บทที่ 3/1

1496 Words
ช่างสบายใจเสียจริง หลัวไป๋เย่ที่ได้เงินมาก็เดินออกจากหอด้วยใบหน้าที่เบิกบาน เงินห้าพันตำลึงพอให้นางใช้ไปจนตายหากนางไม่ฟุ่มเฟือย แต่ติดตรงที่นางเป็นบุตรสาวคนโตของจวนเสนาบดี เดือนหนึ่งก็ตกราว ๆ สองสามร้อยตำลึง นี่ยังไม่รวมต้องซื้อเครื่องประดับมาแทนของเก่าที่ขายไป ไหนจะน้องชายที่อายุเพียงเจ็ดปีของนางอีก ดีหน่อยที่ตอนนี้น้องชายของนางอยู่ที่สำนักศึกษา นางจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย แต่ทว่านางไม่อาจวางใจเรื่องเงินทองได้ เพราะตอนนี้ถังเจี่ยหมิงเป็นคนดูแลเรือนหลัง ไม่รู้ว่าส่งเงินทองไปให้น้องชายของนางใช้บ้างหรือไม่ ไหนจะค่าตำรา เสื้อผ้าก็ไม่รู้ว่าได้เตรียมไว้ให้หรือไม่ ไม่รู้ว่าเงินห้าพันตำลึงนี้จะใช้ได้นานหรือไม่ นางต้องหาเงินให้ได้มากกว่านี้ “คงต้องหาที่พักก่อน กลับไปสภาพนี้ไม่ดีแน่” สภาพของนางตอนนี้ดูไม่ค่อยดีนัก และตอนที่ออกจากหอกุ้ยโยวท้องฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้ว จึงตัดสินใจว่าจะนอนในเมืองอีกคืนก่อนจะเดินทางกลับอารามในวันพรุ่งนี้ หญิงสาวที่ได้เงินมาก็ใช้อย่างมือเติบ ซื้อเครื่องประดับมากมาย เสียเงินไปหลายร้อยตำลึงโดยไม่คิดเสียดายเลยแม้แต่น้อย ส่วนของอื่น ๆ ค่อยออกมาซื้อวันหลัง เพราะเดี๋ยวคนที่จวนจะสงสัยเอาได้ “คุณชายน้อยมาซื้อเครื่องประดับให้สตรีในดวงใจหรือ” หลงจู๊เมื่อเห็นคุณชายน้อยที่ท่าทางร่ำรวยก็เข้ามาต้อนรับทันที “ใช่ มีของแนะนำหรือไม่” นางเออออไปกับหลงจู๊ เดินเข้าไปดูเครื่องประดับตามที่อีกฝ่ายแนะนำ จึงได้เครื่องประดับติดไม้ติดมือมาอีกสองสามชิ้น การมีเงินมันดีอย่างนี้นี่เอง แล้วนางจะต้องทำอย่างไรจึงจะมีเงินใช้มากมายเช่นนี้ต่อไป หรือว่านางจะไปเกาะขาเจ้าของหอกุ้ยโยวดีนะ แต่เขาจะไม่ไล่ตะเพิดนางออกมาใช่หรือไม่ ก็นางไปขู่เอาเงินเขามาขนาดนั้น หากเป็นนางก็คงรู้สึกไม่พอใจอยู่หน่อย ๆ เช่นกัน ไม่ดี ๆ นางไม่เสี่ยงตายดีกว่า ประหยัดเอาหน่อย อย่างน้อยก็ยังได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและอยู่รอดปลอดภัย หลัวไป๋เย่ที่เดินเล่นไปมาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายขนมชื่อดังของเมืองหลวง เมื่อก่อนก่อนที่มารดาของนางจะจากไป นางก็ให้คนมาซื้อขนมที่นี่อยู่เป็นประจำ แต่หลังจากที่มารดาของนางจากไป เงินที่เคยใช้อย่างไม่ขาดมือก็ขัดสน จึงได้ใช้ชีวิตตามมีตามเกิด “หลงจู๊เอาขนมชื่อดังของร้านมาอย่างละสองชิ้น” หญิงสาวสั่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นานแล้วที่ไม่ได้กินขนมพวกนี้ นางจะกินให้หายอยากไปเลย “คุณชายรอสักครู่นะขอรับ” หลงจู๊หันไปสั่งพนักงานของร้านให้จัดของตามที่ลูกค้าต้องการ หญิงสาวกลับออกมาจากร้านพร้อมกับขนมที่ต้องการ ก่อนจะไปจ้างรถม้าให้ไปส่งที่อารามเพื่อรอให้รถม้าที่จวนมารับ “คุณหนูมาได้เสียทีนะเจ้าคะ” หลิงหลิงที่เห็นเจ้านางเดินเข้ามาหาก็เอ่ยด้วยสีหน้าบึ้งตึง ทิ้งนางไปเที่ยวคนเดียวยังจะมีหน้าเดินหน้าระรื่นมาหานางอีก “หลิงหลิงน้อย อย่าน้อยใจไปเลย ข้ามีขนมร้านดังมาให้เจ้าด้วยนะ” หญิงสาวชูกล่องขนมที่ซื้อมาให้เพื่อเป็นการเอาใจสาวใช้คนสนิท ตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียงหลิงหลิงเท่านั้นที่อยู่เคียงข้างนางเสมอมา นางสาบานเลยว่าจะดูแลสาวใช้ผู้นี้ให้ดี “คุณหนูพูดจริงหรือ แล้วเอาเงินจากที่ใดไปซื้อหรือเจ้าคะ” ตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณหนูของนางต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด จะซื้อขนมที่แพงแสนแพงเช่นนี้มาได้อย่างไร “ข้าออกไปหาช่องทางทำมาหากินนะสิ” นางก็ออกไปหาช่องทางทำมาหากินจริง ๆ แต่ที่มาของเงินนั้นคงไม่สามารถบอกได้ “จริงหรือเจ้าคะ” หลิงหลิงถามอย่างไม่ค่อยจะเชื่อ ที่ผ่านมาแม้เจ้านายของนางจะใช้ชีวิตอย่างอยากลำบาก แต่ก็ไม่เคยคิดออกไปหาเงินด้วยตนเอง ไม่แม้แต่จะขอความช่วยเหลือจากตระกูลฟาง “ใช่น่ะสิ ต่อไปพวกเราจะไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างอยากลำบากแล้ว อยากกินอะไรก็กิน อยากซื้ออะไรก็ซื้อ” สีหน้าของหลัวไป๋เย่ยามที่เอ่ยออกมานั่นดูมั่นอกมั่นใจอย่างมาก ทว่าความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย นางก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถทำได้เช่นที่พูดได้หรือไม่ “เช่นนั้นก็ดีสิเจ้าคะ” หลิงหลิงยิ้มร่าเพราะที่ผ่านมาพวกนางสองนายบ่าวใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากจริง ๆ “เช่นนั้นพวกเราก็ไปกินขนมกันเถิด” สองนายบ่าวเดินจูงมือกันไปที่ห้อง โดยไม่รู้เลยว่ามีคนจับตามองตนเองอยู่ ตงหยางที่ได้รับหน้าที่ติดตามหลัวไป๋เย่ก็กลับมารายงานเจ้านายหลังจากที่อีกฝ่ายกลับเข้าไปในห้องแล้ว จากที่เขาตามดูนางมาเกือบสองวันก็เห็นว่านางใช้ชีวิตอย่างสุขกายสบายใจ ไม่ได้เคร่งเครียดกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเลย ทั้งที่เรื่องนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับสตรี “ข้าว่านางดูมีความสุขมากเลยนะขอรับ” เขาแสดงความคิดเห็นของตนเอง โดยไม่ได้ดูเลยว่าสีหน้าของเจ้านายนั้นหน้าดำคร่ำเครียดมากเพียงใด “เจ้าออกไปเถิด” จางเข่อซินเอ่ยเสียงเข้ม พร้อมกับหลุบตามองถ้วยชาที่ถือเอาไว้ในมือเพื่อซ่อนประกายบางอย่างในแววตา “หึ มีความสุขหรือ” เท่าที่ฟังนางดูจะสบายใจมาก ไม่กังวลกับเรื่องที่เสียความบริสุทธิ์ให้เขาเลยแม้แต่น้อย นางต้องร้องห่มร้องไห้ขอร้องให้เขารับผิดชอบมิใช่หรือ แล้วเหตุใดนางจึงดูสบายใจเช่นนั้น ทว่ากลายเป็นเขาเองที่คอยคิดถึงแต่เรื่องของนาง ยามหลับตาก็เอาแต่คิดถึงใบหน้าของนางยามที่อยู่ใต้ร่างของเขา มันช่างเย้ายวนเร้าอารมณ์ของเขาได้ดียิ่งนัก ที่ผ่านมาไม่เคยมีสตรีคนใดทำให้เขาเป็นเช่นนี้มาก่อน “หลิงหลิงเจ้ามานี่หน่อย” หลัวไป๋เย่เรียกสาวใช้เสียงใส ตอนนี้ร่างกายของนางเริ่มดีขึ้นมากแล้ว สามารถนั่งรถม้าไกล ๆ ได้แล้วจึงอยากไปหาน้องชายที่สำนักศึกษา “มีอันใดหรือเจ้าคะคุณหนู” “เจ้าไปแจ้งท่านพ่อ ข้าอยากไปเยี่ยมเฉินเอ๋อร์ที่สำนักศึกษา” ตอนนี้บิดาของนางอยู่ที่จวน นางเชื่อว่าเขาจะต้องให้นางไปพบน้องชายแน่นอน และก็เป็นไปตามที่นางคาดเอาไว้ บิดายอมให้นางไปหาน้องชาย พร้อมกับมอบเงินและจะจัดเตรียมองครักษ์เอาไว้ให้ “เจ้าไปเตรียมตัว เราจะออกไปซื้อผ้าตัดชุดให้เฉินเอ๋อร์” เดินทางไปสำนักศึกษาต้องให้เวลาเกือบหนึ่งวัน ยามที่ไปเยี่ยมเยียนญาติที่สำนักศึกษาจึงจะพักอยู่ที่นั่นสองสามวัน แต่ไปครั้งนี้นางกะว่าจะไปอยู่สักเจ็ดวัน นางอยากวัดตัวแล้วค่อยตัดชุดให้น้องชายด้วยตนเอง เพราะไม่รู้ว่าเขาจะโตขึ้นมากเพียงใด สองนายบ่าวออกจากจวนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางสามารถใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายได้ “คุณหนูผ้าสีนี้เหมาะกับท่านยิ่งนัก” หลิงหลิงหยิบผ้าสีชมพูขึ้นมาทาบกับมือของเจ้านาย “พวกเรามาหาซื้อผ้าให้เฉินเอ๋อร์ มิได้มาซื้อให้ตนเอง” หลัวไป๋เย่ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ ให้สาวใช้ วันนี้นางตั้งใจมาดูของให้น้องชาย ไม่ได้มาซื้อของให้ตนเอง “คุณหนูก็จำเป็นต้องมีชุดสวย ๆ นะเจ้าคะ” เมื่อก่อนชุดที่ฮูหยินใหญ่ส่งมาให้ล้วนมีแต่ชุดที่ใช้การไม่ได้ ยามที่ไปงานเลี้ยงล้วนถูกผู้คนหัวเราะเยาะตลอด “เรื่องนี้เอาไว้วันหลัง วันนี้เราต้องเตรียมของให้เฉินเอ๋อร์ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องซื้อ” แม้ที่หน้าสำนักศึกษาจะมีทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่นางก็ยังไม่วางใจอยู่ดี นางจะต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม “เจ้าค่ะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD