ตอนที่5ธุรกิจ

2377 Words
“สวัสดีจ้ะตาเทมส์ น้าคงไม่ได้โทรมากวนเทมส์ใช่มั้ย” คุณวาสนาร้อนใจจะแย่เมื่อเห็นข่าวแฟนของลูกสาวกับผู้หญิงคนอื่น แค่มีเมียคนเดียวก็ยุ่งยากพอแล้วนี่ยังมีผู้หญิงคนใหม่อีกแล้วเมื่อไหร่ลูกสาวของเธอจะได้แต่งงานกับเขากันล่ะ ตอนนี้ก็อดทนรอมาเป็นปีแล้วเหลืออีกแค่หนึ่งปีกฤติธีก็จะหย่ากับภรรยาแล้ว “ไม่ครับ ว่าแต่คุณน้ามีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” “พอดีน้าเห็นข่าวของเทมส์กับผู้หญิงคนนั้นแล้วน้าก็ไม่สบายใจน่ะ ถ้าเซย่ารู้คงจะเสียใจมากเพราะน้องอดทนรอเทมส์มานานแล้วต้องมาเสียใจเมื่อเห็นข่าวของคนรักกับผู้หญิงอื่นอีก น้าทนเห็นเซย่าเสียใจอีกครั้งใม่ได้แล้วนะเทมส์” วาสนาต่อว่ากฤติธีเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้แต่ความจริงเธอโกรธกฤติธีมากกว่าแต่ไม่กล้าต่อว่าแรง “คุณน้าคิดมากไปแล้วครับ เรื่องข่าวของผมกับคุณรุจียานั้นไม่มีอะไร ผมกำลังสืบต้นตอและแก้ข่าวครับ” ทุกครั้งที่เขามีข่าวกับผู้หญิงแม้แต่กับภรรยาเวลาออกงานสื่อก็ประโคมข่าวเพราะต้องการขายข่าวแล้วแม่ของแฟนสาวก็จะโทรมาต่อว่าต่อขานเขาแทนลูกสาวและอีกไม่นานทิชาภรณ์ก็รู้และจะโทรมาร้องห่มร้องไห้กับเขา บทที่ 2 เป็นข่าวรายวัน “จะไม่ให้น้าคิดมากได้ยังไงกันคะ เซย่ามาก่อนเมียของเทมส์แท้ๆแต่กลับเป็นได้แค่ตัวสำรอง ถ้าอยู่เมืองไทยก็คงมีข่าวเสียหายทุกวันถ้าและลูกของน้าไม่รักเทมส์ก็คงไม่ต้องไปอยู่ไกลบ้านไกลพ่อแม่แบบนี้หรอก ฮือๆๆ..” วาสนาพูดแล้วบีบน้ำตาร้องไห้กดดันกฤติธีให้รับผิดชอบลูกสาวของตัวเองและไม่อยากรออีกเพราะการเงินของเธอฝืดเคืองมากและหนี้สินก็บีบรัดอีกจะรับไม่ไหวอยู่แล้ว “เอ่อ คุณน้าครับ เรื่องนี้ผมคุยกับเซย่าแล้วเราเข้าใจกันดีนะครับ และผมก็ไม่เคยทอดทิ้งเซย่าผมดูแลเธอทุกอย่างตามที่ผมได้พูดไว้และอีกไม่นานผมก็จะเป็นอิสระและเมื่อนั้นผมจะจัดการทุกอย่างให้ถูกต้องครับ” เขาจะจัดการแน่ แต่จะจัดยังไงกับทิชาภรณ์ ถึงไม่ได้รักเธอแต่เขาเลือกเธอเป็นคู่ครองแล้วสิ่งที่เธอทำเขารับไม่ได้และที่ยังซัพพอร์ตเธอก็เพราะได้พูดเอาไว้ว่าและรอครบสองปีเมื่อไหร่เขาจะจัดการเรื่องของเขากับเธอ “น้าดีใจที่ได้ยินเทมส์พูดแบบนี้ แล้วเรื่องข่าวของเทมส์ยังไงก็หาคำอธิบายให้เซย่าเข้าใจด้วยนะ น้าเป็นห่วงลูกไม่รู้ว่าคิดไปถึงไหนแล้วป่านนี้คงจะนอนร้องไห้อีกตามเคย” วาสนาพูดไปร้องไห้กระซิกๆและรอให้กฤติธีเสนอตั๋วเครื่องบินและเงินให้เธอไปเยี่ยมลูกสาวที่ฝรั่งเศสเหมือนที่ผ่านมา “ได้ครับ ผมจะคุยกับเซย่าเองครับ งั้นแค่นี้ก่อนนะครับ ผมจะไปจัดการเรื่องข่าวก่อนครับ สวัสดีครับคุณน้า” ชายหนุ่มพูดจบก็วางสายไม่รอให้อีกฝ่ายตอบและรู้ว่าแม่ของแฟนสาวร้องห่มร้องไห้กับเขาต้องการอะไร “เทมส์ ตาเทมส์เดี๋ยวสิลูก บ้าจริงๆๆ..” วาสนาเรียกว่าที่ลูกเขาเสียงดังและกฤติธีไม่ได้ยินเพราะเขาปิดโทรศัพท์โดยที่เธอยังไม่ได้พูดอะไรต่อก็คงต้องให้ลูกสาวช่วยพูดไห้ บริษัทมันตราคีรี กรุงเทพฯ ต้อนรับนายครรชิตเจ้าของบริษัทไทยสมาร์ทคลับ เทเลวิชชั่น บริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการสื่อสารมวลชนของเมืองไทยที่มีสื่ออยู่ในมือและเจ้าของคือนักธุรกิจชื่อดังของเมืองไทยและกำลังจะล้มละลายเพราะเล่นหุ้นที่เป็นการพนันอีกชนิดหนึ่งที่สามารถทำให้คนหมดตัวได้หากไม่มีเงินสำรองมากพอและเพราะความโลภมากและครรชิตก็เป็นอีกคนที่ทำพลาดทำให้เขาไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมรีสอร์ทที่มีอยู่ทั่วประเทศร่ำรวยหมื่นล้านคิดว่าน่าจะช่วยเขาได้เพราะเงินแค่พันกว่าล้าน “ฉันบอกแกแล้วนะชิตว่าการเล่นหุ้นมันต้องมีสติไม่ใช่ว่าขาดทุนแล้วก็อยากไปคืนถ้ารู้ว่าไม่ไหวแกไม่ควรลงไปเยอะขนาดนั้นนะ” อติพลพูดกับเพื่อนและไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ช่วยแต่จำนวนเงินมันเยอะเขาต้องปรึกษากับภรรยาและลูกชายกับลูกสะใภ้และเขมรินเพื่อนอีกคนหนึ่งก่อนจะช่วยเหลือ “ตอนนี้ฉันไม่มีทางเลือกแล้วนะอาร์ท ถ้าแกไม่ช่วยธุรกิจของฉันพังป่นปี้แน่ๆ ฉันไม่อยากให้ทุกคนเดือดร้อนเพราะฉัน” เขาพลาดไปแล้วที่เชื่อคำยุยงของเพื่อนในวงการเทรดหุ้นและทนงตัวเองว่ามีเงินเยอะไม่มีวันหมดแต่สุดท้ายเขาก็ทำมันพังและต้องรักษาธุรกิจไว้ไม่งั้นพนักงานตกงานกันทั้งหมดบริษัท “ฉันขอปรึกษาครอบครัวก่อนนะชิต เงินมันเยอะฉันไม่สามารถตัดสินใจคนเดียวได้” หากเขาช่วยก็กลัวเพื่อนจะว่าเขาอยากได้บริษัท “ก็ได้ แต่ขอคำตอบเร็วหน่อยนะ ฉันเดือนร้อนจริงๆ” “ถ้าฉันช่วยแกมันต้องมีอะไรมาการันตีด้วยนะชิต แกก็รู้ว่าเงินมันเยอะและถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันมีแต่เสียกับเสีย” อติพลทำความเข้าใจกับเพื่อนทั้งที่ไม่อยากทำแบบนี้แต่เงินจำนวนมากเกินไปจะให้ยืมเฉยๆก็คิดว่าไม่มีทางได้คืนง่ายหากเงินแค่สิบล้านยี่สิบล้านเขาให้เพื่อนเลยได้ “แกไม่ต้องห่วงหรอกอาร์ท ฉันจะเอาบริษัทมาค้ำประกันและฉันรู้ตัวว่าไม่สามารถกู้สถานการณ์ของบริษัทกลับมาได้ฉันจะยกให้แกช่วยบริหารต่อ” เขารู้ว่าตอนนี้เขาไม่ไหวแน่เพราะไม่มีกระจิตกระใจจะทำงานเพราะปัญหาหนี้สินรุมเร้ากว่าแปดร้อยล้านที่เขาดึงเงินสำรองของบริษัทมาใช้และมันหายไปกับการเล่นหุ้นแล้วเขาไม่สามารถนำมาคืนได้ “ฉันเข้าใจ ว่าแต่เรื่องนี้มีใครรู้บ้างล่ะชิต” “มีแค่ภรรยากับลูกชายลูกสาวของฉันเท่านั้น ส่วนหุ้นส่วนยังไม่มีใครรู้และฉันต้องหาไปคืนให้ได้ก่อนที่เรื่องมันจะแดง” ครรชิตตอบเพื่อนที่เขามาขอความช่วยเหลือเป็นคนแรกและยังมีเขมรินอีกคนที่สามารช่วยเขาได้เพราะทั้งสองมีฐานะร่ำรวย “งั้นแกพาลูกเมียมาคุยกับฉันและนายเข้มละกัน จะได้ช่วยกันแก้ปัญหานี้ด้วยกัน หากทำอะไรไปตอนนี้ลูกเมียแกไม่รู้เรื่องแล้วมันจะมีปัญหากันภายหลัง และแกก็รู้ว่าธุรกิจคือธุรกิจ เพื่อนก็คือเพื่อนต้องแยกแยะจากกันด้วย” “ฉันเข้าใจ ถึงได้แบกหน้ามาขอความช่วยเหลือแกกับนายเข้ม งั้นพรุ่งนี้ฉันจะพาลูกเมียมาพบแกกับนายเข้มนะ แกช่วยนัดให้ด้วยละกัน” ครรชิตพูดกับเพื่อนแล้วคอตกเพราะเขาพลาดไปจริงๆจนทำให้ครอบครัวเดือดร้อนและเขาไว้ใจอติพลกับเขมริน “ได้ๆ ฉันจะจัดการให้” “ขอบใจแกมากนะอาร์ท ฉันจะกลับไปรอฟังคำตอบของแกนะ” ครรชิตบอกเพื่อนก่อนจะขอตัวกลับบ้านอย่างน้อยอติพลก็รับปากเขาแล้ว อติพลมองตามหลังเพื่อนแล้วถอนหายใจและไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วยแต่เขาเคยช่วยและเตือนครรชิตหลายครั้งว่าอย่าไปเล่นหุ้นเอาเป็นเอาตายขนาดนั้นแต่ครรชิตไม่เชื่อสุดท้ายก็ทำเอาหมดตัวหากเขาช่วยและเพื่อนเอาบริษัทมาค้ำประกันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเหมือนกับเอามาขายให้เขาเพราะเงินที่ครรชิตต้องการมากกว่วพันล้านบาทแต่จะให้เขาร่วมหุ้นมันก็คงเป็นไปไม่ได้เพราะเงินพันล้านเขาสามารถสร้างบริษัทสื่อสารออนไลน์หรือสร้างช่องทีวีของตัวเองได้แต่ต้องปรึกษากันก่อนจึงโทรหาเขมริน “กริ้งงงๆๆ..” “ว่าไงอาร์ท” เขมรินถามเพื่อนที่ทำงานด้วยกันมานานกว่าสามสิบปีหลังจากเขาแต่งงานกับงามเนตรภรรยาคนแรกที่หย่ากันไปตอนลูกสาวอายุแปดขวบเพราะเขาพลาดมีอะไรกับเลขาจนท้องจึงต้องรับผิดชอบและแอบว่อนไว้จนภรรยาจับได้จึงเลิกกันและหลังจากนั้นไม่กี่ปีงามเนตรก็เสียชีวิตด้วยโรคร้ายเขาจึงทำงานช่วยพ่อตาเพื่อลูกทั้งสองที่อยู่กับท่านและชดใช้ความผืดที่ทำร้ายภรรยาสุดที่รัก “พอดีมีเรื่องจะคุยกับนายน่ะ เย็นนี้ว่างมาเจอกันหน่อยมั้ย” "ได้สิ ว่าแต่แกจะไม่บอกฉันหน่อยเหรือว่ามีเรื่องอะไร" เขมรินถามเพื่อนที่จู่ๆก็โทรมานัด "เรื่องนายชิตมันน่ะ" "ได้ๆ งั้นเย็นนี้เจอกัน" เมื่อคุยกับเพื่อนจบแล้วก็วางสาย "คุณอาร์ทว่ายังไงคะคุณ" นารีกระจ่างถามสามีด้วยความอยากรู้ว่าคุยกันเรื่องอะไร "ไม่รู้เหมือนกัน งั้นเย็นนี้ผมไปกินข้าวกับคุณไม่ได้แล้วล่ะ" เขมรินบอกภรรยาแม้จะไม่ได้รักนารีกระจ่างแต่เขาพลาดไปพอหย่ากับภรรยาเขาก้รับผิดชอบเธอโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่ใครๆก็รู้ว่านารีกระจ่างเป็นภรรยาของเขาและเธอก็พยายามแสดงตัวอย่างออกหน้า "ได้ยังไงคะคุณเข้ม วันนี้ลูกของเรานัดแฟนมาแนะนำให้รู้จักนะคะ" นารีกระจ่างบอกสามีเพราะวันนี้ลูกสาวจะพาแฟนหนุ่มไฮโซมาแนะนำให้รู้จัก "เอาไว้วันหลังก็ได้นี่คุณนารี" เขานัดลูกสาวไว้ก็จริงแต่เรื่องของงานสำคัญกว่าและมันมีผลประโยชน์ต่อบริษัทของลูกสาวลูกชาย "คุณไม่เคยเห็นว่ายัยโรสเป็นลูกเลยนะคะ ทีลูกสาวทางโน้น.." "ผมบอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งก้าวก่ายน้องพั้นซ์น้องเพ้นท์ ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้หรอไงกัน" "แตะไม่ได้เลยนะคะ" กว่าเธอจะเป็นภรรยาของเขาอย่างออกหน้าออกตาได้ก็หลังจากภรรยาเก่าของเขาเสียชีวิตและเธอจะไม่ยอมเสียเขาไปและกว่าจะจับเขมรินได้มันไม่ง่ายเลย นารีกระจ่างไม่พอใจสามีพอพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องทำงานของเขาเพื่อไปลูกรอสาวที่ร้านเสริมสวยที่เขาเปิดให้เธอดูแลบริหารไม่ให้เธอกับลูกมายุ่งกับบริษัทของเมียเก่า เขมรินมองตามหลังผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของเขาหลังจากภรรยาเก่าของเขาเสียชีวิตแล้วถอนหายใจเพราะเขาทำตัวเองหากคืนนั้นเขาไปงานเลี้ยงแล้วไม่ดื่มจนเมาก็คงไม่เป็นแบบนี้แล้วจะไปโทษใครได้นอกจากโทษตัวเอง หลังจากอติพลปรึกษากับเขมรินแล้วทั้งสองตกลงใช้เงินส่วนตัวช่วยเหลือครรชิตแม้ว่าจะใช้เวลานนากว่าจะได้คืนแต่ทั้งสองก็เต็มใจช่วยเพื่อนและนัดมาคุยกันและทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร “ขอบคุณคุณอาร์ตกับคุณเข้มมากนะคะที่ช่วยครอบครัวของเราค่ะ” พิมพ์ผกาขอบคุณเพื่อนของสามีที่ช่วยเหลือให้บริษัทของครรชิตได้เดินหน้าต่อไป “แต่สัญญาแบบนี้ลุงอาร์ทกับลุงเข้มไม่เอาเปรียบกันไปหน่อยเหรอครับ” พงศกรว่าเพื่อนของพ่อด้วยความไม่พอใจถึงแม้พ่อของเขาจะเสนอให้เพื่อนคนได้คนหนึ่งมาช่วยบริหารต่อทั้งที่เขาก็ทำได้แต่ท่านกลับเลือกเพื่อนของตัวเอง “ไม่เอาน่าตากร เรื่องนี้พ่อเป็นคนเสนอเอง ถ้าลุงอาร์ทกับลุงเข้มไม่ช่วยบริษัทของเราคงล้มละลายไปแล้ว” ครรชิตปรามลูกชายที่ว่าเพื่อนของเขาทั้งที่อติพลกับเขมรินยื่นมือเข้ามาช่วยบริษัทของเขาไม่ให้ล้มละลาย “ช่วยกับเทคโอเวอร์แล้วมันต่างกันตรงไหนครับพ่อ” พวกเขามัดมือชกตอนที่พ่อของเขามีภาระหนี้สินนับพันล้านมาชุบมือเปิบฮุบบริษัทของพ่อ “งั้นแกมีปัญญาหาเงินพันล้านมั้ยล่ะ” ครรชิตถามลูกชายด้วยความหงุดหงิดเพราะทุกอย่างได้ตระเตรียมการไว้หมดแล้วเรียบร้อยแล้ว “ผมจะไปหาที่ไหนครับ และถ้าพ่อไม่เอาเงินบริษัทไปเล่นจนหมดตัวพวกเราก็ไม่เป็นแบบนี้หรอก เพราะพ่อคนเดียวที่ทำให้พวกเราลำบาก” พงษกรแผดเสียงใส่พ่อด้วยความโกรธเพราะเขากำลังจะขึ้นเป็นประธานบริษัทแต่พ่อทำพังหมดยังดีที่ยังเหลือบ้านซุกหัวนอนและคอนโดของเขาที่ซื้อเก็บไว้สามสี่แห่ง “ตากรอย่าก้าวร้าวลุงอาร์ทกับลุงเข้มสิลูก ฉันขอโทษแทนลูกด้วยนะนะคุณอาร์ทคุณเข้ม” พิมพ์ผกาปรามลูกชายที่พูดจาก้าวร้าวใส่เพื่อนสามีที่ยอมช่วยเหลือครอบครัวของเธอและทั้งสองก็ไม่ได้อยากได้บริษัทของสามีเหมือนที่ลูกชายคิด “ไม่เป็นไรคุณพิม นายกรคงเข้าใจผิดและผมเองก็วางมือเรื่องงานไปแล้วไม่เข้าไปยุ่งหรอกให้พวกคนหนุ่มคนสาวเขาจัดการบริหารกันดีกว่าครับ” เขมรินพูดกับภรรยาของครรชิตที่เข้าใจสถานการณ์และตั้งรับได้เป็นอย่างดีเหมือนกับลูกสาวที่นั่งฟังเงียบๆ “ถ้าแกจะวางมือก็ให้นายกรบริหารต่อละกันชิต” อติพลเสนอเพื่อนเพราะได้ลงนามในสัญญากันไปแล้วแต่ที่พูดคุยกันก็ฉันท์เพื่อน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD