หลายวันมานี้ฉันยังคงอยู่ด้วยความกังวลไม่หาย เพราะฉันต้องคอยลุ้นทุกวันเลยว่าไปทำงานวันนี้จะมีคนเดินมาบอกฉันหรือเปล่า ว่าฉันถูกไล่ออก ถึงแม้ว่าตอนนี้จะผ่านมาหลายวันแล้วและทุกอย่างยังไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ฉันก็ยังไว้ใจไม่ได้ เพราะคนอย่างเจ้าคุณ เขาชอบทำอะไรที่ฉันคาดไม่ถึงและชอบทำตอนที่ฉันไม่ทันระวังตัว
“กระเป๋าสวยนะ” ปูเป้แซวขึ้นหลังจากเดินมาหาฉันและเห็นกระเป๋าใบใหม่ของฉัน
“คุณพ่อกับแม่ใหญ่ซื้อมาฝากอ่ะ” ฉันตอบกลับตามตรง ก็อย่างที่บอกว่าข้าวของเครื่องใช้ดีๆแพงๆของฉันทุกอย่างก็ได้ทางบ้านใหญ่นั่นแหละที่ซื้อมาฝาก โดยเฉพาะกระเป๋าแบรนด์แนมที่ฉันสะพายมาเรียน
ฉันก็ไม่ได้อยากเอาออกมาใช้หรือว่าอวดใครหรอกนะ เพียงแต่ว่าฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากใช้ของสวยๆงามๆเหมือนกับผู้หญิงส่วนใหญ่นั่นแหละ แล้วฉันก็เห็นว่าตัวเองก็มีกระเป๋าที่คุณพ่อซื้อให้หลายใบ ก็ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะต้องไปสิ้นเปลืองเงินเพื่อซื้อใบอื่นมาใช้
“ฉันอยากมีพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงอย่างแกบ้างจัง” ปูเป้พูดขึ้นเหมือนทุกครั้งที่ฉันได้อะไรมาใช้ ปูเป้เป็นเด็กทุนที่ได้ทุนมาเรียนมหาลัยเอกชนอย่างที่นี่ นั่นเลยทำให้เราสนิทกัน เพราะเราสองคนฐานะพอๆกัน แล้วยังทำงานด้วยกันด้วย
“บางทีความสุขที่แท้จริงไม่ใช่ข้าวของเงินทองพวกนี้หรอกนะ แต่มันคือครอบครัวที่อบอุ่นต่างหาก” ฉันพูดออกไปอย่างที่คิด
ถึงแม้ว่าของพวกนี้มันจะทำให้เรามีความสุขได้ แต่สุดท้ายความสุขที่เราต้องการจริงๆก็คือครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ที่อยู่พร้อมหน้า พูดกับลูกอย่างรักและเอ็นดู คอยอบรมสั่งสอนลูกและอยู่เคียงข้างลูก ไม่ใช่พอหันไปทางไหนก็ไม่เจอใคร
“ไม่เอาๆ ไม่เศร้าดีกว่า” แล้วปูเป้ก็เปลี่ยนเรื่องทันที คนอื่นๆก็พอรู้เรื่องของฉันอยู่บ้าง อย่าลืมว่าครอบครัวของคุณพ่อเป็นตระกูลผู้ดีเก่าแก่ ตอนเกิดเรื่องนี้ขึ้นแน่นอนว่าย่อมมีข่าวหลุดออกไปถึงแม้ว่าที่บ้านจะปิดข่าว แถมท่านยังมีหุ้นในมหาลัยนี้อีก
แล้วก็อย่างที่บอกว่ามหาลัยนี้เป็นมหาลัยเอกชนชื่อดังที่มีแต่ลูกคนมีฐานะเรียน แน่นอนว่าพวกเธอก็เคยได้ยินข่าวนี้จากปากพ่อแม่พวกเธอบ้าง ยิ่งตอนที่พวกเธอเห็นคุณพ่อกับแม่ใหญ่มารับเจ้าคุณวันแรก พวกคนอื่นๆก็ประติดประต่อเรื่องจนรู้ว่าลูกของเมียน้อยคุณพ่อก็คือฉัน
“ไปเรียนกันเถอะ” ฉันพูดขึ้นอย่างต้องการบอกให้ปูเป้รู้ว่าฉันไม่เป็นอะไร เพราะถ้ามองอีกมุมหนึ่งฉันก็ยังดีกว่าหลายๆคนที่ยังมีคนคอยช่วยเหลือและให้ความรักฉันมากมาย
“อืม ไปห้องน้ำก่อนนะ” แล้วฉันกับปูเป้ก็พากันลุกเพื่อไปห้องน้ำก่อนเข้าห้องเรียน เพียงแต่...
พรึ่บ! ตุบ!
“อ๊ะ!” ฉันร้องขึ้นด้วยความตกใจหลังจากถูกกระชากกระเป๋าจากด้านหลัง ก่อนคนทำจะมองกระเป๋าใบนั้นแล้วโยนมันลงพื้นอย่างไม่ใยดี
“ทำอะไรของนาย!” ฉันว่าออกไปอย่างไม่พอใจพร้อมกับจะก้มไปเก็บกระเป๋า แต่ก็ถูกเท้าของเขายื่นมาเขี่ยกระเป๋าของฉันไว้ก่อนจะเหยียบมันไว้
“อย่างเธอไม่เหมาะกับของแบบนี้สักนิด” เจ้าคุณพูดขึ้นด้วยสายตาสมเพช
“เอาของฉันคืนมา!” ฉันไม่สนใจสิ่งที่เขาพูด ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ฉันรู้สึกจุกไปก็ตาม แต่แล้วยังไง เหมาะไม่เหมาะใครเป็นคนตัดสินกัน
“ของเธอ? หึ เงินพ่อแม่ฉันทั้งนั้น” เจ้าคุณพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันทันที
“คุณพ่อกับแม่ใหญ่ซื้อให้ฉัน มันก็ต้องเป็นของฉัน” ฉันเถียงกลับไป ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขาพูดมันจะถูกก็ตาม
“แล้วไง ถ้าฉันอยากเอาคืน ฉันก็จะเอา” เจ้าคุณพูดอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนสักนิด
“ฉันขอคืนนะ” ฉันเอ่ยออกไปเสียงอ่อนกว่าเดิม ของที่บ้านใหญ่ซื้อให้ฉันไม่ใช่แค่มันจะเติมเต็มความรู้สึกให้ฉัน แต่มันยังเป็นความทรงจำให้ฉันด้วย ว่าของชิ้นนี้ใครซื้อให้ฉันจากที่ไหน ซึ่งมันมีคุณค่าทางจิตใจต่อฉันมาก เพราะถ้าไม่มีบ้านใหญ่ ฉันก็ไม่มีใครซื้ออะไรให้เหมือนคนอื่นๆ
“อยากได้?” เจ้าคุณเลิกคิ้วถามฉันขึ้น
“อืม” ฉันตอบกลับอย่างไม่ปิดบัง
“งั้น...” เจ้าคุณพูดก่อนจะก้มเก็บกระเป๋านั้นขึ้นมา และ...
“ไปเก็บเอาเองดิ”
ฟิ้วว แล้วเขาก็คว้างมันออกไปทางระเบียงจากชั้นสี่ลงไปด้านล่าง
“มันจะมากไปแล้วนะเจ้าคุณ!” ฉันวิ่งไปมองกระเป๋าที่ร่วงลงไปชั้นล่างก่อนจะหันมาพูดกับเจ้าคุณอย่างไม่พอใจ
“หรอ” เจ้าคุณตอบกลับแค่นั้นก่อนจะเดินนำเพื่อนเขาออกไป
“แกรีบลงไปเก็บเถอะ เดี๋ยวฉันจะดูไว้ให้” ปูเป้พูดขึ้น นั่นทำให้ฉันรีบไปกดลิฟท์เพื่อลงไปเก็บกระเป๋าด้านล่างทันที
แล้วที่เห็นว่าทุกคนได้แต่ยืนดูเงียบๆแบบนี้ไม่ต้องแปลกใจหรอก เพราะทุกคนเห็นมันจนชินแล้ว เพื่อนเขาเคยพูดห้ามเขาบ้างเวลาเขาหาเรื่องฉัน แต่คนอย่างเจ้าคุณไม่เคยฟังใครอยู่แล้ว และนั่นก็ทำให้เพื่อนเขาคงเบื่อจะพูดไปเอง ส่วนปูเป้หรอ จะสู้อะไรเจ้าคุณได้ล่ะ
ไม่นานฉันก็เก็บกระเป๋าที่เจ้าคุณโยนลงมาได้โดยที่ของด้านในยังคงปลอดภัยดี ก่อนจะกลับขึ้นไปข้างบนเพื่อเข้าเรียน
“มันแกล้งเธออีกแล้วใช่ไหม” พอมาถึงเนวาก็ถามขึ้น
“ไม่มีอะไรหรอก” ฉันตอบกลับเนวาด้วยรอยยิ้มบางๆ เพราะถ้าให้พูดเนวาเป็นคนเดียวที่กล้ามีปัญหากับเจ้าคุณ และทุกครั้งที่เจ้าคุณแกล้งหรือหาเรื่องฉันโดยมีเนวาอยู่ด้วย พวกเขาก็มีปากเสียงกันตลอด
“เมื่อไหร่เธอจะเลิกยอมมัน! ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้บอกพ่อแม่มันไปเลย” เนวาพูดขึ้น ฉันรู้ว่าเนวาเป็นห่วงฉัน และฉันก็รู้ว่าถ้าเกิดฉันบอกคุณพ่อกับแม่ใหญ่เรื่องที่เจ้าคุณหาเรื่องอะไรฉัน แน่นอนว่าเขาจะต้องถูกแม่ใหญ่ดุแน่นอน
แต่ฉันจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ต้องเจอปัญหาก็คือฉัน และมันจะเป็นปัญหาใหญ่กว่าเดิมด้วย อีกแค่เทอมเดียวฉันก็จะเรียนจบจากที่นี่แล้ว หลังจากนั้นฉันกับเขาอาจจะไม่เจอกันก็ได้ ส่วนตอนนี้ฉันก็ปล่อยให้เขาหาเรื่องฉันไปเถอะ เผื่อมันจะลบล้างกับสิ่งที่ฉันและแม่ฉันเคยทำให้เขาไม่พอใจในวัยเด็กได้บ้าง
“ถ้าบอกไปแล้วนายคิดว่าเจ้าคุณจะปล่อยเจ้าขาไปหรือไง” ปูเป้พูดขึ้นอย่างรู้ทัน และนั่นก็ทำให้เนวาเงียบไป
“ฉันไม่เป็นอะไรหรอก เขาก็แกล้งฉันไม่ต่างจากเด็กคนหนึ่ง เดี๋ยวเขาเบื่อเขาก็คงเลิกยุ่งเอง” ฉันบอกเนวาให้สบายใจ เพราะถึงเจ้าคุณจะหาเรื่องและแกล้งฉันยังไง แต่ที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยเล่นอะไรอันตรายจนถึงชีวิต นั่นก็เลยทำให้ฉันเลือกจะปล่อยผ่านไปทุกครั้ง