ณ ตำหนักของจวนเฉินอ๋อง เฉินตงหยางนอนหลับตาอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างหน้าต่าง ชุนเต๋อองครักษ์คนสนิท
เดินไปเปิดบานหน้าต่างเพื่อรับลมและแสงแดด ก่อนจะหันมารินชาส่งให้ผู้เป็นนาย
“มีข่าวอะไรเกิดขึ้นบ้าง?”เฉินอ๋องเอ่ยถามเหมือนเช่นทุกวัน เพราะตัวเขาเองมองไม่เห็นมาได้10ปีแล้ว เนื่องจากถูกเขาถูกลอบทำร้าย ยามต่อสู้กันถูกคนร้ายสาดพิษใส่เขาที่ใบหน้า ทำให้เขามองไม่เห็นมาจนถึงตอนนี้ ฮ่องเต้ให้คนตามหาหมอที่มีฝีมือมาทำการรักษา แต่ก็ไม่มีใครสามารถรักษาได้เลยสักคน
เฉินอ๋องมีองครักษ์คนสนิทอยู่สองคน ที่เติบโตมาด้วยกัน คือชุนเต๋อและชุนไห่ ทั้งสองคนต้องอยู่ข้างกายเขาตลอดเวลาหลังจากที่เขามองไม่เห็น ช่วงแรกๆเขาก็อึดอัดจนแทบเป็นบ้าอยู่ๆก็มาตาบอดมองไม่เห็น อารมณ์จึงขึ้นๆลงๆ โมโหร้ายเอาแต่ใจ ไม่มีใครเข้าหน้าติดสักคน มาหลังๆเขาเริ่มทำใจ และใช้ชีวิตไปวันๆ เขาเคยคิดที่จะฆ่าตัวตาย แต่พระสนมกุ้ยเฟยผู้เป็นมารดา ร้องไห้คุกเข่าข้อร้องไม่ให้เขาคิดสั้น หากว่าเขาคิดจะฆ่าตัวตายให้ได้ นางก็จะขอตายตามเช่นเดียวกัน
ยามนั้นเขาถึงสำนึกได้ว่ายังมีมารดาที่รักและห่วงใยเขามาก การมีชีวิตอยู่ถึงแม้จะลำบากเพราะมองไม่เห็น แต่ถ้าหากทำให้ผู้เป็นมารดามีความสุขเขาก็ยินดีทำ
“ข่าวด้านนอกก็ปกติดีพะยะค่ะ แต่เห็นว่าอีกไม่นานฮ่องเฮาจะจัดงานชมบุปผา และจะเชิญบรรดาคุณหนูตระกูลต่างๆ ที่ถึงวัยปักปิ่นให้เข้าร่วมงาน คงอยากหาชายาให้องค์รัชทายาท”ชุนเต๋อรายงานตามที่รู้มา
“แต่ข้ามีข่าวซุบซิบอีกเรื่องพะยะค่ะ ตระกูลไป๋คหบดีอันดับหนึ่ง เปิดประตูจวนตอนรับบุตรสาว ที่จากไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองตงฟางถึง15ปี และข่าวลือที่ว่านางตั้ครรภ์โดยไม่มีพ่อของลูก น่าจะเป็นความจริงเพราะนางได้พาบุตรสาววัย15หนาวกลับมาโดยไร้บุรุษซึ่งเป็นบิดา ซึ่งทางตระกูลไป๋บอกกับคนทั่วไปว่า สามีของนางเสียชีวิตไปนานแล้ว”ชุนไห่สายข่าวซุบซิบรีบรายงาน
“และข่าวยังบอกอีกว่า แม่นางน้อยตระกูลไป๋ ถึงแม้จะมีวัยเพียง15หนาว แต่ก็งดงามไม่ต่างจากมารดาของนาง คาดว่าในวันข้างหน้าบุรุษคงเข้าแถวให้แม่สื่อไปสู่ขอ”
“เหตุใดเจ้าถึงชอบข่าวซุบซิบนักเล่า เจ้าเป็นบุรุษแต่มีนิสัยดั่งกับสตรีมิมีผิด”ชุนเต๋อพี่ชายของชุนไห่ตำหนิออกมา
“มันเรื่องของข้า ไม่เหมือนท่านที่ชอบข่าวการบ้านการเมือง ใครจะครองราชย์ไม่ครองราชย์ ขุนนางถกเถียงกันในห้องประชุม ใครจะสนับสนุนใครบ้างแบบนั้น ข้าไม่อยากสนใจเบื่อเต็มทน”ชุนบ่นออกมาเบื่อหน่าย
เฉินอ๋องนอนฟังสองพี่น้องถกเถียงกัน ซึ่งเขาได้ยินเป็นประจำทุกวัน จนเสมือนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่จะให้ทำอย่างไรได้เล่าก็เขามองไม่เห็น รำคาญก็ต้องทนเพราะหากไล่ไป ยามต้องการใช้ก็ลำบากอีก
“ข่าวยังมีมาอีกนะท่านพี่ว่า คุณหนูไป๋มีฝีมือในการทำอาหารแบบว่าขั้นเทพ เห็นไป๋ซูอันไปทำงานคุยอวดว่าหลานสาวทำอาหารอร่อยอย่างนั้นอร่อยอย่างนี้ ข้าก็อยากรู้ว่าจะอร่อยขนานไหนกันเชียว ก็เลยได้ไปติดสินบนกับบ่าวรับใช้ในจวนสกุลไป๋ ว่าหากนางทำอาหารอีกให้แอบแบ่งมาขายให้ข้า”
“นี่เจ้า!!เจ้านี่ไร้ยางอายจริงๆฮึ่ย!!”ชุนเต๋อยิ่งฟังยิ่งรับไม่ได้ หากเรื่องนี้หลุดออกไปชื่อเสียงจวนอ๋องจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด
“แล้วเจ้าไปสนิทชิดเชื้อกับบ่าวสกุลไป๋ได้อย่างไร?”ชุนเต๋อแม้จะบ่นแต่ก็ถามต่อด้วยความอยากรู้
“ก็เมื่อวานข้าไปทำธุระและได้ขี่ม้าผ่านจวนสกุลไป๋ ท่านเชื่อหรือไม่ว่ากลิ่นอาหารมันลอยมาเตะจมูกข้า ข้าก็หยุดม้าทันทีแล้วมองหาที่มาของกลิ่นนั้น ข้ายืนสูดกลิ่นอยู่นานและเริ่มหิวมากด้วย พอเห็นบ่าวจวนสกุลไป๋ เปิดประตูข้างออกมาข้าก็เลยไปตีสนิทซะเลย”
“ชุนไห่เจ้ามันกินแก่กินเสียจริง หน้าด้านไร้ยางอาย หากมีผู้ใดรู้เข้า จวนท่านอ๋องจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”
“ข้าเริ่มรำคาญพวกเจ้าสองคนเต็มที ว่าแต่ไม่เห็นมีใครเอาอาหารมาให้ข้าเลย ข้าก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน”เฉินอ๋องเริ่มทนไม่ไหวกับสองสหายองครักษ์
“ขออภัยท่านอ๋อง ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้พะยะค่ะ”ชุนไห่เมื่อได้ยินนำ้เสียงเบื่อหน่ายของเฉินอ๋อง ก็รีบพุ่งตัวไปที่ห้องครัวทันที
เฉินอ๋องฟังสองคนคุยกันจนรำคาญ เขาอยากลุกขึ้นไปถีบเจ้าชุนไห่ซักทีสองที แต่ก็ติดที่ว่ามองไม่เห็น พูดถึงอาหารเขาก็รู้สึกเบื่อขึ้นมาเหมือนกัน พ่อครัวจวนเขาทำอาหารได้ไม่ถึงกับอร่อยนัก แต่ก็ไม่ถึงกับแย่จนกินไม่ได้ พอได้ยินชุนไห่พูดถึงเรื่องอาหาร เขาถึงนึกได้ว่าอาหารที่อร่อยจริงๆนั้นรสชาติเป็นเช่นไร หลังจากเขาตาบอดการใช้ชีวิตในแต่วัน ก็อยู่อย่างไร้ความหมาย กินเพื่ออยู่รสชาติจะอร่อยหรือไม่เขาไม่ได้ใส่ใจ แต่พอมาได้ยินว่าชุนไห่ถึงขนานไปติดสินบน เพื่ออยากลองชิมรสชาติอาหารที่แสนอร่อย ความรู้สึกเขาตอนนี้ก็เหมือนอยากลองเช่นเดียวกัน
////////////////////////////////////////////
หลังจากรับอาหารเช้าเสร็จ ซูเจียวก็บอกกับบิดาว่าจะพาซูหนี่ว์ออกไปเดินเที่ยวเล่นในตลาด นางต้องยอมโกหกเพราะไม่อยากให้บิดาและมารดาเป็นห่วง รถม้าจอดรออยู่หน้าจวนเมื่อซูเจียวและซูหนี่ว์มาถึง ซูเจียวบอกให้คนขับรถม้าพาไปที่ทำการ ที่ทางการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นนายหน้าขายที่ดิน บ้านเรือนที่ฝากขายหรือปล่อยให้เช่า พอนางไปติดต่อขอดูจวนสกุลจ้าว เจ้าหน้าที่ก็ตกใจจนทำตัวไม่ถูก ที่จู่ๆแม่นางผู้มีน่าตางดงามผู้นี้ จะไปขอดูบ้านผีสิง
“แม่นางแน่ใจนะว่าจะไปดู ท่านไม่กลัวรึ?”เจ้าหน้าที่ย้ำอีกครั้ง
“ถ้ากลัวคงไม่ขอเข้าไปดู”คำตอบนี้มาจากซูหนี่ว์ เจ้าหน้าที่พอเห็นซูหนี่ว์ก็ยิ่งเป็นห่วง สตรีสองนางนี้คิดจะทำอะไรเหตุใดถึงใจกล้านัก
“เจ้าออกมาทำไม?”
“ก็ข้าขี้เกียจรอ ท่านแม่เรียบร้อยหรือยังเจ้าค่ะ?”
“เสร็จแล้วไปกันเถอะ”
รถม้าจวนสกุลไป๋แล่นมาเทียบหน้าจวนตระกูลจ้าวที่ยามนี้ดูเงียบวังเวงเพราะไร้ผู้คนเดินผ่าน ซูเจียวและซูหนี่ว์ก้าวลงจากรถม้า มองเข้าไปที่หน้าจวนที่ถูกล็อกกุญแจไว้ด้านนอก เจ้าหน้าที่ที่ควบม้าตามมา รีบกระโดดลงมาและตรงเข้าไปไขกุญแจให้ แต่ไม่ยอมเข้าไปด้านในบอกจะยืนรออยู่ด้านหน้าจวน ท่านลุงลู่กังก็ขออยู่เฝ้ารถม้า ส่วนป้าฮุ่ยเหมยแม้จะหวาดกลัว แต่ก็อดเป็นห่วงนายสาวไม่ได้ จึงยอมลากขาที่สั่นค่อยๆเดินตามเข้าไป
ซูหนี่ว์เดินก้าวข้ามประตูเข้าไปอย่างไม่หวาดหวั่น แต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงลานหน้าบ้าน กลุ่มคนที่มายืนรอหนึ่งในนั้น นางจำได้ดีคือชายที่อยู่ในความฝัน
“ท่านพ่อ”นางเพลอเรียกออกไปโดยไม่รู้ตัว จากกลุ่มคนที่อยู่ในชุดเหมือนสีขาวมัวๆ และมองไม่ค่อยเห็นเด่นชัดมากนัก ก็เริ่มปรากฎเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น
“ลูกพ่อ เจ้ามาได้เสียทีขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาข้า”จ้าวซีซวนกล่าวขึ้นด้วยความดีใจ ไม่คิดว่านางจะมาจริงๆ
“ท่านเป็นพ่อของข้าค่ะจริงๆรึเจ้าค่ะ?”ซูหนี่ว์ไม่ได้เอ่ยปากพูดออกไป เพียงแค่ลองสนทนาในใจดู เพราะกลัวว่าท่านแม่และป้าฮุ่ยเหมยจะหวาดกลัว
“ใช่ และนี่ก็คือท่านปู่และท่านย่าของเจ้า”
“คารวะท่านปู่ท่านย่าเจ้าค่ะ”
จ้าวซีห่าวและจ้าวซินเหยียนยกยิ้มอย่างอบอุ่นให้กับนาง“เหตุใดพวกท่านถึงยังอยู่ที่นี่ละเจ้าค่ะ?
“เดี๋ยวเข้าไปด้านในแล้วพ่อจะเล่าให้เจ้าฟัง” ซูหนี่ว์พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหันไปมองมารดาและป้าฮุ่ยเหมยที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ท่านแม่ท่านป้าท่านรอข้าอยู่ตรงนี้นะเจ้าค่ะ ไม่ต้องห่วงข้าไม่เป็นอะไรหรอกเจ้าค่ะ เชื่อใจข้านะเจ้าค่ะท่านแม่”ซูหนี่ว์จับมือซูเจียวมาบีบเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในจวน พร้อมบิดาท่านปู่และก็ท่านย่า ห้องโถงรับแขกนี้ใหญ่โตกว้างขวางพอๆกับจวนท่านตา บรรดาบ่าวที่เป็นวิญญาณ ก็พากันยืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบเสงี่ยม
ท่านพ่อเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ15ปีก่อน ว่าถูกคนขุนนางชั่วใส่ร้ายว่าเป็นกบฏ หลักฐานทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายตระกูลจ้าว ท่านปู่และท่านพ่อโกรธแค้น ไม่ยินยอมต่อโชคชะตานี้ ก่อนประหารได้กราบวิงวอนต่อสวรรค์ หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์และปาฏิหาริย์มีจริง ก็โปรดส่งคนมาช่วยแก้ไขสิ่งที่ตระกูลจ้าวไม่ได้ทำ หลังประหารชีวิตวิญญาณทุกดวงที่อยู่ที่ตระกูลจ้าวก็ไม่ยอมไปไหน พ่อและท่านปู่เชื่อว่าที่วิญญาณไม่ไปไหน คงเพราะรอคนที่จะมาแก้ไขเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต
อยู่มาวันหนึ่งก็ได้มีนักพรตได้แวะมาที่จวนตระกูลจ้าว นักพรตผู้นั้นบอกว่าให้รออีกไม่นาน ผู้สืบทอดตระกูลจ้าวจะกลับมา แล้วก็ได้ทิ้งจดหมายไว้ให้หนึ่งฉบับ บอกว่าเมื่อใดที่ผู้สืบทอดกลับมา ให้เอาจดหมายให้ฉบับนี้ให้ พอเล่ามาถึงตรงนี้ ท่านปู่ก็หยิบจดหมายออกมาให้ซูหนี่ว์
“แล้วท่านพ่อรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นลูกของท่านละเจ้าค่ะ?
“ตอนที่ตระกูลจ้าวเกิดเรื่องพ่อและท่านปู่ คิดว่าตระกูลจ้าวคงจบสื้นแล้ว แต่พ่อก็มีความคิดหนึ่งซึ่งฟังดูอาจจะไม่เข้าท่านัก ซึ่งยามนั้นพ่อก็แอบชอบมารดาของเจ้ามานาน จึงตัดสินใจวางยากำหนัดแม่ของเจ้า เพื่อที่ตระกูลจ้าวจะได้มีคนสืบสกุล พ่อไม่ได้คาดหวังอะไรว่านางจะตั้งครรภ์หรือไม่แต่สวรรค์ก็เมตตา พ่อไม่อยากให้แม่เจ้ารู้ว่าพ่อเป็นใคร และไม่อยากให้ใครรู้เช่นเดียวกัน เพราะตระกูลจ้าวได้รับข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏ คนที่เกี่ยวข้องกับพ่ออาจถูกประหารไปด้วย หลังจากถูกประหาร พ่อก็อยู่ทีนี่และเฝ้ารอ ไม่คาดคิดว่าอยู่ๆพ่อก็เห็นนิมิต ว่าเจ้ามาจากที่ที่แสนไกล วิญญาณของซูหนี่ว์ได้มาร่ำลาพ่อ บอกว่าซูหนี่ว์ที่ได้ไปเกิดอีกภพหนึ่งกำลังจะกลับมา จากนั้นก็ไม่รู้ทำไมพ่อถึงได้ไปเข้าฝันลูกได้”
ซูหนี่ว์เปิดอ่านเนื้อหาข้อความในจดหมาย แต่ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่บอกว่า
“จงใช้มือของเจ้าเปิดประตูแห่งความลับที่ซ่อนอยู่ที่จวนแห่งนี้”ซูหนี่ห์อ่านแล้วก็หมวดคิ้ว ปริศนาเสี่ยงทายอะไรเนี่ยะ ยุคโบราณนี่มีแต่อะไรแปลกๆ
“ท่านพ่อ ท่านปู่ คิดว่าข้อความนี้หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าค่ะ?”นางหันไปขอความคิดเห็น เพราะไม่เข้าใจความหมาย
“จะส่งเจ้ามาช่วยทั้งที ทำไมต้องทำให้มันยุ่งยาก ปู่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เจ้าละคิดว่าอย่างไร?”จ้าวซีห่าวบ่นออกมา
“ท่านพ่อ ข้าก็ไม่รู้เลยขอรับ เคยแต่จับดาบออกรบและต่อสู้ ให้มาไขปริศนาไม่ใช่งานถนัดข้าเลย”
“เดี๋ยววันนี้ข้าจะกลับไปก่อน ข้าจะขอให้ท่านแม่ซื้อจวนหลังนี้ แล้วข้าจะกลับมาใหม่ แต่ข้าอยากมีเรื่องขอร้อง หากเป็นมารดาข้า หรือคนที่มาจากจวนข้า พวกท่านอย่าทำให้พวกเขาตกใจได้หรือไม่ เพราะหากข้าให้ท่านแม่ซื้อจวน ข้าต้องพาคนมาทำความสะอาด หรือไม่ก็อาจซื้อบ่าวมาเพิ่มเจ้าค่ะ”
“ได้ๆปู่รับปาก/พ่อก็รับปาก