“คุณหนูใหญ่ คุณหนูรองมาขอพบเจ้าค่ะ” สาวใช้หน้าเรือนเข้ามารายงาน หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็ทำสีหน้าเบื่อหน่ายทันที ที่มาหานางถึงเรือนเช่นนี้ก็คงอยากมาหาเรื่องนางอีกกระมัง
“ให้นางเข้ามาเถิด” นางบอกพลางลุกขึ้นไปตรวจดูเครื่องประดับที่ได้มาใหม่ ของราคาแพงเพียงนี้หลัวซูอิงไม่มีทางซื้อได้ อยากมากนางก็ได้เงินสองสามร้อยตำลึง หากนำมาซื้อของราคาแพงพวกนี้ คนที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเช่นน้องสาวของนางไม่มีทางตัดใจใช้เงินของตนเองแน่
“คารวะพี่หญิง” หลัวซูอิงยังคงปั้นหน้าเข้าหาผู้เป็นพี่สาว ทั้งที่ในใจอยากจะด่าเต็มทน หากไม่เพราะมารดาบอกเอาไว้ว่าอย่าก่อเรื่อง นางคงตบสั่งสอนสตรีผู้นี้ไปแล้ว
ทว่ายามที่กำลังจะเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้สายตากลับเหลือบไปเห็นเครื่องประดับที่พี่สาวกำลังถืออยู่ นางเคยเห็นยามที่ไปเลือกซื้อเครื่องประดับ เครื่องประดับผมชุดนี้ราคาหลายร้อยตำลึง ไม่มีทางที่พี่สาวผู้นี้ของนางจะซื้อได้
“เจ้าไปเอาเครื่องประดับผมชุดนี้มาได้อย่างไร” ท่าทางเป็นมิตรนั้นเปลี่ยนไปในทันที
“ทำไม เจ้าคิดว่าข้าไม่มีปัญญาซื้อของพวกนี้หรือ” หลัวไป๋เย่ยกยิ้ม เป็นเช่นที่นางคิดเอาไว้จริง ๆ ด้วย หลัวซูอิงไม่มีทางเห็นนางได้ดีกว่าได้
“เจ้าต้องไปทำเรื่องไม่ดีมาแน่ ๆ บอกมานะว่าเจ้าไปทำเรื่องไม่ดีอันใดมาจึงได้ของชิ้นนี้มา” ไม่เชื่อ นางไม่เชื่อว่าหลัวไป๋เย่จะมีเงินมากมายมาซื้อของแพง ๆ เช่นนี้ ขนาดตอนนี้มารดาของนางคุมเรือนหลังยังไม่ให้เงินใช้มากมายขนาดนี้
“ทำไม เงินเพียงเท่านี้คิดว่าข้าไม่มีปัญญาซื้อหรือ เจ้าอย่าลืมนะว่ามารดาของข้าเป็นผู้ใด บุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลฟาง เจ้าคิดว่าพวกเขาจะให้ข้าใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจริงหรือ เพียงแค่ข้าเอ่ยปาก พวกเขาก็พร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่เหมือนมารดาของเจ้า ที่ไม่มีตระกูลเดิมหนุนหลัง ต้องพึ่งพาตระกูลหลัวเพียงฝ่ายเดียว” นางวางเครื่องประดับลงพลางปรายตามองน้องสาวด้วยสายตาที่เหนือกว่า มารดาของอีกฝ่ายก็แค่หญิงสาวขุนนางต่างเมือง จะมาสู้บุตรสาวอดีตมหาเสนาบดีเช่นมารดาของนางได้อย่างไร
“เจ้า!!” หลัวซูอิงยกมือขึ้นชี้หน้าพี่สาวอย่างโมโห กล้าดีอย่างไรมาเอ่ยเช่นนี้กลับนาง ทว่าอีกฝ่ายไม่สนใจกลับเอ่ยขึ้นมาเพื่อเป็นการตัดบท
“เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ” หลัวไป๋เย่ถามด้วยท่าเฉยชา ไม่ได้ร่วมแสดงละครไปกับน้องสาว อีกฝ่ายจะคิดเช่นไรก็แล้วแต่ แต่นางไม่มีทางร่วมแสดงละครพี่น้องรักใคร่กับอีกฝ่ายเป็นอันขาด
“เรื่องคุณชายป๋อเหวินจ้ง” ตอนนี้หลัวไป๋เย่ก็ถึงเวลาออกเรือนแล้ว ไม่นานคนสกุลป๋อก็คงจะมาคุยเรื่องนี้ และนางจะยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้ นางก็เป็นบุตรสาวของท่านพ่อเหมือนกัน เช่นนั้นนางก็มีสิทธิ์แต่งงานกับเขาเช่นเดียวกัน
“เช่นนั้นเจ้าก็ว่ามาเถิด” ตอนนี้นางกำลังกลุ้มใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ทั้งสองตระกูลได้ทำสัญญาหมั้นหมายกันเอาไว้ แต่ไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าเป็นผู้ใด เพราะเมื่อก่อนตระกูลหลัวมีนางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว ส่วนฝั่งนั้นก็วางตัวไว้เป็นคุณชายใหญ่ป๋อเหวินจ้ง
“ข้าต้องการแต่งงานกับพี่เหวินจ้ง พวกเราสองคนต่างก็มีใจให้กัน เจ้าแต่งเข้าไปก็มีแต่เสียใจเปล่า ๆ เพราะเขาไม่มีทางรักเจ้า” หลัวซูอิงเชิดหน้าพูดอย่างมั่นใจ ที่ผ่านมาเขาใส่ใจเพียงนาง ไม่ได้สนใจพี่สาวตัวดีของนางเลยสักนิด
“หากเจ้ามีปัญญาก็มาแย่งไปสิ” หากน้องสาวของนางทำได้ก็ดีไปนางจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงกับเรื่องไร้สาระพวกนี้ แต่หากให้นางเดาคนตระกูลป๋อไม่มีทางยอมรับหลัวซูอิงเด็ดขาด ที่ยอมตกลงเรื่องแต่งงานส่วนหนึ่งก็เพราะตระกูลเดิมของมารดานาง แต่ตระกูลป๋อคำนวณผิดไปหน่อย เพราะหลังจากมารดาของนางจากไปไม่ถึงปีก็พาภรรยาและบุตรสาวอีกคนเข้ามาในจวน
“เจ้าไม่ต้องห่วงอย่างไรพี่เหวินจ้งต้องเลือกข้าแน่” หญิงสาวได้แต่ยิ้มเยาะในใจ หากหลัวไป๋เย่ไม่แย่งชิงกับนาง โอกาสที่นางจะได้แต่งงานกับเขาก็มีมากขึ้น นางก็จะได้อยู่เคียงข้างกับบุรุษที่รัก
หลัวไป๋เย่มองน้องสาวเดินออกไปด้วยสายตาสมเพช ป๋อเหวินจ้งนับเป็นตัวอะไร ก่อนหน้าที่หลัวซูอิงจะปรากฏตัวเขาก็ทำดีกับนางสารพัด พอได้เจอกับคนที่ออดอ้อนเอาใจหน่อยก็เอนเอียงไปมา อยากจะจับปลาสองมือ อำนาจในมือของนางก็ไม่อาจละทิ้ง มารดาของนางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูล ทุกคนจึงรักใคร่และเอ็นดู และความเอ็นดูนั้นจึงเผื่อแผ่มาถึงนางด้วย เพราะเช่นนี้ตระกูลป๋อจึงไม่อาจปล่อยมือจากนาง
จางเข่อซินนั่งฟังรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในเรือนที่ลูกน้องนำมารายงานอย่างละเอียด เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีเรื่องเช่นนี้ด้วย นางมีพันธะอยู่กับผู้อื่น นางกล้าปกปิดเรื่องนี้ได้อย่างไร
“ตงหยางไปนำงานที่เหลือมา ข้าจะเร่งทำให้เสร็จ” เดิมทีเขาคิดว่าจะปล่อยให้นางพักผ่อนอีกหลายวันหน่อย แต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วเขาจะต้องไปจัดการแม่กระต่ายน้อยตัวดีของเขาเสียหน่อย
“ขอรับ”
ชายหนุ่มเร่งทำงานจนเสร็จก่อนฟ้ามืดเพื่อเตรียมไปที่จวนสกุลหลัว ลงโทษเจ้ากระต่ายน้อยที่กล้าไม่พูดเรื่องการหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลให้เขารับรู้
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดเขาก็ให้เหล่าลูกน้องพากันไปจัดการภายในเรือนของหลัวไป๋เย่ ยังดีที่เรือนต่าง ๆ ภายในจวนถูกแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยกำแพง มิเช่นนั้นคงจัดการได้ยากยิ่งกว่านี้
“ท่านมาได้อย่างไร” หญิงสาวที่กำลังนั่งหวีผมอยู่ มองเห็นคนตัวโตยืนอยู่ในกระจก เดิมทีนางคิดว่าเป็นหลิงหลิงที่เดินเข้ามาจึงไม่ได้คิดอะไร
“ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า” เขาเดินเข้าไปใกล้นางเรื่อย ๆ และจ้องมองดวงหน้างามผ่านกระจก
“แล้วเช่นนี้จะไม่มีคนเห็นหรือเจ้าคะ” หญิงสาวยิ้มรับคนที่บุกมาหาถึงจวน ไม่รู้ว่าเขามีเรื่องอันใดต้องคุยกับนางจึงได้มาตั้งแต่หัววันเช่นนี้
“ข้าจัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง” เขาแย่งหวีในมือของนางมาหวีเอง ปากก็เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองข้องใจ “เจ้ามีสัญญาหมั้นหมายอยู่แล้วหรือ”
“หือ ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” เรื่องนี้แม้จะไม่ได้ปกปิดเป็นความลับ แต่ก็ไม่ได้รู้เป็นวงกว้าง และคหบดีเช่นเขาก็ไม่มีทางรู้เรื่องนี้ได้
“รู้ได้อย่างไรไม่สำคัญ เพียงตอบมาว่าจริงหรือไม่เท่านั้นพอ” เขาเฉไฉไม่ตอบ และถามเรื่องที่นางปกปิด แต่หญิงสาวไม่ได้สนใจที่จะตอบทว่าเลือกมองอีกฝ่ายอย่างจับผิด
“ท่านส่งคนมาจับตาดูข้าใช่หรือไม่”
“เพื่อดูแลความปลอดภัยของเจ้าอย่างไรเล่า” เขาตอบเสียงอ้อมแอ้มเพราะไม่อาจต้านสายตากดดันที่มาจากคนตัวเล็กได้ นี่เขาเป็นอันใดไป เพียงแค่นางมองด้วยสายตาน่ากลัว เขาก็ไม่อาจขัดขืนนางได้เลย
“ดูแลความปลอดภัยของข้า หรือเอาไว้จับผิดข้ากันแน่ มิเช่นนั้นท่านจะรู้เรื่องการหมั้นหมายได้อย่างไร” มิน่าเล่านางเพิ่งเอ่ยเรื่องการหมั้นหมาย เขาก็โผล่หน้ามาทันที ช่างเป็นบุรุษที่เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก
“อย่าเพิ่งมาพูดถึงเรื่องนั้นเลย พวกเรามาพูดถึงเรื่องการหมั้นหมายดีหรือไม่” เขาชวนเปลี่ยนเรื่อง เพราะกลัวว่านางจะหาเรื่องไปมากกว่านี้
“ก็ไม่มีอันใด ท่านไม่ต้องไปใส่ใจหรอก” เดิมทีนางก็ไม่ได้คิดจะแต่งงานกับบุรุษผู้นั้นอยู่แล้วเลยไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง
“ไม่มีอันใดได้อย่างไร คุณหนูใหญ่หลัวนี่เจ้าคิดจะปั่นหัวข้าหรืออย่างไร” หลังจากลูกน้องมารายงานเรื่องนี้เขาก็ให้คนไปตามสืบเรื่องนี้มาอย่างละเอียด จึงได้รู้ว่าทั้งหมดคือเรื่องจริง
“ก็ข้าไม่ได้คิดจะแต่งงานกับเขา ในสัญญาหมั้นหมายก็ไม่ได้ระบุเอาไว้นี่ว่าเป็นข้าที่ต้องแต่ง” คนตัวเล็กตอบอย่างไม่ใส่ใจ ปล่อยให้เขาให้หวีผมให้นางต่อไป
“แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร” เมื่อได้ยินเช่นนี้ความโมโหในตอนแรกก็อันตรธานหายไปทันที เรื่องนี้เขาจะช่วยนางเอง ถึงแม้ว่านางจะอยากแต่งงานกับเจ้าบุรุษผู้นั้น เขาก็ไม่มีทางให้นางสมหวัง เขาจะขัดขวางนางให้ถึงที่สุด
“ในเมื่อน้องสาวของข้าอยากแต่ง ข้าก็จะให้นางแต่ง” เรื่องนี้ไม่ยาก หลัวซูอิงเป็นคนทะเยอทะยานอยู่แล้ว ขอเพียงนางส่งเสริมนิดหน่อย ตำแหน่งฮูหยินน้อยตระกูลป๋อก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม
“เช่นนั้นก็ดี หากต้องการให้ข้าช่วยอันใดก็บอก” เขายื่นมือไปวางหวีเอาไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง แล้วดึงคนที่นั่งอยู่ให้ลุกไปด้วยกัน
“ท่านมาถามเพียงเรื่องนี้หรือ” เมื่อมาถึงเตียงคนตัวเล็กก็ผลักคนที่ตัวโตกว่าให้นอนลงไปบนเตียง ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งคร่อมบนตัวของเขา ไม่เจอหน้าเขาหลายวันก็อดที่จะคิดถึงบทรักอันร้อนแรงของเขาไม่ได้
“คิดจะทำเช่นนี้จริง ๆ หรือ” เขามองคนที่ใจกล้าทำเรื่องที่คาดไม่ถึง “ระวังว่าคืนนี้จะไม่ได้นอนอีก”
พูดจบเขาก็พลิกตัวนางให้ลงไปนอนด้านล่างแทนตนเอง แล้วก้มลงไปกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ยิ่งไม่ได้เจอเจ้าหลายวัน ความกระหายยิ่งมีมาก”
“นายท่านลงมือเถิดเจ้าค่ะ” นางลูบไล้แผงอกแกร่งอย่างยั่วยวน โดยไม่หวั่นกลัวเลยว่าคืนนี้ตนเองจะต้องรับบทรักที่ร้อนแรงและยาวนานเพียงใด