เสียงดนตรีสดจังหวะโจ๊ะ ๆ ดังลั่นออกมาจากร้านลาบเป็ดกึ่งบาร์สไตล์บ้าน ๆ แถวชานเมือง กลิ่นควันจากการย่างเนื้อโชยฟุ้งปะปนกับกลิ่นเบียร์เย็นฉ่ำ วันนี้เป็นวันเลี้ยงส่งปิดโปรเจกต์ฝึกงานของเหล่านักศึกษาและเลี้ยงขอบคุณพี่ ๆ วิศวกรคุมหน้างานที่ตรากตรำทำงานร่วมกันมาเกือบหนึ่งเทอมเต็ม ภายใต้แสงไฟสลัวจากหลอดนีออนสีชมพูแกมม่วง ความรู้สึกที่ถูกกดทับไว้ตลอดหลายเดือนเริ่มคลายตัวพร้อมกับความเมามายที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดของทุกคนบนโต๊ะ
บนโต๊ะยาวสังกะสีที่เต็มไปด้วยจานกับแกล้มและขวดสีชา เสือ นั่งนิ่งอยู่หัวโต๊ะในชุดเสื้อยืดสีดำเรียบง่าย แววตาคมกริบของเขามองเหม่อไปยังแก้วเหล้าในมือ ความคิดของเขายังคงติดค้างอยู่ที่เหตุการณ์ใต้เพิงพักริมทางวันนั้น... กลิ่นตัวของโรส ความนุ่มนิ่มในอ้อมกอดที่เขาเผลอไผลไปในวินาทีที่วิกฤต และแววตาสั่นระริกที่เกือบจะทำให้เขาทำลายมิตรภาพสิบปีทิ้งไปเพียงเพื่อจะรั้งเธอเอาไว้ ความทรงจำเหล่านั้นมันเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจเขาอยู่ทุกขณะที่เขาต้องแสร้งทำเป็น 'พ่อสื่อ' ให้กับเพื่อนสนิท
"เฮ้ย ไอ้เสือ! เหม่ออะไรวะ ชนแก้วหน่อยโว้ย!" พี่ชาติ วิศวกรรุ่นพี่ร่างยักษ์ตะโกนเรียกพลางยื่นแก้วมาเคาะกับแก้วของเสือ เสียงชนแก้วดังสนั่นท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนในโต๊ะ
เสือกระตุกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะยกกระดกจนหมดแก้ว รสขมปร่าของแอลกอฮอล์บาดลึกในลำคอ แต่มันยังไม่เจ็บแสบเท่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่กำลังกัดกินใจเขา เขาไม่ใช่คนดีที่ควรจะเป็น และเขาก็ไม่ใช่เพื่อนที่ซื่อสัตย์อย่างที่มินท์เชื่อมั่นมาตลอด
"พี่ชาติ อย่าไปกวนมันเลยพี่ มันกำลังคิดถึง 'ธุระ' ที่คอนโดอยู่" มินท์ ที่นั่งข้าง ๆ พูดกลั้วหัวเราะ ใบหน้าของเธอแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา มินท์ดูมีความสุขกว่าใครเพื่อนในคืนนี้ เพราะงานที่ไซต์จบลงด้วยดี และเธอก็เชื่อสนิทใจว่าความสัมพันธ์ของเธอกับโรสก้าวหน้าไปมากเพราะ "พ่อสื่อ" อย่างเสือที่คอยจัดการทุกอย่างให้
"ธุระอะไรวะมินท์? หรือว่าไอ้เสือมันแอบซุกกิ๊ก" พี่ชาติแซวเสียงดังจนคนทั้งโต๊ะหันมามองด้วยความสนใจ
"กิ๊กเกิ๊กอะไรพี่... นี่ระดับไอ้เสือ มันทำหน้าที่ 'กามเทพ' ให้ผมต่างหาก" มินท์ตบไหล่เสือแรง ๆ "เนี่ยพี่ ดูรูปดิ น้องโรสน่ารักชะมัด วันก่อนไอ้เสือพาน้องเขาไปกินข้าวมา น้องเขายิ้มแก้มปริเลยเนี่ย"
มินท์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรูปที่เสือส่งให้ดูวนไปมาในวงเหล้า เป็นภาพถ่ายของโรสที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เสือเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เขาอยากจะคว้าโทรศัพท์เครื่องนั้นมาขว้างทิ้งให้แตกละเอียด รูปที่มินท์เห็นว่าโรสยิ้มอย่างมีความสุข มีเพียงเขาคนเดียวที่รู้ว่าสายตาของเธอในรูปนั้น... เธอมอง 'คนถ่าย' ด้วยความรัก ไม่ใช่คนฝากของมาให้ และเขานั่นแหละคือคนที่ถ่ายรูปนั้น แต่ต้องแสร้งทำเป็นคนส่งสารให้เพื่อน
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ความเมามายเริ่มเข้าครอบงำวงสนทนา เสียงเพลงเริ่มเร่งจังหวะจนคนพากันลุกขึ้นไปเต้นรำหน้าเวที มินท์เริ่มพูดจาเลอะเลือนเพราะฤทธิ์เหล้าที่รุมเร้า แต่หัวข้อหลักยังไม่พ้นเรื่องของโรส
"กูขอบใจมึงมากนะเสือ..." มินท์กอดคอเพื่อนสนิทพลางพึมพำข้างหู "กูรู้ว่ามึงเบื่อที่กูใช้มึงทำโน่นทำนี่ แต่มึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของกูเลยว่ะ ถ้าไม่มีมึงคอยดูแลโรสให้ช่วงที่กูไม่อยู่ กูคงบ้าตายไปแล้ว"
เสือวางแก้วลงช้า ๆ มือหนากำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูด เขารู้สึกขยะแขยงตัวเองที่รับคำขอบคุณเหล่านั้นมาตลอด "มินท์... มึงชอบโรสจริง ๆ หรือแค่อยากเอาชนะ?"
มินท์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่วนเหมือนเป็นเรื่องตลก "ตอนแรกกูก็แค่เห็นว่าน้องเขาสวย สเปกกูเลยว่ะ แต่พอน้องเขาเล่นตัว พอน้องเขาเมินกู กูก็ยิ่งอยากได้... เออ กูชอบจริง ๆ ว่ะ กูกะว่ากลับคอนโดคราวนี้ กูจะรุกหนักกว่าเดิม จะขอเป็นแฟนให้ได้ มึงช่วยกูให้ถึงที่สุดนะเพื่อน"
คำว่า 'อยากได้' ของมินท์ทำให้เสือรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก เขามองเพื่อนรักที่กำลังเพ้อฝันถึงกุหลาบที่เขาเพิ่งจะโอบกอดมาเองกับมือ กุหลาบที่มินท์ไม่มีวันได้ครอบครอง เพราะเขาเองที่เป็นคนเด็ดมันมาใส่ในแจกันของตัวเองเสียแล้ว
"แล้วมึงเคยถามเขาไหมว่าเขารู้สึกยังไง?" เสือถามเสียงต่ำ ลึกซึ้งจนมินท์ขมวดคิ้ว
"ไม่ต้องถามหรอก มึงก็เห็นในรูป น้องเขาไปกับมึง กินข้าวกับมึง รับของที่กูฝากไปให้ตลอด แปลว่าเขาเริ่มเปิดใจให้กูแล้วไง" มินท์พูดอย่างมั่นใจและหลงตัวเอง "ที่เหลือก็แค่กูลงสนามเอง แล้วมึงก็แค่คอยเชียร์กูเหมือนเดิม"
เสือแค่นหัวเราะในลำคอ ความเมาทำให้เขาทนเก็บความอัดอั้นไว้ไม่ไหว "มึงมันโง่มินท์... โง่จนมองไม่ออกว่าใครกันแน่ที่เขารู้สึกด้วย มึงคิดว่าโลกนี้จะหมุนรอบความต้องการของมึงคนเดียวหรือไง?"
มินท์ชะงัก สายตาที่เคยร่าเริงเริ่มเปลี่ยนเป็นความสงสัยและไม่พอใจ "มึงหมายความว่าไงวะเสือ? วันนี้มึงแปลก ๆ นะ"
บรรยากาศบนโต๊ะเริ่มเงียบลงชั่วขณะ พี่ ๆ คนอื่นเริ่มแยกย้ายไปคุยเรื่องอื่นหรือไปเข้าห้องน้ำเพราะทนความอึดอัดไม่ไหว เหลือเพียงเสือและมินท์ที่จ้องตากันอย่างกดดันภายใต้แสงนีออน
"ที่โรสยอมไปไหนมาไหนด้วย ไม่ใช่เพราะกูอ้างชื่อมึง" เสือพูดช้า ๆ ชัด ๆ ทีละคำ "แต่เป็นเพราะเขา... เขาอึดอัดที่มึงส่งคนมาตาม เขาแค่อยากให้เรื่องมันจบ เขาเลยยอมไปกับกูเพราะเขาไว้ใจกู ไม่ใช่เพราะเขารอที่จะเป็นของมึง"
"แต่มึงบอกเองว่าน้องเขามีความสุข!" มินท์เริ่มขึ้นเสียง ใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
"กูโกหกมึง" เสือจ้องลึกเข้าไปในดวงตามินท์ "กูแค่ทำตามหน้าที่พ่อสื่อบ้าบอที่มึงยัดเยียดให้ เพื่อให้มึงสงบปากสงบคำที่ไซต์งาน... แต่ความจริงคือ ทุกนาทีที่กูอยู่กับโรส กูไม่เคยพูดถึงมึงเลยถ้าไม่จำเป็น และที่สำคัญที่สุด... เขาไม่ได้คิดอะไรกับมึงเลย"
มินท์นิ่งอึ้งไปเหมือนโดนตบหน้ากลางวงเหล้า ความมึนเมาหายไปเป็นปลิดทิ้งเหลือเพียงความสั่นสะท้านด้วยโทสะ "มึง... มึงหมายความว่ามึงแอบกินแรงกูเหรอเสือ? มึงแอบฉวยโอกาสตอนที่กูไว้ใจมึง?"
"กูไม่ได้กินแรงใคร กูแค่หยุดโกหกตัวเองและมึง" เสือลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กลิ่นเหล้าคละคลุ้งแต่สติของเขามั่นคงกว่าที่เคย "กูแค่จะบอกมึงว่า... เลิกใช้กูเป็นเครื่องมือได้แล้ว กลับไปมหาลัยคราวนี้ มึงจัดการเอง และถ้ามึงทำเขาเสียใจ หรือรุกล้ำความเป็นส่วนตัวเขาเหมือนครั้งก่อน... กูจะไม่เกรงใจมึงในฐานะเพื่อนอีกต่อไป"
เสือเว้นจังหวะ สายตาของเขาดุดันเหมือนเสือที่กำลังจะขย้ำเหยื่อจริง ๆ "ถ้ามึงยังคิดจะยุ่งกับเขา มึงต้องข้ามศพกูไปก่อน"
พูดจบ เสือก็คว้ากุญแจบิ๊กไบค์แล้วเดินผละออกจากร้านไปทันที ทิ้งให้มินท์นั่งแข็งค้างอยู่กับที่ท่ามกลางเสียงเพลงที่ยังคงบรรเลงต่อไป ความจริงที่ถูกเปิดเผยออกมาในค่ำคืนนี้เหมือนระเบิดที่เพิ่งถูกจุดชนวน
เสือขับมอเตอร์ไซค์ทะยานออกไปในความมืด ลมหนาวปะทะหน้าช่วยให้เขาสร่างเมามากขึ้น เขาไม่ได้กลับที่พักหน้าไซต์ แต่เขามุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่คอนโด The Nest เขาอยากเห็นหน้าโรส... อยากบอกเธอว่าเขาจะไม่เป็นตัวแทนของใครอีกต่อไป และเขาพร้อมจะประกาศความสัมพันธ์นี้ให้มินท์รู้
ขณะเดียวกัน ที่โต๊ะเหล้า มินท์กำแก้วในมือแน่นจนสั่น แววตาที่เคยร่าเริงเปลี่ยนเป็นความสับสนและโกรธแค้นถึงขีดสุด เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด และผู้หญิงที่เขารัก กำลังจะตกไปอยู่ในมือของคนที่เขาไว้ใจที่สุด
"ไอ้เสือ... มึงหักหลังกูเหรอ?" มินท์พึมพำกับความว่างเปล่า
สงครามกลางโต๊ะเหล้าในคืนปิดโปรเจกต์ ไม่ได้จบลงด้วยคำลาที่สวยงาม แต่มันคือการประกาศสงครามครั้งใหม่ที่ไม่มีวันย้อนกลับ เมื่อพวกเขากลับไปถึงคอนโดในวันพรุ่งนี้ มันจะไม่ใช่แค่การฝึกงานที่จบลง แต่จะเป็นมิตรภาพที่ต้องจบลงไปพร้อมกับความแค้นที่ฝังรากลึกเกินกว่าจะถอนออกได้ ทุกอย่างที่เคยสร้างมาอย่างมั่นคง กำลังจะพังทลายลงด้วยคำพูดไม่กี่คำในคืนนี้ และไม่มีใครรู้เลยว่า หลังจากคืนนี้ไป ความโกลาหลแบบไหนที่กำลังรอพวกเขาทั้งสามคนอยู่.