กลับจวน
จางเข่อซินเดินถือถ้วยยาเข้ามาให้คนที่ยังนอนหมดแรงอยู่ที่เตียง เขายื่นให้นางด้วยใบหน้าที่ไร้รอยยิ้ม หญิงสาวก็ยื่นมือไปรับมาดื่มอย่างไม่คิดอะไร
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หญิงสาวยื่นถ้วยยาคืนไปให้เขา
“เจ้าก็พักผ่อนเถิด” เขาเดินเอาถ้วยยาไปวางไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะกลับมานั่งที่เตียงตามเดิม หญิงสาวที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่มองด้วยความงุนงง เพราะคิดว่าหลังจากนางดื่มยาเสร็จเขาจะกลับไป
“ท่านไม่กลับหรือ นี่ก็จะสว่างแล้ว” เขาจะอยู่ต่อไม่ได้ หากมีคนมาเห็นว่านางนอนร่วมเตียงกับบุรุษจะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
“ไล่ข้า?” นี่เขาเพิ่งจ่ายเงินให้นางไปตั้งห้าหมื่นตำลึง นางยังกล้ามาเอ่ยปากไล่เขาอีกหรือ
“หากผู้อื่นเข้ามาเห็นจะทำเช่นไร” หญิงสาวพยายามพูดอย่างใจเย็น นี่เขาต้องการให้ผู้อื่นรู้เรื่องความสัมพันธ์ของพวกเราใช่หรือไม่จึงได้ทำเช่นนี้
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นข้าจัดการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จะไม่มีผู้ใดเห็นพวกเราสองคนแน่นอน” ไม่พูดเปล่าเขายังล้มตัวลงนอนแล้วดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด นางไล่เขาแล้วอย่างไร ในเมื่อเขาไม่ยอมออกไปนางจะทำอันใดเขาได้
“เอาเถิด อยากทำอันใดก็ทำ” หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจออกมา นางเหนื่อยเกินกว่าจะมาโต้เถียงกับเขาแล้ว บุรุษเอาแต่ใจเช่นเขาอยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากทำอะไรก็ทำไม่สนใจผู้ใด หากยังนางยังเถียงกับเขาอยู่เช่นนี้ วันนี้เกรงว่านางก็คงจะไม่ได้นอน
เมื่อเห็นว่านางยอมสงบลงเขาก็กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ก่อนจะกดจมูกลงสูดดมความหอมหวานที่เขาชมชอบ แล้วหลับไปด้วยกัน
สองหนุ่มสาวนอนกอดก่ายกันถึงช่วงสาย เป็นจางเข่อซินที่รู้สึกตัวก่อน ทว่าเขายังไม่ได้ลุกออกไปไหน ยังคงนอนมองหน้าของนางอยู่แบบนั้น จนเวลาล่วงเลยผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงได้ตัดใจลุกออกไป แม้จะยังอยากนอนกอดร่างนุ่มนิ่งของนางอยู่ แต่ก็กลัวว่าจะมีคนเข้ามาเห็น
“คุณหนูสายแล้วเจ้าค่ะ” หลิงหลิงเข้ามาปลุกเจ้านายในยามอู่ ไม่รู้ว่าเมื่อวานเกิดเรื่องอันใดขึ้นนางจึงมาตื่นเอาป่านนี้ คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน “คุณหนูไม่รู้ว่าวันนี้เกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเราทุกคนล้วนตื่นสายกันหมดเลยเจ้าค่ะ”
หลิงหลิงบอกข้อสงสัยแกเจ้านายมือก็เปิดผ้าม่านออก ทว่าก็พบว่าเจ้านายของตนยังคงนอนหลับสบายอยู่ แต่นางก็จำต้องปลุกขึ้นมาเพราะตอนนี้ถึงเวลาอาหารแล้ว และตั้งแต่มื้อเช้าก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเจ้านายของนางเลย
“คุณหนูตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ” หลิงหลิงยื่นมือไปปลุกเจ้านายขึ้นมากินข้าว
“อืออ ยามใดแล้ว” หญิงสาวตื่นขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือ นางรู้สึกว่าเพิ่งนอนได้ไม่เท่าไหร่เอง
“ยามอู่แล้วเจ้าค่ะ สาวใช้ที่บ้านก็เพิ่งตื่นเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น” หลิงหลิงบ่นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง หลัวไป๋เย่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไป นี่คงเป็นฝีมือของเขากระมัง
“ช่างเถิด พวกเจ้าอาจเหนื่อยมากจึงหลับนานไปหน่อย” หญิงสาวบอกอย่างไม่ใส่ใจ พลางลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาแล้วออกไปกินอาหารที่สาวใช้เตรียมไว้ให้
“คุณหนูดูเหนื่อย ๆ นะเจ้าคะ เมื่อคืนนอนดึกหรือเจ้าคะ” สภาพของเจ้านายดูเหมือนคนไม่ได้นอน “แต่ว่าเมื่อวานคุณหนูก็เข้านอนแต่หัวค่ำมิใช่หรือ”
“นอนไม่ค่อยหลับ” คนที่ไม่ได้นอนโกหกคำโต สองมือก็คีบอาหารกินด้วยสภาพที่ตื่นไม่เต็มตา “กินเสร็จแล้วข้าจะนอนต่ออีกหน่อย พวกเจ้ามีอันใดก็ไปทำเถิด”
ตอนเย็นน้องชายของนางจะมาหา นางควรพักผ่อนเสียหน่อย ยามที่น้องชายมาจะได้มีแรงพาเขาออกไปเที่ยวเล่น
หลัวไป๋เย่ใช้ชีวิตอยู่กับน้องชายจนครบเจ็ดวัน ก็เดินทางกลับเมืองหลวง ทว่าช่วงเวลาที่นางอยู่ที่เมืองไฉ่หง บุรุษผู้นั้นก็แวะมาหานางที่จวนทุกวัน ไม่รู้ว่าเขาไปอดอยากปากแห้งมาจากไหนจึงได้มารักแกนางทุกคืนเช่นนี้
“ไม่คุ้ม ไม่คุ้มเอาเสียเลย ท่านเอาเงินของท่านคืนไปเลย” หญิงสาวที่ถูกรังแกหน้าบูดบึ้ง นอนหันหลังให้กับคนที่เสพสุขจากเรือนร่างของนาง นี่เขากะจะใช้งานข้าให้คุ้มเลยใช่หรือไม่
“เงินตั้งมากมายเพียงนั้นข้าก็ต้องใช้งานให้คุ้มเสียหน่อยสิ” เขายื่นมือไปลูบไล้ไหล่ขาวเนียน แต่ก็ถูกมือเรียวบางปัดออก เขาจึงได้แต่หัวเราะเบา ๆ
“ท่านไม่ต้องมาถูกตัวข้า”
“แม้ข้าจะใช้งานเจ้าหนัก แต่ก็คุ้มกับเงินมิใช่หรือ” เขาดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอดแล้วกดจูบลงที่ไหล่เนียนด้วยความหลงใหล ยิ่งได้อยู่กับนางเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าขาดนางไม่ได้
“ไม่คุ้มเลยสักนิด มีแต่ท่านที่ได้กำไร” หญิงสาวพยายามขัดขืนออกจากอ้อมกอดของเขา เขามีแต่ได้กับได้ นางไม่น่าหลงผิดไปตอบตกลงรับข้อเสนอนั้นเลย “หลังจากเดือนนี้ข้าจะไม่รับเงินของท่านอีก”
“ฮ่า ๆ ๆ หากเจ้าไม่ต้องการ ข้าก็จะนำเงินมากองไว้ให้เจ้า” เขายังไม่เบื่อนาง เขาไม่มีทางให้หลุดมือไปได้หรอก หากเขาไม่ปล่อย นางก็ไม่มีทางหายไปจากอ้อมกอดของเขาได้ “นอนเถิดดึกแล้ว”
สองหนุ่มสาวนอนกอดแล้วหลับไปด้วยกัน แม้จะผ่านเวลาไปเพียงไม่กี่วัน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองกลับก้าวหน้าไปอย่างมากโดยที่ทั้งสองเองก็ไม่รู้ตัว
เมื่อกลับมาถึงจวนหลัวไป๋เย่ก็ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด เอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือน ส่วนจางเข่อซินก็หายเงียบไปตั้งแต่กลับมาถึงเมืองหลวง เช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับนาง เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาเอาแต่คอยรังแกนาง ให้นางพักผ่อนเสียหน่อยก็ดี
“คุณหนูไม่ออกไปเดินเล่นหน่อยหรือเจ้าคะ” นี่ก็มาถึงเมืองหลวงหลายวันแล้วเจ้านายของนางก็ไม่ยอมออกไปไหนเสียที เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือน นางอยากให้เจ้านายของนางออกไปเดินเล่นซื้อของเสียหน่อย เพราะวันนั้นเองแต่ซื้อของให้คุณชาย แต่มิได้หาซื้อของตนเองแม้แต่น้อย
“ไม่ล่ะข้าอยากพักผ่อน” นางเหนื่อยเกินจะออกไปเดินเล่นด้านนอก ตอนนี้นางต้องคิดหาทางเอาตัวรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้เสียก่อน นางอยากออกไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่รู้ว่าจะใช้วิธีการใดได้บ้าง
“แต่ว่าตอนนี้คุณหนูไม่มีเครื่องประดับเลยนะเจ้าคะ หรือแม้แต่ชุดงาม ๆ สักชุดก็ยังไม่มี” หลิงหลิงเอ่ยเสียงเศร้า ตอนนี้เจ้านายของนางก็พอมีเงินใช้สอยแล้ว นางอยากให้มีชุดสวย ๆ สวมใส่บ้าง
“เฮ้อ เช่นนั้นอีกเดี๋ยวพวกเราก็ออกไปด้านนอกกันเถิด เจ้าก็ไปแจ้งฮูหยินใหญ่หน่อยแล้วกัน” ที่ทำเช่นนี้เพราะนางไม่อยากมีปัญหาภายหลัง อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นดูแลเรือน แม้แต่ก่อนเจ้าของร่างนี้จะไม่ค่อยสนใจ ทว่าตอนนี้นางต้องแสดงเป็นคนดีเรียกความเอ็นดูจากบิดาเสียหน่อย เผื่อว่าจะได้ทำอะไรง่ายขึ้น
“เจ้าค่ะ” คนที่อยากให้เจ้านายออกไปเดินเล่นเดินยิ้มร่าออกมา ไม่นานนางก็กลับมาหาเจ้านายด้วยใบหน้าที่เบิกบานกว่าเดิม เพราะได้เงินมาหลายตำลึงเชียว
“คุณหนูตอนที่ไปหาฮูหยินใหญ่ นายท่านก็อยู่จึงได้ให้เงินคุณหนูมาด้วยเจ้าค่ะ” นางจะให้คุณหนูของนางใช้เงินนี่ให้หมด เครื่องประดับก็ต้องเป็นของที่ดีที่สุด
“ดี เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิด” สองนายบ่าวออกไปเดินเล่นที่ตลาด พร้อมกับซื้อของมากมายกลับมา เครื่องประดับและผ้าล้วนซื้อมามากมาย ใช้ไปสองปีก็ไม่รู้ว่าจะหมดหรือไม่
“คุณหนูเครื่องประดับพวกนี้งามยิ่งนักเจ้าค่ะ” หลิงหลิงเอ่ยพร้อมกับเก็บเครื่องประดับเข้ากล่อง ครั้งนี้คุณหนูของนางใช้เงินไปไม่น้อย ผ้าก็เป็นผ้าชั้นดี เงินที่เสียไปไม่รู้ว่ากี่ร้อยตำลึง
“ไม่งามได้อย่างไรเสียเงินไปหลายร้อยเชียว” ของพวกนี้ล้วนแต่เป็นของดีชั้นหนึ่งของร้าน แต่ละชิ้นไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยตำลึง ส่วนผ้านั้นก็ราคามิใช่ถูก ๆ แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้นางมีเงินเหลือใช้เหลือเก็บ ใช้อีกสิบปีก็ไม่รู้จะหมดหรือไม่