มหาวิทยาลัยเอส
“ไอ้พายทางนี้” เสียงของเพื่อน ๆ เอ่ยเรียกฉัน ฉันโบกมือให้ เพื่อเป็นการบอกว่าฉันเห็นแล้ว เรียวขายาวเดินตรงเข้าไปหาเพื่อนอย่างช้า ๆ เมื่อคืนยอมรับเลยว่าฉันเองนอนไม่หลับเพราะคิดมากทั้งคืน
“ตื่นสายเหรอ มาเอาป่านนี้” เสียงเฟญ่าเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าฉันมีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“อืม มีเรื่องนิดหน่อย แล้วนี่จารย์ล่ะ ยังไม่มาอีกเหรอ” เพราะนี่ก็เลยเวลาเข้าคลาสไปตั้งสิบกว่านาทีแล้ว
“อีกสักพักน่าจะมาแล้วมั้ง ว่าแต่ใต้ตาเริ่มไปละนะ” พราวรุ้งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นหน้าตาของฉันที่ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เห้อ อยากถอนหายใจยาวไปถึงดาวอังคาร แม่งทำไมมันต้องกลับมาด้วยนะ น่าจะตาย ๆ ไปซะให้มันรู้แล้วรู้รอด กลับมาแบบนี้ฉันจะหาวิธีไหนดีล่ะทีนี้
“กูจะบ้าว่ะมึง เห้อ กูถอนหายใจรอบที่ล้านแล้วมั้ง ตั้งแต่เมื่อคืน”
“ทำไม ผู้ไม่มาหา หรือว่ามึงอกหัก หรือว่า…” เฟญ่าลากยาวความคิดว่าตอนนี้ฉันกำลังเป็นอะไร แบบฉันเนี่ยนะจะอกหัก ทำอย่างกับเคยมีแฟนที่ไหน ถ้ามันก็ว่าไปอย่าง
“ไอ้เฟย์ พูดนี่คิดบ้างมั้ย มึงเห็นกูมีแฟนเหรอ”
“เอ้า เสียอารมณ์ใส่กูอีก กูก็แค่เดามั้ย มึงจริงจังไปได้” ฉันส่ายหน้าไปมากับความคิดของมัน ฉันเลื่อนสายตามองทุกคนในโต๊ะก็เห็นว่าเพื่อนกำลังมองฉันเป็นตาเดียว
“ไอ้พี่พายุ มันกลับมาแล้ว”
“ห๊ะ! ห๊ะ! ห๊ะ!” แหม่พูดซะพร้อมกันเลยนะ
“กูห๊ะ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว มันหนีไปแล้ว ทำไมต้องกลับมาอีกก็ไม่รู้ แม่งแค่คิดกูก็แทบอยากจะตายวันละสามเวลาหลังอาหาร”
“เขากลับมาทำไม หรือว่ากลับมาแต่งงานกับมึงเหรอพาย” เฟญ่าเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น นี่ตกลงมันหรือฉันกันแน่ที่กำลังจะโดนจับแต่งงาน
“กูไม่แต่งแน่ ถ้าพวกเขาบังคับกูมาก ๆ กูจะหนี” พราวรุ้งที่ฟังอยู่ก็หันขวับมามองฉันทันที
“มึงจะหนี หนีจากใครล่ะ ถ้าพ่อมึงก็อาจจะหนีได้ แต่มึงจะหนีผู้ชายคนนั้น หนีได้จริงหรอวะ เอาจริง ๆ ที่ผ่านมาเขาเป็นฝ่ายหนีมาตลอด แต่มาถึงตอนนี้กูแทบมองไม่เห็นทางว่ามึงจะหนีเขาได้” ยิ่งพราวรุ้งพูดฉันก็ยิ่งคิดหนักมากกว่าเดิม
แต่เราสองคนไม่ได้อยากแต่งงานกันตั้งแต่แรก ผู้ชายคนนั้นก็คงมาเพื่อยกเลิกงานแต่งนั่นแหละ
“สาธุ ขอให้ไอ้พี่พายุมันมายกเลิกงานแต่งทีเหอะ แม่จะเลี้ยงชาบูพวกมึงทั้งปีไปเลย” ฉันยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ชีวิตของฉันอย่าได้ข้องแวะกับผู้ชายเลว ๆ พันธุ์นั้นเลย
“ถามจริงพาย เขาทำอะไรให้แกนักหนา ถึงได้เกลียดเขาขนาดนั้น” พราวรุ้งที่นั่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยถามขึ้นพร้อมกับเพื่อนที่ตั้งหน้าตั้งตาฟัง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกมันถาม หลายต่อหลายครั้งที่เพื่อนถามแต่ฉันไม่เคยกล้าบอกให้ใครรู้ มันเหมือนแผลที่ฝังอยู่ในใจมาโดยตลอด
“ก็แค่ไม่ถูกชะตา อีกอย่างคือไม่ชอบขี้หน้ากันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ฉันเลือกที่จะปัดไปเรื่องอื่น เพราะบางเรื่องมันก็ยากที่จะอธิบายให้ใครฟังได้
“แต่เขาก็หล่อ ถึงจะดูดุ ๆ ไปแต่ก็ยังหล่อ” เฟญ่าเอ่ยขึ้น ยัยนี่หนีไม่พ้นความหล่อ เพื่อนทุกคนเคยเห็นเขาอยู่แล้วเพราะฉันเองเป็นคนเอารูปให้พวกมันดู
“หล่อตรงไหนก่อน หน้าหงิกยิ่งกว่าปลาทูคอหักซะอีก” ฉันว่าปลาทูแม่งทำหน้าดีกว่าอีก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า มึงก็ว่าไปพาย ระวังเหอะ เกลียดอะไรมาก ๆ เขาว่าจะได้สิ่งนั้น” เฟญ่าว่าพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ
“ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สงสารกูเถอะ”
“เป็นเอามากนะมึง” ข้าวตูเอ่ยเสริมขึ้นมาอีกคน เห้อเพื่อนแต่ละคนของฉันก็นะ ไม่มีใครปลอบใจฉันได้เลย ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า หลังจากนี้ชีวิตฉันจะเป็นยังไงต่อนะ
ไม่นานหลังจากที่คุยกับเพื่อนได้สักพัก อาจารย์ก็เดินเข้ามา ตอนนี้ฉันนั่งมองภาพบนกระดาน แต่บอกตรง ๆ ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ฉันคิดอะไรไม่ออก ใจหนึ่งมันโหวงเหวง อีกใจมันก็รู้สึกโกรธ
ไม่มีอะไรหรอกน่า เขาก็แค่กลับมาเพราะงานศพพ่อแม่ตัวเองเท่านั้นแหละ เขาหนีไปตั้งนานขนาดนั้นแล้ว คงไม่มาวุ่นวายกับฉันแล้วมั้ง
ได้แต่ปลอบใจตัวเอง
เวลาต่อมา
“ไว้เจอกันอาทิตย์หน้านะ อย่าลืมดูที่ฝึกงานกันด้วยนะ” ข้าวตูเอ่ยบอกเพื่อนทุกคน ตอนนี้พวกเราเรียนมาถึงชั้นปีสี่แล้ว อีกไม่นานก็จะจบ
“กูไม่ต้องถาม พ่อจะให้ไปฝึกที่บริษัทหุ้นส่วน” ชีวิตฉันแม้จะเกิดมาเป็นลูกคุณหนูสุขสบาย แต่ก็ไม่เคยได้ทำตามใจเหมือนคนอื่น ๆ หรอก
“หวังว่าไม่ใช่บริษัทคู่หมั้นมึงใช่มั้ย” ฉันหันขวับไปมองดูเพื่อนทันที เอ่อนั่นสิ พ่อจะให้ไปฝึกงานที่บริษัทหุ้นส่วน แต่เท่าที่เห็นมาก็มีแต่บริษัทของบ้านโน้น
“เชี้ย! ทำไมกูถึงไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยวะ” ฉันลืมไปสนิท เพราะที่ผ่านมาฉันก็รู้สึกดีใจที่ไอ้คนเลวนั่นมันหายไป
“อย่าลืมหาที่สำรองไว้ล่ะ เผื่อว่าต้องเปลี่ยน” พราวรุ้งพูดได้หน้าตานิ่งมากก่อนที่เฟญ่าจะเดินมากอดคอของพราวรุ้ง
“พราวมึงก็พูดซะน่ากลัว เห็นไอ้พายมั้ยนั่น หน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้ว”
“แม่ง! ชีวิตกูความสงบสุขจะไม่มีแล้วเหรอวะ”
“กลัวเขา กูว่าเขาน่าจะกลัวมึงมากกว่า ทำอย่างกับนางเอกบอบบางเป็นดาวพระศุกร์ มึงนี่ยิ่งกว่านางร้ายละครดังหลังข่าวอีกนะ”
“พูดอะไรให้เกียรติความสวยที่หน้ากูด้วย น่ารักขนาดนี้เป็นนางร้ายได้ไง เขาแค่เรียกว่าสู้คนเว้ย”
“จ้า สู้คน” แต่ยังไม่ทันที่จะได้หันไปเถียงกับเพื่อนโทรศัพท์ของฉันมันก็ดังขึ้นมา
ครืดดด….
“ขับรถดี ๆ นะ อาทิตย์หน้าเจอกัน”
“โอเค บ๊าย” ว่าแล้วพวกเพื่อนก็เดินขึ้นรถกันไป