หนึ่งเดือนผ่านไป
ชีวิตในคฤหาสน์หลังใหญ่เริ่มมีสีสันขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ขนมคุ้นชินกับจังหวะชีวิตของเจ้าของบ้านมากขึ้น เธอเริ่มจับทางได้ว่าคิรินไม่ใช่คนขี้โมโหพร่ำเพรื่อ แต่ออกจะเป็นพวกปากหนักและแสดงออกผ่านการขมวดคิ้วเสียมากกว่า ความกลัวที่เคยมีจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความกล้าที่จะพูดเล่นหรือชวนคุยในเรื่องทั่วไป
บ่ายวันนั้น คิรินนั่งพักผ่อนอยู่ที่โซฟากลางห้องนั่งเล่นอันเป็นภาพที่หาได้ยากยิ่ง เขามักจะหมกตัวอยู่ในห้องทำงานชั้นสามหรือไม่ก็ออกไปคุมคลับ แต่วันนี้เขากลับนั่งนิ่งจิบกาแฟ สายตาคมกริบทอดมองผ่านกระจกบานใหญ่ไปยังหน้าบ้าน
ไม่นานนัก รถตู้ของที่บ้านก็แล่นเข้ามาจอด ขนมก้าวลงมาในชุดนักศึกษากระโปรงพลีทที่ดูเรียบร้อยแต่ก็น่ารักสมวัย เธอเดินยิ้มร่าเข้ามาในโถงบ้าน ทักทายแม่บ้านและลูกน้องของคิรินด้วยท่าทางร่าเริงเหมือนทุกวัน
“สวัสดีค่ะพี่เคน วันนี้ขนมซื้อขนมมาฝากด้วยนะ” เคนยิ้มรับด้วยความเอ็นดู ท่าทางเหล่านั้นอยู่ในสายตาของคนที่นั่งอยู่ที่โซฟาทั้งหมด ขนมเดินตรงเข้ามาในห้องนั่งเล่น เตรียมจะยกมือไหว้ทักทายเจ้าของบ้านเหมือนอย่างที่ทำเป็นกิจวัตร แต่แล้วเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ในกระเป๋าก็แผดดังขึ้นเสียก่อน
เธอหยิบมันขึ้นมาดูหน้าจอแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม จนคิรินที่มองอยู่ต้องหรี่ตาลง ก่อนที่ใบหน้าคมจะยิ่งยับยุ่งเมื่อพบว่าขนมไม่ได้กดตัดสาย แต่เธอกลับเลือกที่จะพยักหน้าให้คิรินเป็นการทักทายแทนการเอ่ยปาก ก่อนจะกดรับสายทันที
“ว่าไงภู...ถึงบ้านหรือยัง” น้ำเสียงสดใสที่เอ่ยชื่อที่คล้ายผู้ชายออกมาเต็มคำทำให้มือที่ถือแก้วกาแฟของคิรินชะงักกึก เขาแสร้งทำเป็นสนใจแท็บเล็ตในมือ แต่หูกลับคอยเงี่ยฟังบทสนทนาที่ดูสนิทสนมเกินกว่าเพื่อนร่วมห้องเรียนทั่วไป
“อื้อ วันนี้ติวเข้าใจมากเลย ขอบใจนะที่ช่วยอธิบายตรงนั้น...พรุ่งนี้เจอกันที่เดิมนะ อย่ามาสายล่ะ”
ขนมหัวเราะเบาๆ พลางเดินวนไปมาในห้องนั่งเล่นโดยไม่ทันสังเกตเห็นรังสีความไม่พอใจที่เริ่มแผ่ออกมาจากร่างสูงที่นั่งอยู่บนโซฟา คิรินวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปึก’ อย่างจงใจเพื่อให้เธอรู้ตัว แต่เด็กสาวที่กำลังคุยโทรศัพท์อย่างสนุกสนานกลับไม่นำพา
เธอเดินผ่านหน้าเขาไปมา คุยเรื่องนัดหมายวันพรุ่งนี้และเรื่องขำขันในมหาวิทยาลัยอย่างลื่นไหล ใบหน้าที่มีเลือดฝาดนั่นดูมีความสุขเสียจนคนมองรู้สึกหงุดหงิดพล่านอยู่ในอก
คิรินจ้องมองตามแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไปทางห้องครัว ความรู้สึกหวงแปลกๆ ที่ไม่มีที่มาที่ไปเริ่มโจมตีเขาอีกครั้ง เขาไม่ชอบที่เธอคุยกับคนอื่นด้วยน้ำเสียงแบบนั้น ไม่ชอบที่เธอพยักหน้าทักทายเขาแค่ส่งๆ เพียงเพราะติดสายผู้ชายคนอื่น
“เคน” คิรินเรียกลูกน้องคนสนิทด้วยเสียงต่ำ
“ครับนาย”
“เดี๋ยวนี้ขนมมีเพื่อนผู้ชายมาส่งที่คณะบ่อยหรือเปล่า”
เคนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตามจริง
“เห็นว่ามีเพื่อนสนิทในกลุ่มคนหนึ่งครับนาย ชื่อคุณภูวินทร์ เห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ เพราะเรียนเซกชันเดียวกันครับ”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้คิรินใจเย็นลง ตรงกันข้ามเขากลับขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิมจนหัวคิ้วแทบชนกัน เขาจ้องมองโทรศัพท์ในมือขนมที่เธอเพิ่งจะวางสายไปพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนที่เธอจะหันมาเห็นเขานั่งจ้องอยู่
“อาคิริน...เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมทำหน้าดุจัง” (เขายอมให้เธอเรียกอาแล้ว แม้จะไม่ได้เต็มใจนักก็ตาม)
ขนมถามพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ แต่คิรินกลับลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขาปรายสายตามองเธอด้วยแววตาเย็นชาที่แฝงความขุ่นมัวไว้ชัดเจน ก่อนจะเดินกระแทกไหล่เธอออกไปจากห้องนั่งเล่น ทิ้งให้ขนมยืนงงอยู่คนเดียวว่าเธอไปทำอะไรให้เขาโกรธขึ้นมาอีก
หลังจากเดินแยกจากขนมออกมาด้วยอารมณ์กรุ่น คิรินก็ตรงดิ่งออกจากบ้านไปที่คลับหรูของตัวเองทันที ความหงุดหงิดที่ไร้คำอธิบายยังคงรบกวนจิตใจเขาไม่เลิก ภาพรอยยิ้มสดใสที่เธอมีให้ไอ้ผู้ชายในโทรศัพท์มันคอยแต่จะแล่นเข้ามาในหัว เขาเลือกนั่งลงที่บาร์วีไอพีมุมที่มืดที่สุด สั่งบาร์เทนเดอร์ให้รินบรั่นดีรสเข้มมาเรื่อย ๆ แก้วแล้วแก้วเล่า ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ไหลลงคอไม่ได้ช่วยให้ใจสงบ แต่มันกลับไปปลุกสัญชาตญาณดิบของเขาให้พลุ่งพล่านหนักกว่าเดิม
สุดท้ายแล้วแผนที่อยากเมาแอ๋ข้างนอกก็ต้องพับเก็บไป เขากลับมาถึงคฤหาสน์ในช่วงดึกสงัด สติพร่าเลือนด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ คิรินก้าวเท้าเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้ลมหายใจเขาสะดุด
ขนมอยู่ในห้องนอนของเขา เธอสวมชุดนอนเดรสสั้นสายเดี่ยวผ้าลื่นสีอ่อนที่ขับผิวขาวจัดให้ดูนวลตาภายใต้แสงโคมไฟสลัว เด็กสาวกำลังก้มหน้าก้มตาจัดวางขวดไม้หอมบนโต๊ะหัวเตียงหวังจะง้อเจ้าของห้อง โดยไม่รู้เลยว่าการก้มต่ำทำให้ชายกระโปรงรั้งขึ้นจนเห็นปลีขาเรียวและส่วนเว้าโค้งของบั้นท้ายขาวกลมกลึงอย่างหมิ่นเหม่
กลิ่นเหล้าเข้มข้นที่อบอวลมากับร่างกายสูงใหญ่ทำเอาขนมชะงัก เธอหันกลับมามองหวังจะเอ่ยปากทักทาย แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก ร่างทั้งร่างก็ถูกวงแขนแกร่งรวบเข้าที่เอวคอดจนแผ่นหลังบางปะทะเข้ากับอกกว้าง
“อาคิริน...อื้อ!” คำประท้วงถูกกลืนหายไปเมื่อคิรินกระชากร่างเธอให้หันมาเผชิญหน้าก่อนจะบดริมฝีปากลงมาอย่างดุดัน รสขมปร่าของบรั่นดีซึมลึกเข้ามาในโพรงปาก ลิ้นร้อนตักตวงความหวานอย่างหิวกระหาย
เขาเหวี่ยงเธอลงบนเตียงกว้างอย่างไม่เบามือนัก ก่อนจะตามขึ้นมาทาบทับ มือปลดชุดนอนสายเดี่ยวหลุดเลื่อนลงมากองที่ต้นแขน คิรินไม่รอช้าที่จะซุกไซร้ซอกคอขาว มือหนาขยำเค้นเต้าทรวงอวบอิ่มผ่านเนื้อผ้าบางเบาอย่างหนักหน่วงจนมันล้นทะลักออกตามร่องนิ้ว
"อาคิริน ขนมเจ็บ...พอก่อน..." เธอครางประท้วงเสียงสั่น แต่คิรินไม่คิดจะฟัง
คิรินผละริมฝีปากออกมาจ้องมองใบหน้าหวานที่แดงซ่านด้วยสายตาปรือปรอย ก่อนจะเลื่อนมือลงไปเบื้องล่าง นิ้วเรียวยาวสอดแทรกผ่านแพนตี้ตัวจิ๋วเข้าไปสัมผัสกับกึ่งกลางกายที่เริ่มชื้นแฉะ เขาหยอกล้อกับเม็ดเสียวสีหวานอย่างช่ำชอง บดขยี้เน้นย้ำจนร่างเล็กแอ่นโค้งสะท้านตามจังหวะนิ้ว
"อาคิริน...ไม่...อ๊ะ!" เขาไม่ปล่อยให้เธอได้พักหายใจ คิรินจัดการปลดเสื้อผ้าที่เกะกะออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจ่อแกนกายร้อนผ่าวที่ขยายใหญ่จนปวดหนึบเข้ากับช่องทางคับแคบ เขาเลือกที่จะกระแทกกายเข้าไปในคราวเดียวจนสุดความยาว ทำเอาคนใต้ร่างเบิกตากว้าง สองมือเล็กจิกเกร็งลงบนบ่ากว้างเพื่อระบายความรู้สึกเจ็บปนจุก
“แน่นชะมัด” คิรินสบถเสียงเบา ก่อนจะเริ่มขยับกายเป็นจังหวะหนักสลับเร็ว เขาแทรกกายเข้าออกจากช่องทางเปียกชุ่มอย่างไม่ปราณี เสียงเนื้อกระทบกันดังถี่ระรัวไปทั่วห้อง ขนมโยกคลอนไปตามแรงอารมณ์ดุดันที่เขามอบให้
ความเจ็บปวดในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความซ่านสยิวจนสมองขาวโพลน เธอกอดคอเขาแน่น ปล่อยให้ชายหนุ่มตักตวงความเสียวซ่านจากร่างกายเธอไปตามใจชอบ
“ทีหลัง อย่าเมินฉันแบบนั้นอีก” คำพูดเอาแต่ใจนั้นมาพร้อมกับการโหมกระแทกครั้งสุดท้ายที่รุนแรงจนขนมหวีดร้องออกมาสั้นๆ ก่อนจะแตะถึงขอบสวรรค์พร้อมกับแรงอัดของเหลวอุ่นร้อนที่พุ่งทะลักเข้าสู่ภายในกายเธอจนล้นออกมาเต็มต้นขา เมื่อเสร็จสมแล้ว คิรินก็ซบหน้าลงกับซอกคอหอม กระชับร่างนุ่มนิ่มให้แน่นกว่าเดิมพลางหอบหายใจแรง ทิ้งน้ำหนักตัวลงมาทั้งหมดโดยไม่คิดจะถอนตัวตนออกเสียด้วยซ้ำ