ตอนที่ 10
เธอเป็นเมียผม
ช่อลดา นั่งมองสลัดทูน่ากับกาแฟที่วางไว้บนโต๊ะที่เลขาหนุ่มเตรียมไว้ให้ ภูริช อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สีเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาดูสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลาคงเพราะโกนหนวดโกนเคราเรียบร้อยแล้ว เขาย่อกายลงนั่งตรงข้ามเธอ
"ผมว่าจะทำสปาเก็ตตี้ให้ แต่กลัวว่าคุณจะเบื่อ เลยทำสลัดและไข่กระทะไว้ให้"
วันนี้เป็นวันเสาร์วันหยุดที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ และเขาบอกเธอไว้้ตั้งแต่วันก่อนแล้วว่าวันนี้จะไปจัดการธุระส่วนตัว เกี่ยวกับห้องพักของเขา
"นายจะคืนห้องพักห้องนั้นเหรอ? ฉันไม่ว่าอะไรหรอกนะ ถ้าจะมาอยู่ที่นี่แต่มีห้องสำรองไว้สักหน่อยจะดีกว่า เผื่อเวลาฉุกเฉินคนจะได้ไม่สงสัย"
มือที่วางไข่กระทะชะงักเล็กน้อย
ตอนนี้เขาเช่าอพาร์ทเม้นท์ที่อยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศในราคาเดือนละไม่กี่พัน ซึ่งก็อยู่ใกล้กับห้องของกิตติและพัฒน์ เพื่อนร่วมทีมครีเอทีฟ แต่ช่วงหลังส่วนใหญ่เขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่เพนท์เฮ้าส์ของเธอที่นี่มากกว่า
"เปล่าผมไม่ได้จะย้ายออกจากที่นั่นหรอก แค่จะบอกเจ๊เจ้าของอพาร์ทเม้นท์ว่าจะเปลี่ยนจากห้องตรงกลางมาเป็นห้องริม เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยวิวดีกว่าเยอะ เงียบกว่าด้วย จะได้มีสมาธิในการคิดงานมากขึ้น"
"นายเคยพาใครไปที่ห้องนั้นมั้ย?"
จู่ๆ เธอก็อยากรู้ขึ้นมา
คิ้วหนาเลิกสูงขึ้น
"บอสอยากไปห้องผมเหรอครับ?"
"ฉันถามนายก่อน!"
ภูริช หัวเราะ เมื่อสบตากับใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ดูทรงอำนาจ
"ก็เห็นถามเหมือนอยากจะไป"
"ตกลงเคยพาใครไปหรือยัง?"
น้ำเสียงของเจ้านายสาวเข้มขึ้น
"ไม่เคยครับ ห้องผมหนุ่มโสดที่แคบเล็กนิดเดียว มีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร ที่เดินยังจะไม่มีเลย สาวที่ไหนเขาอยากจะไปกัน และถึงผมจะชวนสาวคนนั้นที่ผมอยากให้ไป ก็ไม่รู้เขาจะไปหรือเปล่า!"
น้ำเสียงเขาทะเล้นขึ้น ดวงตาคมกริบเป็นประกายวาววับจ้องมายังเธอ
จนช่อลดารู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา
"นายนี่มันแพรวพราวจริงๆ มิน่าสาวๆ ในออฟฟิศถึงได้คลั่งไคล้นักหนา"
"ก็ช่างสาวสิครับ! ยังไงผมก็สนใจแต่บอสคนเดียว"
"พอเลย! เริ่มออกมุกเสี่ยวละ"
เขาหัวเราะอีกครั้ง เหลือบตามองชุดที่เธอใส่วันนี้ เป็นบอดี้สูทแบรนด์เนมเรียบหรูที่ค่อนข้างจะเรียบร้อยปกปิด อาจเป็นเพราะเขาฝากฝังร่องรอยไว้หลายจุด
ดีเหมือนกัน! จะได้แต่งตัวมิดชิด
"เห็นว่าวันนี้คุณนัดกับเพื่อน คุณไม่ได้หลอกผมนะ! ไม่ใช่ว่าลับหลังแอบนัดไปดูตัวกับใครอีก"
เธอบอกเขาตั้งแต่วันก่อนว่าวันนี้มีนัดกับ กัลยา เพื่อนสาวที่เพิ่งกลับจากฝรั่งเศส ส่วนเขาเองก็มีนัดเคลียร์ธุระส่วนตัว
"ไม่หรอกน่า! คงต้องเว้นระยะห่างบ้าง ธเนศเขาคงไม่รุกหนักขนาดนั้นหรอก"
ดวงตาของภูริชเริ่มจะขุ่นมัวขึ้น
"คุณไม่รู้จริงหรอว่าคุณธเนศเขามีแฟนแล้ว"
ช่อลดาชะงักมือที่จับถ้วยกาแฟ
"นายรู้ได้ยังไง? อย่าบอกนะว่านายไปสืบเรื่องราวของเขา"
ภูริช ยักไหล่เล็กน้อย ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ "ผมเป็นเลขาของบอสนะครับ ข้อมูลของทุกคนที่จะเข้ามาพัวพันกับเจ้านาย ผมก็ต้องตรวจสอบอยู่แล้ว"
"จะบอกว่าในหวังดีกับฉัน?"
"แน่นอนอยู่แล้วครับบอส!! ยิ่งกว่าหวังดีอีกครับ ผมหวังทุกอย่างนั่นแหละในตัวบอส"
"ภูริช!!"
เจ้านายคนสวยโบกมือปราม "พอละ!! ไม่ต้องเลย ความจริงฉันไม่ได้ซีเรียสเกี่ยวกับเรื่องนั้นหรอก เพราะถ้าถึงเวลาที่จะต้องลงเอยกันจริงๆ ยังไงเขาก็ต้องเคลียร์ตัวเองอยู่แล้ว"
คิ้วหนาของ ภูริช เลิกสูงขึ้น
"อะไรกันครับบอส พูดเหมือนไม่ใช่คุณเลยนะเนี่ย เรื่องใหญ่แบบนี้ทำไมคุณทำเหมือนไม่ใส่ใจ ขนาดบริษัทเราจะหา supplier เรายังต้องสืบข้อมูลเขาซะละเอียดยิบเลย อันนี้คนที่คุณนัดดูตัวทั้งคนเลยนะ"
ภูริชรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจ ในขณะที่เจ้านายคนสวยส่ายหน้าปฏิเสธ
"ฉันไม่ซีเรียสเรื่องนั้นเพราะยังไงคนที่มาดูตัวกับฉันทุกคน เตี่ยเองก็ต้องสกรีนมาอย่างรอบคอบถี่ถ้วนอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันมั่นใจว่าทุกอย่างระดับเจ้าสัวฮ้งต้องรู้อยู่แล้ว"
ถ้อยคำนั้นทำให้ ภูริช ชะงักเล็กน้อย
เจ้าสังฮ้งรู้ทุกอย่างเลยเหรอ?
.....จะรวมทั้งเรื่องของเขาด้วยหรือไม่นะ?
.
.
ภูริช ไม่ได้กลับอพาร์ทเม้นท์ที่อยู่ข้างๆ กับออฟฟิศ แต่กลับมาที่เพนท์เฮ้าส์หรูอีกที่หนึ่งใจกลางสาทร
จำนวนห้องที่มีอยู่ไม่กี่ unit และระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา บ่งบอกถึงราคาและมาตรฐานของผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก คิ้วหนาของชายหนุ่มก็ขมวดเข้าหากัน เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคยมานาน กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหรูในห้อง
"พี่ภพมาถึงนานแล้วเหรอครับ?"
ภพ วิสุทธิ์เกียรติ คือพี่ชายแท้ๆ ของเขา แต่ที่ไม่ใช้นามสกุลศิระกุลเหมือนเขา เนื่องจากภูริชใช้นามสกุลทางแม่ ตามที่ญาติผู้ใหญ่ต้องการ
คนทั่วไปส่วนใหญ่จึงแทบไม่รู้ว่าเขากับภพเป็นพี่น้องแท้ๆ ที่ตามกันมาตั้งแต่เกิด ด้วยภูริชเองคลุกคลีอยู่กับทางแม่มากกว่าพ่อ และเขาไปเรียนที่จีนตั้งแต่จบมัธยมต้น
คนทั่วไปจึงแทบไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วตระกูลวิสุทธิ์เกียรติยังมีทายาทหัวแก้วหัวแหวนอีกคนหนึ่งที่ชื่อ ภูริช ศิระกุล
"ถึงได้สักพักละ"
ภพ ตอบน้องชายด้วยท่าทีผ่อนคลาย "คิดอะไรของแก ซื้อเพนท์เฮ้าส์หรูหลักร้อยล้านนี่เอาไว้ แต่ดันไปพักอยู่อพาร์ทเม้นท์ห้องรูหนูแบบนั้น"
"ห้องนั้นมันมีอะไรน่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอไง?"
ปากถามไปแบบนั้น
แต่ภพเองก็รู้ดีว่าเพราะเหตุใดน้องชายสุดที่รักถึงแทบไม่แวะเวียนมาเพนท์เฮ้าส์หรูของตัวเองเลย
"คุณแม่สบายดีใช่ไหมครับ?"
ภูริช ไม่ตอบคำถามนั้น เขาย่อกายทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามกับพี่ชายแล้วเอนหลังพิงยังพนักด้วยท่าทีเหนื่อยล้า
"ก็เห็นสบายดี! แต่ก็ยังบ่นเรื่องแกอยู่เหมือนเดิม ว่าแต่แกเถอะ! เมื่อไหร่จะเลิกเล่นสนุกซะที จะได้กลับไปช่วยทำงาน มีหลายโครงการใหม่ที่กำลังขึ้นทั้งเหมืองแร่และโรงแรมอีก"
ภูริช ถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
"ผมขอเวลาอีกสักพัก หวังว่าเรื่องของผมที่มาทำงานที่ซีดีเอเยนซี่ พี่จะยังไม่บอกแม่นะ ส่วนเรื่องงานโครงการเหมืองแร่ช่วงเสาร์อาทิตย์ผมก็ไปเคลียร์ให้เรียบร้อยอยู่ตลอดนี่นา"
ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ เหมือนเขาต้องทำงานทั้งสองที่ คือของซีดีเอเยนซี่และของกลุ่มวิสุทธิ์เกียรติที่เป็นกิจการของครอบครัวตัวเองไปด้วย ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้กับพี่ชาย
ดีที่ว่าเขามีผู้ช่วยแวดล้อมอยู่หลายคนที่ให้มาพักอยู่ข้างๆ โดยต้องวิ่งเอาเอกสารมาให้ และคอยช่วยซัพพอร์ตงานบางโปรเจคของซีดีเอเยนซี่ ตามความต้องการของเจ้านายหนุ่ม
เหมือนจะวุ่นวาย! แต่เขากลับรู้สึกสนุกชะมัด!!
อาจเป็นเพราะได้เห็นใบหน้าเฉี่ยวที่สวยจัดจ้าน และรสสัมผัสจากเรือนร่างที่ร้อนแรงของใครคนหนึ่ง
จึงทำให้เขารู้สึกบ้าพลัง!!
และเพลิดเพลินกับสิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้เป็นอย่างมาก
"บอกน่ะไม่บอกหรอก แต่ก็ไม่รู้จะปิดได้นานแค่ไหน แกก็รู้ว่าคุณแม่หูตาเป็นสับปะรด แถมยังรู้จักกับเจ้าสัวฮ้งอีกด้วย พี่เกรงว่าภูจะสนุกได้อีกไม่นานหรอก"
อีกไม่นานเหรอ??
ที่โลกอีกใบของเขาที่สร้างขึ้นเพื่อได้ใกล้ชิดกับเธอ มันจะพังทลายลง!
"ไม่เป็นไร! ผมจะพยายามจัดการทุกอย่างให้เร็วที่สุด"
"พี่ไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไรเท่าไหร่เลยนะภู!! ถ้าภูจะแค่มาดูข้อมูลและเรื่องราวของผู้หญิงคนนั้น"
"....." ภูริช อึ้งไปสักพักเมื่อรู้ว่าพี่ชายหมายถึงช่อลดา
“ยังไงเขาก็อายุมากกว่าภูตั้งห้าปีและ..”
“เธอเป็นเมียผมครับ”
ภพชะงักมือที่จับแก้วน้ำค้างไว้ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองน้องชายที่จ้องเขาอยู่แล้วตาไม่กระพริบ
ผู้เป็นพี่ชายถอนหายใจออกมา
"จะทำเรื่องให้ยุ่งยากไปทำไม? ภูเองก็มีคู่หมั้นแล้วนะ...”
****************