“ตายเสียเถิด” หลัวซูอิงกระซิบให้พี่สาวต่างมารดาได้ยินกันเพียงสองคน นางจับหัวของอีกฝ่ายกดลงน้ำ ทว่าอีกคนก็ไม่ยอมถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว พยายามดึงตัวของให้จมลงน้ำไปด้วยกัน ทั้งสองยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ในน้ำ ก่อนจะเป็นหลัวไป๋เย่ที่ขึ้นมาได้ก่อน แล้วกดหัวของหลัวซูอิงลงไปในน้ำอีกครั้ง
“พวกเจ้าทำอันใดกันเหตุใดจึงไม่ลงไปช่วย!!” ถังเจี่ยหมิงที่เพิ่งมาถึงก็ตะโกนด้วยความเกรี้ยวโกรธ เมื่อเห็นบุตรสาวถูกกดอยู่ใต้น้ำก็แทบจะเป็นลม นางหลัวไป๋เย่ตัวดีกล้ามากที่มาทำเช่นนี้กับบุตรสาวของนาง
ทั้งสองถูกช่วยขึ้นมาจากน้ำด้วยสภาพที่ดูไม่ค่อยดีนัก ล้วนสะบักสะบอมไม่ต่างกัน
“พาพวกนางไปเปลี่ยนชุดแล้วพาไปโถงบรรพชน” นายหญิงของเรือนสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ก่อนจะเดินออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด กล้ามากที่ทำเช่นนี้กับบุตรสาวของนาง เรื่องนี้จะต้องลงโทษหลัวไป๋เย่ให้ได้
เมื่อจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เรียบร้อย หลัวไป๋เย่ก็ถูกพาตัวเข้าไปในโถงบรรพชนพร้อมกับหลัวซูอิงที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว
“พวกเจ้านั่งคุกเข่าอยู่ในนี้ดี ๆ รอบิดาของพวกเจ้ามาถึงก่อนค่อยตัดสินโทษ” แม้จะเอ่ยไปแบบนั้นแต่ในใจของถังเจี่ยหมิงกลับอยากเป็นผู้กำหนดโทษเสียเอง แต่หากทำเช่นนั้นสามีของนางก็คงจะมองนางไปในทางที่ไม่ดี นางจะให้เขามาตัดสินโทษบุตรสาวตัวดีของเขาด้วยตนเอง
“เจ้าค่ะ” ทั้งสองตอบรับพร้อมกัน ทั้งสองนั่งเงียบ ๆ ไม่มีผู้ใดปริปากเอ่ยขึ้นมาก่อน เพราะกลัวว่าจะถูกลงโทษหนักกว่าเดิม
“นายท่านออกไปนอกเมืองอีกสองสามวันถึงกลับขอรับ” บ่าวที่ถูกใช้ไปแจ้งประมุขของจวนกลับมารายงานด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี เพราะเขารู้เลยว่าหลังจากนี้คุณหนูใหญ่ของจวนจะมีชะตากรรมเช่นไร
“อืม เจ้าไปเถิด” เมื่อได้ยินที่บ่าวรับใช้รายงานถังเจี่ยหมิงก็ยกยิ้มขึ้นในใจ เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็สามารถตัดสินโทษหลัวไป๋เย่ได้ตามใจ
เรื่องที่เกิดขึ้นในศาลาบุตรสาวของนางเล่าให้ฟังหมดแล้ว นางจะใช้เรื่องที่หลัวไป๋เย่ด่ามารดาเป็นการตัดสินโทษในครั้งนี้
“ไปที่โถงบรรพชน” นางเดินนำเหล่าสาวใช้ไปที่โถงบรรพชน นี่จะเป็นครั้งแรกที่นางได้ตัดสินโทษลูกเลี้ยงด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาล้วนเป็นสามีของนางตัดสินโทษ หนักสุดก็คือกักบริเวณให้อยู่แต่ในเรือนไม่ให้ออกไปข้างนอก
“อิงเอ๋อร์เจ้ากลับไปพักผ่อนที่เรือน เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง” เมื่อมาถึงก็หันไปพูดกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านแม่ ข้าขออยู่ด้วยได้หรือไม่” นางอยากอยู่ดูว่าหลัวไป๋เย่จะได้รับบทลงโทษเช่นไร ใจจริงนางอยากให้ตาย ๆ ไปเสีย นางจะได้กลายเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของจวนเสนาบดีกรมขุนนาง
“ตามใจเจ้า” แม้จะอยากให้บุตรสาวกลับไปพักผ่อน แต่นางก็เข้าใจว่าบุตรสาวอยากเห็นอีกฝ่ายถูกลงโทษด้วยตาของตนเอง
หลัวไป๋เย่นั่งฟังสองแม่ลูกพูดคุยกันด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง ตอนนี้นางก็พอจะเดาได้แล้วว่าต้องถูกตัดสินโทษโดยแม่เลี้ยง และครั้งนี้ก็คงไม่ใช่เพียงโทษกักบริเวณเท่านั้น
“บิดาของเจ้าออกไปนอกเมืองกะทันหัน คงมาตัดสินโทษเจ้าไม่ได้ ข้าที่เปรียบเสมือนมารดาแท้ ๆ ของเจ้าจะเป็นคนตัดสินโทษครั้งนี้เอง” ถังเจี่ยหมิงพูดด้วยใบหน้าที่ร้ายกาจ “เจ้าด่าข้าที่เป็นมารดาของเจ้า ซ้ำยังทำร้ายร่างกายน้องสาว ลงโทษโบยสิบไม้ คุกเข่าที่ศาลบรรพชนสามวันเพื่อเป็นการลงโทษ ซูถิงลงมือ”
“เจ้าค่ะ” ซูถิงตอบรับเจ้านางพร้อมกับยกยิ้มร้ายกาจ ก่อนจะสั่งสาวใช้ที่ติดตามมาด้วย “จับตัวคุณหนูใหญ่เอาไว้”
เหล่าสาวใช้พากันเข้ามาจับตัวคุณหนูใหญ่ของจวนเอาไว้ตามคำสั่ง แม้จะรู้สึกสงสารแต่พวกนางก็เป็นเพียงสาวใช้ หากไม่ทำตามก็เป็นพวกนางเอกที่ถูกลงโทษ
“ล่วงเกินแล้วเจ้าค่ะ” พูดจบก็ฟาดไม้โบยลงที่กลางหลังของคนถูกทำโทษอย่างไม่คิดออมแรง ไม่คิดสงสารคนที่ถูกโบยแม้แต่น้อย คิดมาต่อสู้กับเจ้านายของนางย่อมไม่มีทางตายดี
หลัวไป๋เย่ที่ถูกโบยไม้แล้วไม่เล่าก็ไม่คิดปริปากร้องขอความเมตตา นางยอมตายดีกว่าร้องขอความเมตตาจากคนพวกนี้ หญิงสาวกัดริมฝีปากจนเลือดซิบเพื่อไม่ให้ร้องออกมา หากนางร้องออกมาคนพวกนั้นก็จะได้ใจ ซึ่งนางไม่มีทางให้เป็นเช่นนั้น
“พวกเจ้าเฝ้าคุณหนูใหญ่เอาไว้ให้ดีอย่าให้นางออกจากที่นี่ก่อนสามวัน” พูดจบถังเจี่ยหมิงก็เดินออกไปพร้อมกับบุตรสาว คนที่มันกล้าลองดีกับนางจะต้องจะเจอแบบนี้
หลัวไป๋เย่คุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชนนานสามวัน นางไม่ได้รับอาหารแม้เพียงวันเดียว มีเพียงหลิงหลิงที่ที่คอยลอบเอาของกินและน้ำเข้ามาให้ จึงทำให้นางสามารถมีชีวิตรอดมาได้ แต่อาการก็หนักหนาเอาการ หญิงสาวฝืนเดินกลับเรือนด้วยตนเอง นางจะไม่ให้ผู้ใดเห็นสภาพที่หน้าอดสู่เช่นนี้
“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” เมื่อมาถึงเรือนนางก็ล้มตัวลงนอนที่เตียงอย่างหมดแรง สาวใช้จึงเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง พอโดนตัวของเจ้านายก็รู้ได้ทันทีอีกฝ่ายกำลังป่วยอยู่ “คุณหนูไม่สบายหรือเจ้าคะ”
“ไม่ต้องพูดให้มาก เจ้าไปตามหมอมา” พูดจบก็สลบไปทันทีเพราะนางฝืนตัวเองมานานแล้ว หากไม่เพราะศักดิ์ศรีที่ค้ำคอนางคงไม่ฝืนมีสติมาจนถึงตอนนี้
หญิงสาวนอนซมอยู่หลายวันอาการก็ไม่ดีขึ้น และสิ้นใจไปในที่สุด
เพราะเช่นนี้นางจึงได้เข้ามาอยู่ในร่างของหลัวไป๋เย่แทนเจ้าของร่างที่สิ้นใจไป กรงเสือกรงจระเข้เช่นนี้อยู่นานไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะโชคดีแบบนี้อีกหรือไม่
“หลิงหลิง” นางเอ่ยเรียกสาวใช้ที่ออกไปเฝ้าอยู่หน้าประตูห้อง ตอนนี้นางต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ก่อน
“คุณหนูมีอันใดหรือเจ้าคะ” หลิงหลิงรีบเข้ามาด้วยความรีบร้อน กลัวว่าเจ้านายมีเรื่องเรียกใช้ เพราะหลายวันมานี้เจ้านายของนางนอนซมไม่ได้สติ จนนางคิดว่าเจ้านายของนางจะไม่มีทางรอดเสียแล้ว จะไปร้องขอความช่วยเหลือจากนายท่าน นายท่านก็ยังไม่กลับมา จะไปที่จวนสกุลฟางก็ถูกกีดกัน นางจึงทำได้เพียงเช็ดตัวแล้วป้อนยาให้เจ้านายเท่านั้น
“เจ้าเอาเครื่องประดับพวกนั้นไปขาย ซื้อยามา เอายารักษาแผลเป็นที่ดีที่สุด” ร่างกายของสตรีนั้นสำคัญหากปล่อยเอาไว้เฉย ๆ เช่นนี้ไม่ดีแน่ สองแม่ลูกนั้นไม่มีทางส่งยาดี ๆ มาให้นางหรอก
“จะดีหรือเจ้าคะ” หลิงหลิงลังเล เพราะหากขายพวกนี้แล้วไปซื้อยาคุณหนูก็จะไม่มีเครื่องประดับอีก
“ร่างกายย่อมสำคัญกว่า เจ้าอย่าได้กังวล ข้าเชื่อว่าวันหน้าพวกเราจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้” ในเมื่อมาอยู่ในร่างนี้แล้ว นางก็จะใช้ชีวิตให้มีความสุข และสุขสบายไปทั้งชาติ นางเชื่อว่านางสามารถทำได้ นางจะต้องมีชีวิตที่สุขสบายให้ได้ หญิงสาวได้แต่หมายมั่นในใจ
แต่ตอนนี้ชีวิตของนางรันทดยิ่งนัก เป็นถึงคุณหนูใหญ่ของจวน แต่กลับไม่มีเงินทองใช้สอย ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก สินเดิมมารดาก็ถูกริบเอาไว้ เครื่องประดับเสื้อผ้าก็ถูกส่งมาแบบส่ง ๆ เทียบไม่ได้กับของน้องสาวเลยสักนิด นางจึงได้เอาเครื่องประดับเก่า ๆ ออกไปขาย เพื่อซื้อของใหม่มาใช้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าใจ
ครั้งนี้หลิงหลิงสามารถออกไปจากจวนได้อย่างง่ายดาย เพราะอีกไม่นานประมุขของจวนจะกลับมาแล้วจึงไม่อยากให้เป็นปัญหาในภายหลัง
หลัวไป๋เย่ใช้เวลารักษาตัวอยู่อีกหลายวันกว่าอาการจะดีขึ้น ขณะที่กำลังนอนรักษาตัวก็คิดหาทางออกว่าจะทำเช่นไรดี จะชิงสินเดิมของมารดามาก็มิใช่เรื่องง่าย นางคงต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยตนเองไปก่อน
“หลิงหลิง เจ้าไปแจ้งท่านพ่อ ข้าต้องการออกไปถือศีลกินเจที่วัด เพื่อสำนึกผิด และอธิษฐานขอพรให้ท่านแม่” ตอนนี้นางต้องออกไปตั้งสติก่อน นางเชื่อว่าอย่างไรก็ต้องมีทางออก นางไม่เชื่อหรอกว่าจะหาเงินมาไม่ได้
“จะดีหรือเจ้าคะ” นางไม่เข้าใจเจ้านายของนางจริง ๆ เลยว่าจะทำเช่นนี้ไปทำไม ตั้งแต่ฟื้นคืนสติมาเจ้านางของนางก็ดูแปลกไปมาก
“ดี เจ้ารีบไปจัดการเถิด” เมื่อสาวใช้ออกไปนางก็เร่งเก็บของใช้ที่จำเป็นเพื่อออกไปที่อาราม นางเชื่อว่าอย่างไรบิดาก็ต้องยอมให้นางออกไปแน่
และก็เป็นไปตามที่นางคาดเอาไว้บิดายอมให้นางออกไปถือศีลที่อารามตามที่นางร้องขอ ทำให้นางอารมณ์ดีเป็นที่สุด
หึ ถือศีลกินเจหรือ อย่าหวังว่านางจะก้าวขาเข้าอารามเลย
“เจ้ากลับไปก่อนเถิด อีกสามวันค่อยมารับข้าที่นี่” หลังจากลงจากรถม้าหลัวไป๋เย่ก็หันไปพูดกับคนขับรถม้า นางจะให้คนอื่นรู้ไม่ได้ว่านางไม่ได้อยู่ในอาราม มิเช่นนั้นต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ สองแม่ลูกนั้นยิ่งจ้องจับผิดนางอยู่
“ขอรับ”
สองนายบ่าวมองรถม้าที่ค่อย ๆ วิ่งออกไป สามวันกับการอยู่ที่นี่ คงไม่เลวร้ายเท่าใดหรอกมั้ง
“เอาล่ะ หลิงหลิงเจ้าเข้าไปได้แล้ว” หลัวไป๋เย่หันไปบอกกับสาวใช้อย่างหน้าชื่นตาบาน
“แล้วคุณหนูล่ะเจ้าคะ” หลิงหลิงถามด้วยสีหน้างุนงง
“ข้าจะออกไปเที่ยว ส่วนเจ้าก็ถือศีลอยู่ที่นี่ดี ๆ” พูดจบก็เดินจากไปทันทีไม่ปล่อยให้สาวใช้ได้ทักท้วง ดีหน่อยที่อารามนี้อยู่ไม่ไกลจากในเมืองนางจึงสามารถเดินออกไปได้ง่าย ๆ