ตอนที่1
กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม ฝนตกหนักแบบไม่ให้ตั้งตัว ท้องฟ้าสีเทาหม่นกดทับเมืองทั้งเมืองเอาไว้เหมือนผ้าห่มชื้น ๆ ที่ไม่มีใครอยากห่ม
พิมพ์ภา หรือ “พิม” ยืนกอดอกอยู่ใต้ชายคาร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้มหาวิทยาลัย กลิ่นกาแฟคั่วลอยปะปนกับกลิ่นฝนใหม่ กระเป๋าเป้ผ้าแคนวาสของเธอเปียกชุ่มจนสีเข้มขึ้นกว่าปกติ น้ำฝนไหลย้อยลงมาจากปลายผมดำยาวที่ปล่อยสยาย หยดลงบนพื้นซีเมนต์เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เธอถอนหายใจยาว มองนาฬิกาข้อมือเรือนเก่าที่ซื้อมาจากตลาดนัด เข็มวินาทีเดินช้าราวกับจงใจกลั่นแกล้ง
“สายแน่ ๆ เลย…”
เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝนที่กระหน่ำ
วันนี้เป็นวันส่งงานกลุ่มวิชานิเทศศาสตร์ งานชิ้นใหญ่ที่อาจารย์ประกาศชัดเจนว่า “ใครส่งไม่ตรงเวลา ตัดคะแนนทันที” และแน่นอน—เธอเป็นคนอาสาไปเอาเอกสารพิมพ์สีจากร้านถ่ายเอกสารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทเวธน์กรุ๊ป
ตึกกระจกสูงตระหง่านของ เวธน์กรุ๊ป โดดเด่นอยู่กลางถนนใหญ่ ผิวกระจกสะท้อนม่านฝนพร่าเลือนจนดูเหมือนฉากในหนังดราม่าราคาแพง ทุกคนในคณะรู้กันดีว่าที่นั่นคือ “ตึกต้องห้าม” ของนักศึกษา ไม่ใช่เพราะมีป้ายห้ามเข้า แต่เพราะบรรยากาศมันบอกชัด—ที่นี่ไม่ใช่โลกของพวกเธอ
รปภ. ในชุดสูทสีดำยืนประจำการหน้าทางเข้า ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนหินแกะสลัก รถหรูหลากรุ่นจอดเรียงกันเป็นแถว ราวกับโชว์รูมเคลื่อนที่ เสียงเครื่องยนต์นุ่มลึกดังแทรกเสียงฝนเป็นระยะ ๆ
พิมกลืนน้ำลายเบา ๆ
ร้านถ่ายเอกสารอยู่ติดกับกำแพงด้านข้างตึกใหญ่ เธอต้องวิ่งฝ่าสายฝนข้ามถนนไปให้ได้ แต่ไฟสัญญาณคนข้ามยังไม่เปลี่ยนสี และรถแต่ละคันก็แล่นเร็วราวกับไม่มีใครอยากติดอยู่กลางฝน
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นครืด
[มะปราง 🐰]
“ถึงไหนแล้วพิม! อาจารย์เข้าห้องแล้วนะ!”
พิมรีบพิมพ์ตอบ มือเย็นเฉียบจนกดผิดไปสองครั้ง
“กำลังจะข้ามถนน ฝนหนักมาก 😭”
เธอเงยหน้ามองสัญญาณไฟอีกครั้ง ไฟเขียวสำหรับคนข้ามถนนกระพริบขึ้นพอดี
“เอาวะ!”
พิมสูดหายใจลึก แล้ววิ่งออกไปท่ามกลางสายฝน เสียงน้ำกระเซ็นดังซ่า รองเท้าผ้าใบสีขาวเปื้อนน้ำขุ่นในพริบตา เธอกอดแฟ้มพลาสติกใสแนบอกแน่น กลัวว่าพรีเซนเทชัน 30 หน้าในนั้นจะยับยู่ยี่ไปก่อนถึงมืออาจารย์
ทันใดนั้น—
เสียงแตรรถดังลั่น!
ไฟหน้าสีขาวสาดเข้าตา พิมชะงักเท้ากลางถนน รถยนต์สีดำเงาวับเบรกกะทันหัน ล้อเสียดสีกับพื้นถนนเปียกจนเกิดเสียงครูดใจหาย
หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก
ประตูรถฝั่งคนขับเปิดออกอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มในสูทสีเข้มก้าวลงมา ท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยไม่หยุด เขาสูงโปร่ง ไหล่กว้าง ท่าทางสุขุม แต่แววตาคมกริบฉายความไม่พอใจชัดเจน
“คุณวิ่งตัดหน้ารถแบบนี้อันตรายนะครับ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือเสียงฝน
พิมรีบก้มหัวขอโทษ “ขอโทษค่ะ ฉันรีบจริง ๆ”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย คิ้วเข้ม ดวงตาลึกเหมือนซ่อนอะไรบางอย่างไว้มากมาย นาฬิกาข้อมือเรือนหรูบนข้อมือเขาสะท้อนแสงไฟถนนวาบหนึ่ง
เขาเหลือบมองแฟ้มในอ้อมแขนเธอ “นักศึกษามหาวิทยาลัยข้าง ๆ เหรอ”
“ระวังหน่อย” เสียงทุ้มต่ำ พูดสั้น ๆ แต่หนักแน่น
พิมพยักหน้าอย่างระวัง
“ระวังหน่อย” เสียงทุ้มต่ำ พูดสั้น ๆ แต่หนักแน่น
พิมเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แล้วก็ต้องชะงัก
ผู้ชายตรงหน้า สูงเกือบ 190 ซม. สวมเสื้อเชิ้ตสีดำแขนยาว พับแขนขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นนาฬิกาหรูที่ราคาคงเท่ากับค่าหอพักเธอทั้งปี ผมดำสั้นเรียบร้อย ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้ม มองเธอราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง
“เอ่อ... ขอโทษจริง ๆ ค่ะ” พิมพูดตะกุกตะกัก ก้มหน้าลงอีกครั้ง
เขาไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ก้าวผ่านเธอไป โดยมีชายอีกสองคนเดินตามหลังอย่างเงียบเชียบ เหมือนบอดี้การ์ด
พิมหันมองตามหลังเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งต่อไปยังตึกเวธน์กรุ๊ป
---
ที่ชั้น 32 ของตึกเวธน์กรุ๊ป
อคิราห์ เวธน์เดชา นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ หน้าต่างบานกว้างมองเห็นฝนที่เทลงมาอย่างไม่ขาดสาย เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดหยดน้ำฝนที่ติดอยู่บนแขนเสื้อโดยไม่ตั้งใจ
“คนเมื่อกี้คือใคร” เขาถามโดยไม่หันมอง
ธันวา มือขวาที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ตอบทันที “เด็กนักศึกษา ดูจากเครื่องแบบแล้วน่าจะมาจากมหา’ลัยแถวนี้ ส่งเอกสารอะไรสักอย่างให้แผนกประชาสัมพันธ์”
อคิราห์พยักหน้าน้อย ๆ “ดูไม่เหมือนคนที่จะมาทำงานที่นี่”
“ครับ” ธันวาตอบ “แต่เธอวิ่งฝ่าฝนมาแบบนั้น คงไม่ได้ตั้งใจมาสร้างเรื่อง”
อคิราห์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวางผ้าเช็ดหน้าลง แล้วหยิบเอกสารกองหนาเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดดู
“งานคืนนี้ยังเหมือนเดิม?”
“ครับ ท่านเจ้าสัวให้กำหนดการไว้แล้ว คาสิโนลอยน้ำที่พัทยา ฝั่งญี่ปุ่นจะส่งคนมารับสินค้าเอง”
อคิราห์พยักหน้า “แล้วอัญญารินทร์ล่ะ”
“คุณอัญญาโทรมาถามเมื่อเช้า ว่าคืนนี้จะไปทานข้าวด้วยกันไหมครับ”
“บอกไปว่าไม่ว่าง”
ธันวายิ้มมุมปากเล็กน้อย “คุณอัญญาคงไม่แปลกใจแล้วล่ะครับ”
อคิราห์ไม่ตอบ เขาแค่จ้องมองฝนที่ตกลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน ดวงตาเย็นชา ไม่มีร่องรอยของอารมณ์ใด ๆ
---
ด้านล่างตึก
พิมยืนเปียกปอนอยู่หน้าประตูทางเข้า เธอส่งเอกสารสีให้ รปภ. ที่ยืนเฝ้า แล้วรีบขอใบรับรองการส่ง
“ฝนตกหนักขนาดนี้ วิ่งมาทำไมไม่เรียกแท็กซี่ล่ะ” รปภ. ถามอย่างสงสาร
พิมยิ้มแห้ง ๆ “เงินไม่พอค่ะ”
เธอหันหลัง เดินออกไปท่ามกลางสายฝนอีกครั้ง มือกุมกระเป๋าเป้แน่น กลัวว่าน้ำจะเข้าไปทำเอกสารพัง
แต่ที่เธอไม่รู้คือ
ที่ชั้น 32 มีกล้องวงจรปิดตัวหนึ่งกำลังจับภาพเธออยู่
อคิราห์กดปุ่ม remote เปิดภาพจากกล้องตัวนั้นขึ้นมาบนจอคอมพิวเตอร์ส่วนตัว เขามองภาพเด็กสาวตัวเล็กที่วิ่งฝ่าฝน ผมเปียกปอน เสื้อนักศึกษาติดตัวแนบเนื้อจากน้ำฝน
ดวงตาเขาแคบลงเล็กน้อย
“เด็กคนนี้...” เขาพึมพำเบา ๆ
ธันวาเหลือบมองจอ แล้วยิ้มมุมปาก “ดูธรรมดาไปหน่อยนะครับ สำหรับท่าน”
อคิราห์ไม่ตอบ เขาแค่กดปิดจอ แล้วหันกลับไปทำงานต่อ
แต่ในใจของเขา มีบางอย่างเริ่มขยับเล็กน้อย
บางอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมานานแล้ว
---
ค่ำคืนนั้น
พิมกลับถึงหอพักด้วยสภาพโชกเลือดฝน เธออาบน้ำร้อนนานกว่าปกติ น้ำตาไหลผสมกับน้ำฝนที่ยังติดค้างอยู่บนหน้า
“ทำไมชีวิตมันต้องลำบากขนาดนี้...” เธอพูดกับตัวเองในกระจก
โทรศัพท์ดังขึ้น เป็นแม่
“พิม ลูก... พ่อเป็นไข้สูงอีกแล้ว หมอบอกต้องผ่าตัดด่วน แต่เงิน...”
พิมหลับตาลงแน่น
“หนูจะหาทางนะคะแม่ หนูสัญญา”
เธอวางสาย มองออกไปนอกหน้าต่างที่ฝนยังไม่หยุดตก
ไม่รู้เลยว่า
ในความมืดของเมืองนี้ มีคนหนึ่งกำลังมองหา “ทางออก” ให้เธอ
ทางออกที่มาพร้อมราคาแพงที่สุดในชีวิต
ราคาที่ชื่อว่า “ตัวเธอเอง”