เข็มนาฬิกาขยับบอกเวลาตีสี่เศษ บรรยากาศภายในคฤหาสน์เงียบเชียบจนได้ยินเสียงลมพัดไหวอยู่ด้านนอก ห้องนอนที่เคยสว่างไสวบัดนี้มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงที่เปิดทิ้งไว้ คิรินก้าวเท้าเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ เขาเพิ่งเคลียร์งานด่วนเสร็จและตั้งใจจะมาดูให้เห็นกับตาว่าเด็กดื้อที่เขาขังไว้จนไข้ขึ้นอาการเป็นอย่างไรบ้าง
ร่างสูงใหญ่หยุดยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองดูคนป่วยที่นอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา คิรินโน้มตัวลงไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะส่งมือหนาไปทาบลงบนหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา ความร้อนระอุที่เคยปะทะมือเมื่อก่อนหน้าลดลงไปมากจนเกือบเป็นปกติ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อพบว่าคนตัวเล็กปลอดภัยจากอาการช็อกอย่างที่เขากังวล
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะชักมือกลับและหมุนตัวออกจากห้องไป มือเล็กที่เคยวางนิ่งอยู่บนผ้าห่มกลับยื่นออกมาคว้าเข้าที่แขนเสื้อของเขาไว้แน่น
“อย่าทิ้ง...อย่าทิ้งขนมนะ...” เสียงละเมอนั้นแผ่วเบาและสั่นเครือเต็มไปด้วยความเว้าวอน คิรินชะงักฝีเท้า สายตาก้มลงมองมือเล็กที่กำแขนเสื้อเขาไว้จนยับย่น ใบหน้าของขนมยามหลับใหลดูอ่อนแอและเปราะบางเสียจนคนมองรู้สึกวูบไหวอย่างประหลาด เขาฟังเสียงออดอ้อนซ้ำๆ นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ความแข็งกร้าวในใจจะค่อยๆ พังทลายลง
คิรินไม่ได้สะบัดออก เขาค่อยๆ พลิกฝูงมือกลับมาเป็นฝ่ายกุมมือเล็กนั้นเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียงอย่างเงียบเชียบ
“ดื้อจริงๆ แม้กระทั่งตอนหลับ” เขาพึมพำเสียงต่ำ
แต่ดูเหมือนสัมผัสอุ่นจากมือหนาจะทำให้คนป่วยรู้สึกตัว ขนมไม่ได้ลืมตาขึ้นมาทันที เธอเพียงแค่ขยับกายเข้าหาแหล่งความร้อนตามสัญชาตญาณ ร่างเล็กค่อยๆ ซุกตัวเบียดเข้ามาใกล้จนแผ่นหลังบางพิงเข้ากับสีข้างของคนตัวใหญ่ คิรินนั่งนิ่งแข็งทื่อเมื่อจู่ๆ พื้นที่ส่วนตัวของเขาถูกรุกล้ำโดยไม่ทันตั้งตัว
ขนมที่กำลังตกอยู่ในห้วงความฝันอันเลวร้ายฝันเห็นเพียงความมืดมิดที่ว่างเปล่า แต่พอได้กลิ่นหอมแนววู้ดดี้ที่คุ้นเคยเธอก็ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายศีรษะทุยก็ซบลงบนตักของมาเฟียหนุ่ม มือเล็กๆ เปลี่ยนจากจับแขนเสื้อมาโอบรอบเอวสอบไว้แน่น
คิรินก้มลงมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นกายสาวที่เขาเคยสัมผัสในห้องครัวลอยมากระทบจมูกอีกครั้ง มันรบกวนสมาธิเขาอย่างรุนแรง แต่แทนที่จะผลักเธอออก เขากลับทำเพียงแค่นั่งนิ่งๆ ยอมให้เธอใช้ร่างของเขาเป็นหมอนข้างจำเป็น
เวลาผ่านไปจนเกือบเช้า ขนมค่อยๆ ขยับตัวเมื่อรู้สึกถึงแสงรำไรที่ลอดผ่านผ้าม่าน เธอสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งตัว ดวงตากลมโตปรือขึ้นมองเห็นแผงอกกว้างในเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบ
“อาคิริน...” เธอเรียกเขาด้วยเสียงแหบพร่าตามประสาคนเพิ่งฟื้นไข้
เจ้าของชื่อก้มมอง สบเข้ากับดวงตาใสซื่อที่ยังดูง่วงงุนและมึนอึนของคนบนตัก ใบหน้ากลมมนซุกเข้าหาฝ่ามือหนาที่เขาวางไว้ข้างเธออย่างออดอ้อน ขนมขยับแขนที่กอดเอวเขาไว้ให้แน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะกระซิบคำที่ทำให้คนฟังถึงกับนิ่งงัน
“ขอกอดหน่อยนะ...ขนมฝันร้าย”
คิรินมองดูท่าทางออดอ้อนเหมือนลูกแมวของเด็กสาวตรงหน้า แล้วจู่ๆ เขาก็นึกสนุกขึ้นมาอย่างประหลาด มุมปากหนากระตุกยิ้มเพียงเล็กน้อยก่อนจะยอมวาดแขนโอบรอบไหล่บางไว้แล้วกระชับร่างเล็กเข้าหาอกกว้างอย่างที่เธอขอ
“กอดแล้วก็เงียบซะ ยัยเด็กขี้แย”
สัมผัสเนื้อแนบเนื้อในลักษณะอ้อมกอดจริงๆ ทำเอาขนมชะงักไปครู่หนึ่ง ความอบอุ่นและกลิ่นกายที่เข้มข้นขึ้นทำให้สติที่เคยพร่าเลือนเริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทาง หัวใจเธอเริ่มเต้นรัวผิดจังหวะเมื่อสำนึกได้ว่าตัวเองกำลังซุกอยู่ที่ไหน
ขนมลืมตาโพลง ความง่วงงุนหายไปเป็นปลิดทิ้ง เธอเงยหน้าขึ้นมองปลายคางคมสันของชายหนุ่มที่เธอกำลังโอบกอดอยู่ ก่อนจะสะดุ้งตัวลุกขึ้นสุดแรงจนเกือบตกเตียง
“คุณคิริน!”
“ตื่นแล้วเหรอ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แววตาดูมีความนัยบางอย่างที่ทำให้ขนมหน้าร้อนฉ่าไปถึงใบหู
“ขนม...ขนมขอโทษค่ะ! ขนมไม่ได้ตั้งใจ ขนมละเมอ!” เธอละล่ำละลักบอก พลางก้มหน้าก้มตาจนคางชิดอก มือไม้สั่นไปหมดเมื่อนึกถึงท่าทางออดอ้อนของตัวเองเมื่อครู่
“ขอโทษจริงๆ ค่ะ!”
ไม่รอให้เขาได้พูดอะไรต่อ ร่างเล็กก็รีบดีดตัวลงจากเตียงแล้ววิ่งแน่บเข้าห้องน้ำไปทันที เสียงปิดประตูดังลั่นบอกถึงความอับอายสุดขีดของคนข้างใน
คิรินมองตามบานประตูที่ปิดสนิทนั้นก่อนจะหลุดหัวเราะในลำคอออกมาเบาๆ เขาขยับแขนที่ยังคงมีไออุ่นของเธอหลงเหลืออยู่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่