เข็มนาฬิกาบนหน้าปัดสีเข้มขยับบอกเวลาเที่ยงคืนเศษ แสงจากเสาไฟริมทางสาดกระทบกระจกหน้าปัดจนเกิดเงาสะท้อนวาววับ สำหรับคนอื่นในเมืองมหานครแห่งนี้ เวลานี้อาจเป็นสัญญาณของการพักผ่อน เป็นเวลาที่แสงไฟในบ้านควรจะดับลงเพื่อให้ร่างกายได้หลับไหลหลังจากกรำงานมาตลอดทั้งวัน แต่สำหรับ คิริน แล้ว เวลานี้เป็นเพียงเวลาเข้างานของเขาเท่านั้น
ความมืดคือพื้นที่ของเขา และราตรีกาลคือเวลาที่เขาจะสำแดงอำนาจได้ชัดเจนที่สุด
รถยุโรปคันหรูเคลื่อนตัวเข้าสู่ใจกลางย่านธุรกิจ ก่อนจะเลี้ยวหายเข้าไปในชั้นใต้ดินของตึกระฟ้าที่ภายนอกดูเหมือนสำนักงานทั่วไป แต่แท้จริงแล้วมันคือที่ตั้งของคลับระดับไฮเอนด์ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างลึกลับ ภายในพื้นที่ส่วนกลาง กลิ่นอายของเหล้าราคาแพงและน้ำหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว เสียงบีทหนักๆ ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ดังก้องกังวานสั่นประสาท ทว่าเมื่อขาเรียวยาวก้าวพ้นจากลิฟต์ส่วนตัว มุ่งหน้าไปยังประตูไม้โอ๊กบานยักษ์ของห้องรับรองวีไอพีที่ชั้นบนสุด บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไปราวกับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกและปิดลง เสียงอึกทึกจากภายนอกกลับถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิงราวกับอยู่คนละโลก ความเงียบสงัดที่เข้าปกคลุมทำให้ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอของคิรินที่ก้าวเดินผ่านทางเดินยาว ปูด้วยพรมกำมะหยี่สีแดงเข้มที่นุ่มจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝีเท้า ลูกน้องในชุดสูทสีดำสนิทที่ยืนประจำจุดตลอดสองข้างทางต่างก้มศีรษะลงอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ต้องมีใครเอ่ยปากสั่ง ท่วงท่าเหล่านั้นเต็มไปด้วยความยำเกรงและนอบน้อมที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี
บารมีของมาเฟียหนุ่มวัยสามสิบสองปีไม่ใช่แค่อำนาจในนาม เขาคือผู้กุมบังเ**ยนธุรกิจสีเทาที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ สุขุม ดุดัน และไร้ความปรานีต่อใครทั้งสิ้น
ลูกน้องคนสนิท เคน รายงานว่ายอดคาสิโนทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้านพุ่งขึ้นอีกสิบเปอร์เซ็นต์ซึ่งนับว่ากำไรเกินเป้าที่วางไว้มาก แต่มีคนของกลุ่มอื่นมาวุ่นวายกับกิจการ คิรินฟังแล้วชะงักเท้า ไม่ได้หันไปมอง แต่รังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาก็ทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นเยียบลงทันที
“จัดการตามระเบียบ...ใครที่ยื่นมือเข้ามาในที่ของฉัน ถ้าไม่เสียมือ ก็ต้องเสียชีวิต”
น้ำเสียงนั้นเรียบเรื่อย ไม่ได้ตะคอกหรือแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว แต่มันกลับฟังดูน่าขนลุกยิ่งกว่าการขู่ตะคอกเป็นไหนๆ คิรินไม่ชอบการเจรจาซ้ำซาก และเขาไม่เคยให้โอกาสครั้งที่สองแก่คนที่ริอาจลองดีกับอาณาจักรของเขา
ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ที่กระจกนิรภัยบานใหญ่ที่มองเห็นภาพรวมของคลับด้านล่างได้ทั้งหมด เขายืนนิ่งมองดูฝูงชนที่กำลังมัวเมาอยู่กับแสงสีและเครื่องดื่มมึนเมา แสงไฟหลากสีสาดส่องกระทบใบหน้าคมสันที่เรียบเฉยราวกับรูปสลัก ดวงตาคมกริบสีนิลฉายแววเย็นชา ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ต่อความคึกครื้นที่อยู่ตรงหน้า
เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ กลิ่นนิโคตินจางๆ อบอวลอยู่ในห้องทำงานที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หนังราคาแพงสีเข้ม ทุกอย่างในชีวิตของเขาถูกจัดการให้เป็นระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด เขาไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด...เขาไม่ชอบให้ใครมาล้ำเส้นในอาณาจักรส่วนตัวที่เขาสร้างขึ้น
ในขณะที่ควันบุหรี่สีเทาจางลอยล่องอยู่ในอากาศ คิรินก็นึกถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญที่เขาตอบรับไปเมื่อสัปดาห์ก่อน การยอมรับของฝากจากเพื่อนสนิทของพ่อให้เข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ของเขาเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการใช้ชีวิตที่รักความสงบอย่างยิ่ง ทว่าด้วยคำว่าบุญคุณที่ติดค้างกันมา ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้
“เด็กสิบเก้าเหรอ...”
“หวังว่าเธอจะรู้จักคำว่า ‘กฎ’ ดีพอ”
.
.
เช้าวันต่อมา
เสียงล้อกระเป๋าเดินทางที่บดไปกับพื้นหินอ่อนขัดมันดังก้องไปทั่วโถงกว้างของคฤหาสน์หรูสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ขนม เดินตามหลังชายชุดสูทที่แนะนำตัวว่าชื่อเคนด้วยท่าทางประหม่าจนไหล่ห่อเข้าหากัน มือเล็กชื้นเหงื่อกระชับสายกระเป๋าสะพายแน่น ดวงตากลมโตสั่นระริกกวาดมองความโอ่อ่าที่ดูเยือกเย็น แตกต่างจากบ้านหลังเล็กที่เธอเคยอยู่กับพ่ออย่างสิ้นเชิง
“นายกำลังจะลงมาครับ คุณหนูขนมนั่งรอตรงนี้ก่อน” เคนเอ่ยเสียงเรียบพร้อมผายมือไปยังชุดโซฟาหลุยส์กลางโถง
“ขะ...ขอบคุณค่ะ” ขนมตอบเสียงเบาหวิว เธอค่อยๆ หย่อนกายนั่งลงบนขอบโซฟาอย่างไม่กล้าลงน้ำหนักตัว ด้วยไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำตัวอย่างไร
พ่อย้ำกับเธอนักหนาว่าลูกชายเพื่อนสนิทของพ่อคนนี้เป็นคนดีและไว้ใจได้ แต่ภาพที่ขนมเห็นจากรูปถ่าย กับชายที่กำลังก้าวลงมาจากบันไดวนสถาปัตยกรรมยุโรปนั้นกลับต่างกันลิบลับ ร่างสูงสง่าในชุดลำลองแต่มิดชิดด้วยเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนเสื้อขึ้นถึงศอก ก้าวเดินแต่ละก้าวของเขาหนักแน่นและทรงพลังจนขนมรู้สึกตัวลีบลงกว่าเดิม
คิรินหยุดยืนอยู่ที่ขั้นบันไดสุดท้าย สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวตวัดมองเด็กสาวที่นั่งตัวลีบอยู่บนโซฟา เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อประเมินเด็กสาวที่เพื่อนสนิทพ่อส่งมาให้ เด็กสาวตรงหน้าดูบอบบางเกินกว่าที่เขาคิดไว้ ผิวขาวจัดตัดกับแก้มอมชมพูระเรื่อที่ดูเหมือนจะแดงขึ้นเพราะความประหม่า ผมยาวดัดลอนอ่อนๆ ปล่อยสยายเต็มแผ่นหลังดูนุ่มนิ่มไปเสียหมด
เขาก้าวเข้าไปหาช้าๆ ตั้งใจจะเอ่ยทักทายเด็กสาวพร้อมบอกกฎของบ้านให้เธอได้จำเอาไว้ แต่ขนมกลับผุดลุกขึ้นยืน รีบทักทายเขาเสียงแผ่ว
“สะ...สวัสดีค่ะ...อาคิริน”
กึก! ฝีเท้าที่กำลังก้าวเข้าหาหยุดชะงักลงทันควัน คิ้วหนาของมาเฟียหนุ่มกระตุกวูบ ใบหน้าคมสันที่เคยเรียบเฉยพลันบิดเบี้ยวไปเล็กน้อยกับสรรพนามที่หลุดออกมาจากปากจิ้มลิ้มนั้น
“เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ?” ขนมสะดุ้งสุดตัวจนตัวโยน เธอรีบลุกขึ้นยืนพลางก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง นิ้วมือเรียวถูไถกันไปมาด้วยความลนลาน
“คะ...คือ พ่อบอกว่าคุณเป็นลูกชายของเพื่อนพ่อ แล้วก็อายุมากกว่าขนมหลายปี...ขนมเลยคิดว่าเรียกอา...น่าจะสุภาพ”
“ฉันไม่ใช่พี่น้องครอบครัวใหญ่ในละครหลังข่าว และฉันก็ไม่ได้อยากมีหลาน” คิรินขยับกายเข้าไปใกล้จนกลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้ที่แฝงความร้อนแรงอบอวลไปทั่วลมหายใจของคนตัวเล็ก ขนมเผลอก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับพนักโซฟา
“ที่นี่ไม่มีอา มีแต่เจ้าของบ้านกับผู้อาศัย เข้าใจไหม?”
“เข้าใจค่ะ... ขะ...ขนมขอโทษค่ะ” เสียงหวานเริ่มสั่นเครือ หยาดน้ำใสๆ เริ่มคลอหน่วยตาด้วยความขวัญเสีย
คิรินมองเด็กสาวที่กำลังจะร้องไห้ต่อหน้าด้วยความรู้สึกหงุดหงิดลึกๆ ในใจ เขาเกลียดน้ำตา และเกลียดความอ่อนแอที่สุด แต่ทำไมดวงตากลมโตที่มองเขาอย่างหวาดกลัวเหมือนหนูเจอแมวคู่นี้ ถึงได้ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกข่วนในอกก็ไม่รู้
เขายกมือขึ้นกอดอก พยายามดึงสีหน้าให้กลับมาเย็นชาตามเดิม
“เคน บอกกฎให้เธอฟังหรือยัง?”
“ยะ...ยังครับนาย พอดีคุณหนูเพิ่งมาถึง...” เคนที่ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ รีบแทรกขึ้น
“งั้นก็บอกเธอด้วย”