“ฉันว่าช่วงนี้เจ้าคุณดูแปลกๆไปนะ หรือว่าแกไปบอกพ่อแม่เขาหรอ” ปูเป้ถามฉันขึ้นระหว่างนั่งกินข้าว นั่นทำให้ฉันเงยหน้าไปมองเพื่อนตัวเองถึงได้เห็นว่าเจ้าคุณพึ่งเดินผ่านฉันไปกับเพื่อนของเขา
“เปล่า แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ” ฉันตอบพร้อมกับพูดขึ้น
ไม่รู้จะเรียกว่าความโชคดีบนความโชคร้ายหรือเปล่า เพราะหลังจากวันนั้น เจ้าคุณก็ไม่เคยมายุ่งหรือหาเรื่องอะไรฉันอีก ไม่ว่าจะเดินผ่านกัน เขามักจะทำเหมือนไม่เห็น ไม่รู้จักฉัน และฉันคิดว่าแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน เพราะฉันเองจะได้อยู่อย่างสงบสุขกับคนอื่นเขาบ้าง
“นั่นสิ เขาคงเบื่อจะหาเรื่องแกอย่างที่แกเคยบอกแล้วมั้ง” ปูเป้พูดจบก็กินข้าวของเธอต่อ
ใช่ เมื่อก่อนปูเป้ก็เคยคิดให้ฉันบอกแม่ใหญ่เหมือนกัน เพียงแต่พอฉันบอกเหตุผลไปเธอก็เข้าใจ และฉันก็บอกเธอไปอีกเหมือนกัน ว่าถ้าเจ้าคุณเบื่อจะหาเรื่องฉัน เดี๋ยวเขาก็หยุดเองเลยทำให้ปูเป้ไม่ได้ถามอะไรต่อมาก
“เจ้าขา” เสียงของเนวาดังขึ้นก่อนร่างสูงจะนั่งลงข้างฉัน
“กินข้าวมาหรือยัง” ฉันหันไปถามเนวา
“กินมาแล้ว แล้วไม่สบายหายดีแล้วใช่ไหม” เนวาตอบก่อนจะถามกลับ ส่วนเรื่องที่ว่าไม่สบาย ก็เพราะวันนั้นที่ฉัน... วันนั้นฉันไม่สบายสองวันเต็มๆ บวกกับความปวดที่ร่างกายแล้วด้วย มันยิ่งทำให้ฉันแทบไม่อยากขยับไปไหน จนต้องลางานและไม่ได้มาเรียน ที่สำคัญฉันไม่ได้ให้ใครไปเยี่ยมฉัน เพราะว่าร่องรอยบนร่างกายของฉันมันค่อนข้างเยอะจนปกปิดแทบไม่หมด
“หายแล้ว” ฉันตอบกลับเนวาด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มดีใจที่เห็นเขาเป็นห่วง มันก็แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่ร่างกายของฉันมันตกเป็นของคนอื่นไปแล้ว
“ลางานอีกวันก็ได้นะ เดี๋ยวเราบอกพี่ไทให้” เนวาพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไร เราลามาสามวันแล้ว เราไม่อยากลานาน” นอกจากจะลาป่วยแล้ว ฉันยังลาพักฟื้นร่างกายตัวเองต่อด้วย เลยไม่ได้ไปทำงานสามวันแล้ว วันนี้ก็วันแรกที่มาเรียน
“อืม อย่าหักโหมให้มากนะ เราเป็นห่วง” เนวาพูดพร้อมกับยกมือตัวเองมากุมมือฉันไว้ ฉันจึงส่งยิ้มให้เขาอย่างขอบคุณ
เราสองคนคบกันตั้งแต่ปีหนึ่งเทอมสอง จนตอนนี้ก็ปีสี่แล้ว แต่เนวายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เขาอยู่เคียงข้างฉัน คอยช่วยเหลือฉันตลอดเวลาโดยที่ฉันไม่เคยร้องขอ ความรักความใส่ใจที่เขาส่งมาให้ฉันต่อเนื่องเหมือนเดิม และนั่นก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกผิดต่อเขามากขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าคุณ
ผมนั่งมองผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังพรอดรักกับผู้ชายอย่างประเจิดประเจ้อไม่อายสายตาใครทั้งที่ตอนนี้ตัวเองก็อยู่ในโรงอาหารคณะ นักศึกษาก็เต็มไปหมด แต่กลับมานั่งจับไม้จับมือและส่งสายตาหวานซึ้งให้กัน เธอลืมไปหรือเปล่าว่าคนอื่นรู้ว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวของผมอยู่บ้าง และแน่นอนว่ามีหลายคนเหมารวมว่าเธอคือครอบครัวเดียวกับผม นั่นหมายความว่าการที่เธอทำแบบนี้มันส่งผลเสียต่อตระกูลของผมมาก
“พี่เจ้าคุณ” เสียงหนึ่งเรียกผมขึ้น
“.....” ผมหันไปมองเธอนิ่งๆโดยไม่ได้พูดอะไร
“ข้าวปุ้นสำนึกผิดแล้ว เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมนะคะ” ข้าวปุ้นพูดด้วยสายตาออดอ้อน
“พี่เจ้าคุณ” ข้าวปุ้นเรียกผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ออกมา นั่นทำให้ผมใจแข็งกับเธอต่อไม่ได้
“อืม แต่อย่าให้มีเรื่องแบบนี้อีก เพราะพี่คงไม่ใจกว้างเหมือนทุกครั้ง” ผมตอบกลับไปตามตรง หลายวันที่ผ่านมาเธอพยายามมาหาผม มาสำนึกผิดกับผมตลอด ซึ่งผมก็เห็นความตั้งใจของเธอ
“จึงนะคะ...”
“ข้าวปุ้นดีใจที่สุดเลย” ฟอด ข้าวปุ้นพูดด้วยความดีใจ ก่อนจะรีบนั่งลงข้างผมพร้อมหอมแก้มฟอดใหญ่แล้วกอดผมไว้แน่น ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร
เจ้าขา
“VIP2” เสียงเรียกพร้อมกับถาดเครื่องดื่มที่ถูกจัดวางไว้ทำให้ฉันรู้ว่าได้ของที่ตัวเองรับผิดชอบแล้ว
ฉันหยิบถาดเครื่องดื่มก่อนจะขึ้นไปด้านบนเพื่อเอาเครื่องดื่มไปยังโต๊ะที่ฉันรับผิดชอบ ซึ่งวันนี้ฉันขึ้นไปทำชั้น VIP
“เครื่องดื่มได้แล้วค่ะ” ฉันพูดก่อนจะวางเครื่องดื่มที่โต๊ะแล้วยกออกจากถาด
“นั่งดื่มด้วยกันก่อนสิครับ” แล้วลูกค้าชายคนหนึ่งก็พูดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติกับการเจอลูกค้าแบบนี้อยู่แล้ว
“ขอโทษค่ะ ฉันเป็นแค่พนักงานเสิร์ฟ” ฉันบอกให้เขาเข้าใจ ว่าถ้าหากอยากได้คนนั่งดื่มก็ต้องเรียกเด็กดริ้งก์นั่นเอง
“แต่พี่อยากให้น้องนั่งกับพี่นี่ครับ” เพื่อนของเขาอีกคนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม อาการของคนที่แอลกอฮอล์เข้าปากแล้วก็แบบนี้แหละ ธาตุแท้เริ่มออก หรือบางคนออกโดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ
ฉันไม่ได้ตอบแค่ส่งยิ้มให้บางๆก่อนจะหุบยิ้มแล้วลุกเพื่อเดินออกจากโต๊ะนี้หลังจากทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จ แต่นิสัยของคนบางคนมันไม่ได้เข้าใจอะไรง่ายๆกันทุกคน
หมับ! ใช่ ชายคนแรกที่เอ่ยชวนฉันจับมือฉันไว้ทำให้ฉันเดินออกจากโต๊ะนี้ไม่ได้
“ขอโทษนะคะคุณลูกค้า กรุณาทำความเข้าใจกฎด้วยค่ะ” คนเรามันก็รู้อยู่แก่ใจนั่นแหละว่าเด็กเสิร์ฟก็คือเด็กเสิร์ฟ ไม่ได้มีหน้าที่มานั่งดื่มหรือเอนเตอร์เทนใคร และหน้าที่ตรงนั้นก็มีฝ่ายรับผิดชอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องจ่ายเพิ่มก็แค่นั้น
“พี่เป็นลูกค้า ถ้าพี่อยากได้น้องจะปฏิเสธได้หรอ” มันไม่ได้ทำให้ฉันตกใจเท่าไหร่หรอก เพราะสถานที่แบบนี้คนประเภทนี้ก็เยอะ แล้วที่สำคัญ บอกแล้วไงว่ายังมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้เข้าใจอะไรง่ายๆ แล้วยังชอบโชว์
“ได้ค่ะ เพราะทางร้านก็มีรายละเอียดแจ้งอยู่แล้ว คุณลูกค้าลองอ่านดูที่เมนูนะคะ” ฉันพูดและพยายามบิดข้อมือตัวเองออกจากมือชายตรงหน้า แล้วในหนังสือเมนูก็มีบอกอยู่ ว่าถ้าต้องการอะไร ต้องจ่ายยังไง และในนั้นไม่ได้มีเด็กเสิร์ฟอยู่ด้วย
“งั้นพี่จ่ายให้น้องพิเศษก็ได้ รับรองว่าได้เยอะกว่าที่น้องต้องเดินไปเดินมาแบบนี้” ชายตรงหน้ายังคงไม่เลิกพยายามเหมือนเคย
“ปล่อยเถอะค่ะ ฉันมีงานต้องทำ” นี่แหละคือเหตุผลที่เขาไม่ได้ให้เด็กเสิร์ฟมานั่งกับลูกค้า เพราะถ้าเป็นแบบนั้นใครจะเป็นคนเสิร์ฟกันล่ะ
“อย่าเล่นตัวหน่อยเลยหน่า” เขาออกแรงบีบข้อมือฉันแน่นขึ้นก่อนจะพูดขึ้นด้วยอารมณ์ที่เริ่มเปลี่ยนไป
“ถ้าต้องการคนเอนเตอร์เทนเดี๋ยวฉันเรียกพนักงานดริ้งก์ให้ค่ะ” ฉันพูดและยังคงบิดข้อมือตัวเองออกอยู่อย่างนั้น เพียงแต่คนตรงหน้ากลับยิ่งกำแน่นไม่ปล่อยเลยสักนิด
พรึ่บ!
ตุบ!
“อ๊ะ!” ฉันร้องขึ้นหลังจากถูกกระชากอย่างแรงจนล้มลงไปนั่งข้างๆเขาจนเกือบเกยนั่งตัก นั่นทำให้ฉันรีบขยับออก แต่ก็ลุกไม่ได้เพราะเขาเอามือมาโอบเอวฉันไว้ก่อน
“ตัวหอมดีจัง” เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหื่นๆ
“ปล่อยค่ะ!” ฉันพยายามแกะมือเขาแล้ว แต่เขาก็ไม่ปล่อย กลับหัวเราะพอใจกับเพื่อนตัวเอง
หมับ!
“อ๊ะ!” ฉันร้องขึ้นอีกครั้งหลังจากถูกจับมืออีกข้างแล้วกระชากอย่างแรงจนมือของผู้ชายคนนั้นหลุดไป ส่วนฉันตอนนี้กลับยืนอยู่ข้างผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายที่ฉันไม่คิดว่าเขาจะมาทำแบบนี้
“ถ้าอ่านหนังสือไม่ออกก็กลับไปเรียนก่อนค่อยมาแดกเหล้า!” น้ำเสียงหาเรื่องของเจ้าคุณดังขึ้นอย่างไม่เกรงกลัวต่อกลุ่มตรงหน้าเลย
“มึงเป็นใครวะ!” ชายที่ดึงฉันลุกขึ้นแล้วพูดอย่างไม่พอใจ
“คุณทำผิดกฎเอง ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรเราคงไม่รับผิดชอบ” แล้วเสียงของไทม์ก็ดังขึ้นพร้อมกับลูกน้องเขาอีกสองคนที่ดูท่าทางน่าเกรงขาม แน่นอนว่ากลุ่มพวกนั้นเงียบไปอย่างรู้ตัว
พรึ่บ! แล้วฉันก็ถูกกระชากให้เดินออกจากตรงนี้อย่างไม่ทันตั้งตัวจนเกือบล้ม โดยที่เจ้าคุณยังคงเดินต่อไปด้านหน้าเรื่อยๆโดยไม่คิดจะหยุด และเขาก็เดินเร็วมากจนฉันก้าวแทบไม่ทัน
“นายจะพาฉันไปไหน” ฉันถามออกไปด้วยความอยากรู้ เพราะเขาเอาแต่เดินจนมันจะออกจากคลับอยู่แล้ว
“.....” แต่เจ้าคุณกลับเงียบและไม่พูดอะไรเหมือนเดิม
พรึ่บ!
ปัง!
เขาลากฉันจนมาถึงรถของเขาก่อนจะดันฉันเข้าไปในรถอย่างแรงจนฉันชนขอบประตูอย่างแรง แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงดันฉันเข้ารถมาจนได้ แล้วปิดประตูรถอย่างแรงโดยที่ฉันแทบเอาขาขึ้นมาแทบไม่ทัน
“ฉันต้องทำงาน!” ฉันหันไปบอกเจ้าคุณที่ตามขึ้นรถมาอย่างไม่เข้าใจ
“.....” เจ้าคุณยังคงเงียบและไม่พูดอะไร ไม่มองหน้าฉันสักนิด ก่อนจะติดเครื่องยนต์แล้วใส่เกียร์ขับรถออกไป
“เจ้าคุณ ฉันต้องทำงานนะ!” ฉันรีบร้องบอกเขาอย่างร้อนรนเหมือนเดิม นี่มันพึ่งเที่ยงคืนเอง แล้วออกมาก่อนตั้งหลายชั่วโมงแบบนี้คนอื่นเขาจะคิดยังไง ก็ต้องวุ่นวายคนอื่นอีก
“.....” ทุกอย่างยังคงตกอยู่ในความเงียบ เจ้าคุณไม่พูดอะไรนอกจากมองไปข้างหน้าและเหยียบคันเร่งอย่างต่อเนื่อง
เอี๊ยด! สุดท้ายรถก็มาจอดอยู่ที่ห้องพักของฉัน นั่นทำให้ฉันยิ่งสับสนว่าเขากำลังทำอะไรของเขากันแน่
หมับ! เจ้าคุณลงจากรถก่อนจะตามมาเปิดฝั่งฉันแล้วกระชากฉันลงจากรถอย่างแรงพร้อมกับลากฉันไปด้านใน
“นายทำอะไรของนาย!” ฉันพยายามยื้อตัวเองไว้ แต่ก็ไม่เป็นผลกับเขาเลยสักนิด ตอนนี้เจ้าคุณนิ่งมาก นิ่งจนฉันไม่เข้าใจว่าเขากำลังจะทำอะไร
“เอากุญแจสำรองห้องยัยนี่มา!” เขาเดินไปยังเคาร์เตอร์เล็กๆที่มีพนักงานนั่งอยู่ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงเข้ม
พนักงานที่เห็นหน้าฉัน และฉันก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรออกไป ก็รีบหยิบกุญแจสำรองให้เจ้าคุณอย่างรีบร้อน เจ้าคุณหยิบกุญแจเสร็จก็พาฉันเข้าลิฟท์ไปทันทีโดยไม่พูดไม่กล่าวอะไรกับฉันสักคำ
ไม่นานลิฟท์ก็พาฉันกับเขามาถึงชั้นของฉันก่อนเจ้าคุณจะลากฉันออกจากลิฟท์ไปที่ห้องของฉันก่อนจะไขประตูเข้าไปด้านใน
พรึ่บ! เขาสะบัดฉันเข้าไปในห้องอย่างแรงจนฉันเกือบล้ม ดีที่ทรงตัวได้ก่อน
“อะไรของนาย!” ฉันถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ ตั้งแต่ลากฉันออกมาทั้งที่ทำงาน แล้วยังพามาที่ห้องของฉันแบบนี้ด้วย
“ลาออกจากงานนี้ซะ!” แล้วเจ้าคุณก็สั่งออกมาเสียงเข้ม แต่เขาต้องการพูดเรื่องนี้กับฉันจริงๆหรอ แล้วทำไมต้องลากฉันกลับมาด้วยนะ
“ฉันลาออกไม่ได้” ฉันบอกออกไปตามตรง ฉันขี้เกียจหางานใหม่
“ทำไม! หรือว่ากลัวไม่มีผัวถึงต้องคอยไปอยู่ในที่ที่มีแต่ผู้ชาย!” เขาตะคอกกลับทันที
“.....” ฉันไม่ได้ตอบสิ่งที่เขาพูด คำพูดหาเรื่องแบบนี้พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ เถียงไปก็หาว่าแก้ตัว
“ลาออกซะ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!” แล้วเจ้าคุณก็สั่งออกมาเสียงเข้มอีกครั้ง
“ฉันไม่ออก” ฉันยังคงยืนยันคำเดิมของตัวเองออกไปเหมือนเดิม
“อย่าทำให้ฉันหมดความอดทน!” น้ำเสียงกดต่ำของเจ้าคุณดังขึ้นพร้อมสายตาที่จ้องเขม็งมายังฉัน ฉันหันหลบสายตาของเขาก่อนจะตอบกลับ
“นั่นมันเรื่องของนาย แต่นี่มันเรื่องของฉะ...”
พลั่ก!