ตอนที่ 7
เลขาที่รู้ใจ
"เป็นไรวะภู!! นั่งหน้าบึ้งเป็นตูดเลย เจอบอสสวดในห้องเย็นอีกละสิ!! กูบอกแล้วไงวะ อยู่ดีไม่ว่าดี อยากหาเรื่องใส่ตัวเอง จะเป็นทั้งก็อปปี้ไรท์เตอร์ทั้งอาร์ตไดเรคเตอร์และยังไปเป็นเลขาบอสอีก!! เป็นไงล่ะทีนี้งานรุมเร้าไม่หยุด ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตเลยไหมล่ะ!"
เสียงทักของ กิตติ เพื่อนร่วมงานในทีมครีเอทีฟ ดึงสติของ ภูริช ให้กลับมาจากภวังค์
เขาเพิ่งออกจากห้องทำงานของเจ้านายสาวคนสวย หลังจากจบบทรักกันอย่างเร่าร้อน ก็มีคนมาขอพบซึ่งก็คือคุณวิชิต ที่เจอกันที่ร้านอาหารวันนั้น
ปกติแล้วหากจบบทรักในที่ทำงานแบบนี้ ทุกครั้งเวลาเดินกลับมาทำงานต่อเขาจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
แต่ไม่ใช่ในวันนี้
เพราะหลังจากเขาถามคำถามนั้นกับเธอไป ใบหน้าสวยของบอสคนเก่งก็ยิ้มกว้างและหัวเราะร่วนออกมา
"รักอะไรกัน! เราก็แค่นอนด้วยกันเท่านั้น อย่าบอกนะว่าภูจะมารักฉัน ถึงเธอจะเป็นลูกน้องที่รู้ใจที่สุดก็เถอะ เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้หรอก"
เขาเงียบงัน ถ้อยคำนั้นของเธอมันจุกอยู่ในอก จนเขาไม่สามารถที่จะเอื้อนเอ่ยคำอื่นๆ ตอบออกไปได้
ลูกน้องที่รู้ใจงั้นเหรอ?
"เปล่า!! กูกำลังเครียดกับการครีเอทโปรเจคใหม่นี่แหละ"
ความจริงไม่ได้เครียดเรื่องนี้เลย
เขารักในงานครีเอทีฟและโปรดัคชั่น มันคือศิลปะที่หล่อหลอมจิตใจคนได้ดี ดังนั้นเขาจึงชอบเวลาที่ได้รับมอบหมายให้ออกแบบงานแต่ละชิ้น เพราะเขามีความสุขที่ได้ทำงานด้านนี้ จึงมาสมัครงานที่นี่ บริษัท ซีดี เอเยนซี่ ที่ทำด้าน PR รายใหญ่ของประเทศ บริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทเศวตสิริ
เขาประทับใจการบริหารจัดการทั้งงานสร้างสรรค์ งานออกแบบ งานโปรดัคชั่น และงาน organizer ต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของ ช่อลดา เศวตสิริ
"กำลังคุยกับบอสอยู่ไม่ใช่หรอคุณวิชิตนั่นน่ะ"
"ฮือ"
ก็เพราะวิชิตนั่นแหละทำให้บทรักของเขาต้องค้างเติ่งอยู่แค่รอบเดียว แถมยังไม่ได้คุยเกี่ยวกับประเด็นที่อยากจะถามต่อ และไม่แน่ใจว่าเย็นนี้เธอจะมีภารกิจไปไหนต่ออีกหรือไม่ แม้เขาจะเป็นเลขาส่วนตัวของเธอ
แต่ก็ใช่ว่าจะรู้ในทุกเรื่อง
"ว่าแต่เรื่องน้องก้อยเอาไง?"
พัฒน์ เพื่อนอีกคนชะโงกหน้ามาถาม "มึงบื้อ! หรือมีเมียอยู่แล้วว่ะภู!! มีสาวสวยอ่อยขนาดนี้ ทำไมยังเล่นตัวอยู่ได้ ถ้าเป็นกูล่ะก็...."
"อือ กูมีเมียละ"
"ห๊า!!"
เพื่อนทั้งสองแทบจะอุทานออกมาพร้อมกัน "ก็ไหนมึงบอกกูตอนแรกว่ามึงโสด!ไง! กูก็ว่าล่ะ หล่อๆ อย่างมึงน่าจะมีตั้งแต่อยู่มอปลายแล้วล่ะมั้ง ไม่มีทางรอดมาได้จนถึงป่านนี้หรอก หรือว่ามึงเพิ่งมี"
"อืม เพิ่งมี"
"เรอะ เห็นหัวยุ่งอยู่ทุกวัน เอาเวลาไปมีตั้งแต่เมื่อไหร่วะ ไม่เห็นจะเคยเล่าให้พวกกูฟังเลย และกูก็ไม่เคยเห็นมึงจะจีบใครเลย ว่าแต่เมียมึงใช่คนในออฟฟิศไหมวะ? แต่ก็ไม่น่าจะใช่นะ เพราะที่นี่ค่อนข้างจะเคร่งครัดในเรื่องการไม่ให้คนในบริษัทคบหากันเอง ไม่ใช่พนักงานที่นี่ใช่ไหมล่ะ?"
"ฮือ"
ก็ไม่ใช่พนักงาน จะให้ตอบว่าไงล่ะ!
ถ้าบอกว่าคือบอสคนสวยเจ้าของบริษัท
สงสัยจะได้อึ้งกันทั้งออฟฟิศ
"กูว่าล่ะ!! สงสารน้องก้อยว่ะ อุตส่าห์ซื้อกาแฟกับคุกกี้มาวางให้บนโต๊ะทุกเช้า แถมชวนไปดูหนังทุกวันศุกร์ ไอ้ภูรูปหล่อก็ยังไม่ใจอ่อน สงสัยคงกลัวเมีย เมียมึงคงดุน่าดูเลยใช่รึเปล่า สงสารน้องก้อยจัง"
"ไม่เป็นไรนะภู เดี๋ยวกูไปปลอบใจน้องเขาเอง เอาคุกกี้มาเดี๋ยวกูกินเอง!"
พัตน์ หันไปบอกเพื่อนหน้าหล่่อ ขณะที่ภูริชได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างอึดอัด
ตอนนี้เขาไม่สงสารใครทั้งนั้น
สงสารตัวเองมากกว่า!!
แค่รู้ว่าบอสคนสวยต้องไปดูตัวตามที่เจ้าสัวฮ้งบอกไว้ หัวใจของเขาก็ปวดหนึบหนับจุกแน่น จนแทบจะไม่มีสมาธิในการทำงานและสนใจเรื่องอะไรทั้งนั้นแล้ว
.
.
ประตูห้องทำงานถูกเปิดออก ก่อนที่ร่างระหงของบอสคนสวยจะเดินออกมาพร้อมกับลูกค้าหนุ่ม
"ฝากแจ้งกิ่งกานและทีมการตลาดด้วย ว่างานของคุณวิชิตใช้แบบตามนั้นได้เลย"
"ครับผม"
คิ้วหนาของ ภูริช ขมวดขึ้นเป็นเชิงตั้งคำถาม เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับใบหน้างดงามที่ยืนเชิดอยู่ตรงหน้า กระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงคล้องไว้ที่ต้นแขนของเจ้านายสาว
แค่นี้เขาก็รู้ว่าเธอกำลังจะออกจากออฟฟิศแล้ว
แต่ดูจากตารางงานแล้ว วันนี้เธอไม่ได้นัดหมายใครที่ไหนนี่นา
"บอสจะไปนอกรอบกับคุณวิชิตเหรอครับ?"
เขาเอ่ยถามตรงๆ เสียงเข้ม ถามในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้มากกว่าการสนใจตารางงานของบอส
ทว่าบอสคนสวยส่ายหน้าปฏิเสธ
"เปล่าจ๊ะ กับคุณวิชิตคุยจบแล้ว พอดีฉันมีนัดทานข้าวตอนเย็นที่ The Your Garden"
"มีนัด?"
"ยังไงฝากเรื่องนั้นด้วยนะ ไปล่ะจ๊ะ"
ภูริช อยากจะลุกขึ้นแล้วเดินตามออกไปใจจะขาด แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน และเธอไม่ได้บอกให้เขาออกไปด้วย ขืนวู่วามตามออกไปตอนนี้เขาอาจจะโดนดุ และทำให้เธอมึนตึงขึ้นยิ่งกว่าเดิม
"บอสไปแล้วโว้ย ทางโล่งๆ เย้ๆๆ"
กิตติ ตะโกนเบาๆ "แล้วเย็นนี้เอาไงวะไอ้พัฒน์ คืนวันศุกร์มึงจะกลับไปนอนแกร่วที่ห้องหรือไง? ไปเมากับพวกกูมั้ย? ชวนไอ้ภูไปด้วยจะได้สนุก"
"เอาดิ!! วันศุกร์ที่เงินเดือนออกสวรรค์แท้ๆ"
"ว่าไงภู!! แดกเหล้ามั้ยวะวันนี้"
ภูริชส่ายหน้าเมื่อละสายตาจากลิฟต์อีกฝั่งที่ปิดลง
"ไว้ศุกร์หน้าละกัน วันนี้กูปวดหัวมากไม่อยากกินเหล้า ขอกลับไปนั่งคิดนั่งดูอะไรให้หายเครียดสักหน่อยดีกว่า"
"มึงจะหอบงานไปทำที่บ้านอีกแล้วล่ะสิเนี่ย อย่าหักโหมมากเกินไปนะโว้ย"
"อืม"
.
.
ภูริช เลือกโต๊ะในตำแหน่งที่อยู่ไกลสุดอีกฝั่งของร้าน The Your Garden ที่สามารถมองเห็นโต๊ะของเจ้านายสาวที่กำลังนั่งอยู่กับผู้ชายอายุราวสามสิบกว่า และคาดว่าน่าจะเป็นลูกชายคนโตของท่านพิชิต นักการทูตนามสกุลดังที่คนในสังคมรู้จักเป็นอย่างดี
เขาสั่งอาหารมาสองอย่างนั่งทานอย่างเงียบๆ ชณะที่สายตาคอยจับจ้องไปยังโต๊ะอีกฝั่ง สีหน้าท่าทางของช่อลดาดูสดใสต่างจากทุกครั้ง
นั่นทำให้เขารู้สึกจุกอยู่ในใจ
ที่ผ่านมาพอทราบว่าเธอเคยนัดดูตัวบ่อยมาก แต่ยังไม่เคยเห็นท่าทีที่ดูผ่อนคลายและมีรอยยิ้มที่สดใสแบบนี้มาก่อนเลย
บางที ....ผู้ชายคนนี้อาจเป็นคนที่เธอพอใจก็ได้
"อ้าวภู!! ใช่ภูจริงๆ ด้วยอ่ะ เรามองตั้งนาน ว่าแล้วหน้าคุ้นๆ"
เสียงทักหวานใส ทำให้ภูริช หันกลับไปมอง ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ด้วยตอนนี้เขาคิดว่าตัวเองที่กำลังนั่งอยู่ในมุมห้องได้ทำตัวปกติไม่ใด้เป็นจุดเด่นหรือจุดสงสัยของใครใดใดเลย แต่ไม่นึกเลยว่าจะเจอกับ จารุวรรณ เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันสมัยมัธยม
"แจง?"
"เรามองอยู่นาน ลังเลอยู่ว่าจะทักดีมั้ย? คือไม่เจอภูตั้งหลายปี นี่ตัวสูงและดูดีขึ้นเยอะเลยนะ"
เอาจริงๆ คือหล่อมาก
ขนาดภูริชใส่แค่เสื้อเชิ้ตและกางเกงสแลกธรรมดา แต่ดาเมจเจิดจ้าก็ยังแผ่ออกมาจากตัวเขา ยิ่งใบหน้าหล่อสะอาดที่เห็นสันจมูกโด่งชัดและลักยิ้มตรงแก้มบุ๋ม
ก็ทำเอาคนมองแทบจะใจละลาย
"คุณช่อครับ? ได้ยินที่ผมพูดไหม?"
"คะ?"
เสียงทักของคู่เดททำให้ ช่อลดา กระพริบตาปริบๆ ด้วยเมื่อสักครู่เธอแทบไม่ได้ฟังถ้อยคำต่างๆ ของบุรุษตรงหน้าเลย
เพราะสายตาดันเหลือบไปเห็นคนที่อยู่โต๊ะฝั่งตรงข้าม
เลขาหนุ่มที่รู้ใจของเธอกำลังดินเนอร์อยู่กับสาวสวยในชุดเดรสรัดรูปสีทอง แม้มองจากมุมไกลตรงนี้ก็ดูได้อย่างชัดเจนว่าทั้งคู่สนิทสนมกันมากแค่ไหน?
แต่ความจริงไม่น่าจะเกี่ยวกับเธอ
ไม่ว่าเขาจะนัดหมายหรือคบกับใครก็ได้ไม่มีปัญหาอะไร มันอยู่ในข้อตกลงระหว่างกัน
แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกไม่ชอบขึ้นมาเสียดื้อๆ
***************