ความจริงที่โหดร้าย
“เฮ้อออ” หลัวไป๋เย่ถอนหายใจออกมารอบที่ร้อย โชคชะตาช่างเล่นตลกกับชีวิตของนางยิ่งนัก ขนาดตายไปแล้วยังให้นางกลับมามีชีวิตอีกรอบ การได้มีชีวิตเป็นเรื่องที่ดี แต่มิใช่ต้องมาอยู่ในร่างสตรีที่สุดแสนอาภัพเช่นนี้
สตรีผู้นี้มีชื่อแซ่เหมือนกับนาง หลัวไป๋เย่ บุตรสาวคนโตของตระกูล บิดามีตำแหน่งเป็นถึงเสนาบดีกรมขุนนาง มารดาคือบุตรีเพียงคนเดียวของอดีตมหาเสนาบดี มีท่านลุงเป็นถึงเสนาบดีกรมคลัง ฟังดูแล้วเหมือนชีวิตของนางดีจนหลาย ๆ คนอิจฉา
เมื่อก่อนเป็นเช่นนั้น หากมิใช่ว่าเมื่อสองปีก่อนมารดาของนางสิ้นบุญ แล้วในเวลาต่อมาบิดาของนางรับภรรยาคนใหม่เข้ามาในจวน พร้อมกับบุตรสาวที่อายุห่างจากนางไม่ถึงสองปีเข้ามา ตอนนั้นหญิงสาวโกรธมากที่บิดาทำเช่นนั้น จึงได้หาทางกลั่นแกล้งสองแม่ลูกอยู่เป็นประจำ
ทว่าขิงอ่อนที่ไม่มีมารดาคอยช่วยเหลือหรือจะสู้ขิงแก่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน แต่เพราะความร้ายกาจและเอาแต่ใจจึงทำให้ทั้งสองผลัดกันแพ้ชนะอยู่ตลอด แต่ครั้งล่าสุดที่ทำให้เจ้าของร่างสิ้นใจก็เพราะนางเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ จึงได้โดนลงโทษจนตายเช่นนี้
“หลิงหลิงเจ้ามาแล้วหรือ” หลัวไป๋เย่ที่นอนหลับตาพริ้มที่ศาลาริมน้ำพูดขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในศาลา นางให้สาวใช้ส่วนตัวออกไปนำขนมว่างกับน้ำชามาให้
“พี่หญิงดูมีความสุขยิ่งนักนะเจ้าคะ” หลัวซูอิงยกยิ้มพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน มองคนที่นอนอยู่ด้วยสายตายากจะคาดเดา สตรีผู้นี้ขัดขวางนางไปเสียทุกเรื่อง หากไม่มีอีกฝ่ายชีวิตของนางคงจะดีกว่านี้
“เจ้าเข้ามาทำไม” ทันทีที่ได้ยินเสียงของคนที่เกลียดขี้หน้าหลัวไป๋เย่ก็ลืมตาขึ้นช้า ๆ รู้ว่านางเกลียดยังมาให้นางเห็นหน้าอยู่อีก
“ก็เห็นพี่หญิงอยู่จวนเบื่อ ๆ จึงอยากมาสนทนาด้วยก็เท่านั้นเอง” พูดจบก็เดินลงไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกลคนนอนอยู่ หากถามว่านางเกลียดผู้ใดที่สุด ก็คงจะเป็นสตรีตรงหน้าของนางตอนนี้ อีกฝ่ายเกิดมาเพื่อแย่งทุกอย่างไปจากนาง
หากไม่เพราะฟางเฟยหรู มารดาของนางก็คงจะได้เป็นภรรยาเอกไปนานแล้ว มิต้องใช้ชีวิตด้วยความอัปยศมาสิบกว่าปี ต้องตกเป็นบุตรนอกสมรส ทั้ง ๆ ที่มารดาของนางเป็นคนมาก่อนแท้ ๆ แต่เพราะอีกฝ่ายใช้อำนาจขู่เข็ญทำให้ต้องแต่งหญิงสกุลฟางด้วยความไม่เต็มใจ
“หึ ที่นี่ไม่มีผู้ใดอยู่ เจ้าไม่ต้องมาแสร้งเป็นพี่น้องรักใคร่กับข้าหรอก” ต่างก็รู้ว่าเป็นการเสแสร้งใส่กันทั้งนั้น มิจำเป็นต้องมาตีสองหน้าใส่กันเช่นนี้ “เจ้าเกลียดข้า ข้าเกลียดเจ้า หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมาวุ่นวายกันอีก”
หลัวไป๋เย่บอกอย่างไม่ไว้หน้า นางไม่ใช่คนที่จะเสแสร้งทำดีกับคนที่เกลียด ไม่ชอบไม่อยากยุ่งเกี่ยว นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทั้งสองต้องการอันใดจากนางกันแน่ ต่างคนต่างอยู่มิได้หรือ
“พี่หญิงพูดเช่นนี้ได้อย่างไร พวกเราสองคนเป็นพี่น้องก็ต้องสนิทสนมกันอยู่แล้วมิใช่หรือ” หลัวซูอิงยังคงตีหน้าซื่อเป็นพี่น้องรักใคร่ ไม่สะทกสะท้านกับคำเมื่อครู่ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่สาว
เสแสร้งแล้วอย่างไร ไม่เสแสร้งแล้วอย่างไร ในเมื่อท้ายที่สุดความเสแสร้งของนางก็เอาชนะอีกฝ่ายได้ตลอด และวันนี้ก็จะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ความเสแสร้งของนางนี่แหละจะสร้างความเจ็บปวดให้หลัวไป๋เย่อีกครั้ง
“ขอโทษที ข้ามิได้อยากสนิทสนมกับเจ้า เจ้ามันก็แค่บุตรนอกสมรส หากมารดาของข้ายังอยู่ เจ้ายังจะมีที่ยืนในจวนนี้อีกหรือ” พูดจบหลัวไป๋เย่ก็ไม่ได้สนใจน้องสาวต่างมารดาอีก คนเช่นนี้อย่าไปยุ่งวุ่นวายมากชีวิตจะตกต่ำเอาได้ ที่ผ่านมานางไม่เคยเป็นฝ่ายหาเรื่องของแม่ลูกนั้นก่อน แต่ยามที่มีเรื่องกันก็ผลัดกันแพ้ชนะมาตลอด
นางมิใช่คนที่จะยอมให้ผู้ใดรังแกง่าย ๆ ทว่าไหนเลยจะสู้เล่ห์เหลี่ยมของสตรีวัยกลางคนได้ แม้จะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้อยู่บ่อย ๆ แต่นางก็สู้สุดความสามารถของนางเช่นกัน
หลัวซูอิงได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่กำมือด้วยความโกรธ นี่ถือเป็นปมเดียวที่ติดอยู่ในใจของนาง นางถูกตราหน้าว่าเป็นบุตรนอกสมรสมาหลายปี แม้มารดาจะได้แต่งเข้ามาเป็นภรรยาเอกอย่างถูกต้องแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถลบคำว่าบุตรนอกสมรสออกไปได้
“หึ อย่างไรมารดาของเจ้าก็แค่เมียน้อย ตอนนี้ได้เป็นภรรยาเอกแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ไม่สามารถลบคำว่าเมียน้อยที่แปะอยู่บนหน้าไปได้หรอก” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้ หลัวไป๋เย่ก็พูดขึ้นอีก นางรู้ดีว่าจุดอ่อนของสองแม่ลูกนี่คืออะไร คนที่ต้องทนอยู่กับคำว่าเมียน้อยและลูกนอกสมรสมานานหลายปี ย่อมเกลียดสองคำนี้มากที่สุด
“เจ้ากล้ามากที่เอ่ยเช่นนั้นกับข้า วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ารับโทษให้ได้” หลัวซูอิงลุกขึ้นชี้หน้าคนที่นอนอยู่ด้วยความโมโห กล้าดีอย่างไรมาด่ามารดาของนางเช่นนี้ คอยดูเถิดหากวันนี้นางทำให้หลัวไป๋เย่ถูกลงโทษไม่ได้ ก็อย่ามาเรียกนางว่าหลัวซูอิงเลย
“เหตุใดข้าจะเอ่ยไม่ได้ ในเมื่อทุกอย่างที่ข้าเอ่ยไปนั้นล้วนเป็นความจริงทุกประการ” หลัวไป๋เย่ลุกขึ้นมานั่งบ้าง แค่ได้เห็นอีกฝ่ายร้อนใจเพราะคำพูดของนาง ก็สร้างความบันเทิงให้นางไม่น้อย
“ได้ ๆ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าหากมาปากดีกับข้าจะต้องเจอกับอันใด” พูดจบก็ตรงเข้าไปจิกผมของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่สาวทันที แต่อีกฝ่ายก็ไม่อยู่นิ่งให้โดนตบง่าย ๆ สองพี่น้องตบตีกันอยู่ในศาลา เหล่าสาวใช้ก็พากันวิ่งเข้ามาดูความสนุก แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปห้ามเจ้านายทั้งสอง เพราะภาพเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ
“คุณหนู!!” หลิงหลิงที่ออกไปเอาขนมเมื่อกลับมาก็เห็นเจ้านายมีเรื่องกับน้องสาวจึงทิ้งของที่นำมาหมายจะเข้าไปช่วยเจ้านาย แต่ก็ถูกสาวใช้ของหลัวซูอิงจับเอาไว้ก่อน จึงทำได้แต่ร้องบอกให้สาวใช้ที่เหลือให้เข้าไปช่วย “พวกเจ้าทำอันใดกันอยู่ รีบเข้าไปห้ามสิ”
“หากผู้ใดเข้ามายุ่ง ข้าจะลงโทษให้หนัก” หลัวซูอิงที่เห็นว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบก็ประกาศกร้าว ทว่ายังไม่ทันได้หันกลับมา หลัวไป๋เย่ก็พลิกตัวขึ้นมาแล้วตบหน้าอีกฝ่ายไปหลายที
“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมอยู่เฉย ๆ ให้เจ้ารังแกหรือ” พูดจบก็ฟาดมือลงไปที่หน้าของน้องสาวต่างมารดาอีกครั้ง
หลัวซูอิงใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักคนที่ค่อมอยู่บนตัวของตนเองออก แล้วเอ่ยอย่างมีโทสะ “วันนี้เจ้าอย่าได้คิดว่าจะมีชีวิตรอดออกไปเลย”
“เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้ารอดไปได้หรือ”
ขณะที่หลัวไป๋เย่กำลังจะเดินเข้าไปตบน้องสาวต่างมารดา ก็ถูกอีกฝ่ายถีบเข้าให้ แต่นางไม่ยอมตกน้ำลงไปฝ่ายเดียว จึงได้ฉวยจับขาของอีกฝ่ายให้ลงน้ำไปด้วยกัน