองบ้านมึงสิ!” ฉันรีบโพล่งอกไปพลางก้าวถอยหลัง “ทำให้เสร็จแล้วกัน เดี๋ยวกูไปซื้อข้าวซื้อน้ำมาให้”
“เออ ๆ ขอบใจนะมึง”
“อืม... เจอกัน”
ฉันเดินออกมาโดยไม่หันกลับไปมอง ทิ้งให้คนตัวสูงยืนระบายสีอย่างมีความสุขอยู่เบื้องหลัง ท้องฟ้ามหาวิทยาลัยวันนี้ดูหมองลงถนัดตา ฉันต้องกลายเป็นคนหาทางให้ผู้หญิงคนอื่นเดินเข้ามาในชีวิตมันจริง ๆ เหรอ... ทั้งที่ที่ตรงนั้น ฉันจองมานานถึงเจ็ดปีแล้ว