ตอนที่ 1 คนที่ไม่ควรเจอ... แต่ต้องเจอ (อีกครั้ง)

1593 Words
ขณะนี้เวลาล่วงเลยสามทุ่มมาแล้วเกือบครึ่งชั่วโมง ความเงียบเริ่มเข้ามาแทนเสียงเคาะแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ซึ่งก่อนหน้านี้ดังรัวไม่เว้นจังหวะ หญิงสาวยกมือขึ้นบีบนวดต้นคอด้วยความเมื่อยล้า พรุ่งนี้แล้วต้องส่งงบการเงินให้หัวหน้าเพื่อตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยของผลการทำงานตลอดเดือนที่ผ่านมา ร่างกายส่งสัญญาณเตือนอีกครั้งหลังจากไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เที่ยง “พี่ปลา จะกลับหรือยังคะ” เสียงนี้ดังมาจากมุมหนึ่งในห้องทำงาน พร้อมตัวเจ้าของคำถามกำลังเก็บเอกสารต่างๆ บนโต๊ะให้เรียบร้อย แล้วเดินมายืนใกล้ ‘มัสยา’ หรือ ‘ปลา’ ของเพื่อนๆ ที่บริษัทแห่งนี้เรียกขานกันอย่างคุ้นเคย “กำลังจะกลับแล้วจ้ะ” มัสยาตอบ พร้อมรอยยิ้ม เคยมีหลายคนบอกว่ารอยยิ้มเธอราวกับจะทำให้ดอกไม้บานได้ก็ไม่ปาน หากเป็นเช่นนั้นจริงทั้งครึ่งค่อนโลกใบนี้คงมีแต่ดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาไปก่อนได้เบ่งบานเป็นแน่ เพราะยากเย็นนักกว่าจะได้เห็นรอยยิ้มนั้น... หญิงสาวในวัยเพียงยี่สิบหกปีกับภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับทำให้ต้องเก็บซ่อนทุกความรู้สึกเอาไว้ในห้วงลึกอย่างน่ากลัว “วันนี้พ่อมารับ... กลับด้วยกันนะคะ พี่” คำชวนนั้นจริงใจ ทั้งเจ้าของประโยคเอียงคอรอคำตอบรับ “พี่ต้องแวะไปโรงพยาบาลด้วย ไม่อยากรบกวน ขอบใจมากนะ” มัสยาปฏิเสธอย่างนุ่มนวล พร้อมกับได้เห็นใบหน้ามุ่ยๆ ของเพื่อนร่วมงานรุ่นน้อง “พี่ปลานะ อย่างนี้ทุกทีเลย ช่วยเหลือคนอื่นเขาไปทั่ว แต่กับตัวเองเพียงแค่รับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากคนอื่นเขาบ้าง ไม่มีหรอก” คู่สนทนาพูดทีเล่นทีจริง ด้วยตระหนักในนิสัยของบุคคลตรงหน้าดี แม้ว่าเธอเพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัทแห่งนี้เพียงเวลาไม่กี่เดือน ในตำแหน่งงานผู้ช่วยของมัสยานั่นเอง มัสยายิ้มๆ แล้วว่า “กลับบ้านเถอะ ดึกแล้ว ป่านนี้คุณพ่อคงมารอหน้าตึกแล้วล่ะ” “งั้นหนูกลับนะ... สวัสดีค่ะ พี่” เธอไหว้ แล้วซอยเท้าวิ่งหายลับตาออกไป พ่ออย่างนั้นหรือ... สำหรับมัสยาแล้วเขาเป็นได้เพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ทำให้เธอได้เกิดมาลืมตาดูโลกสีหม่นใบนี้ ก่อนทิ้งให้ต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่เช่นทุกวันนี้อย่างไรล่ะ เอาเถอะ... เสียเวลามานั่งทอดอาลัยถึงผู้ชายที่เธอไม่ปรารถนาแม้แต่จะเก็บความทรงจำใดๆ นี้เสียที เพราะยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่ามากนักรอให้ลงมือทำอยู่แล้ว ***** เสียงลูกบิดประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบดึงความสนใจจากคนที่นั่งครึ่งหลับครึ่งตื่นบนโซฟาตัวย่อมได้ดี ร่างผอมบางใต้ชุดแต่งกายเรียบง่ายสีหม่นบ่งบอกอายุการใช้งานได้อย่างไม่ต้องสงสัย... เมื่อเห็นว่าใครเข้ามาในห้อง ร่างนั้นค่อยขยับนั่งตัวตรง ความเหนื่อยอ่อนฉายบนใบหน้าลูกสาวให้นางได้รับรู้ แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะได้ยินคำเอ่ยบ่นถึงความเหน็ดเหนื่อยเหล่านั้น เป็นความจริงว่าด้วยความขยัน อดทนและตั้งใจเรียนจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีได้นำความภาคภูมิใจมาสู่ครอบครัวเล็กๆ นี้อย่างเหลือเกิน... ปลาคนเก่งของแม่ “แม่หลับอยู่เหรอจ๊ะ” หญิงสาวเดินมานั่งใกล้ โอบกอดแม่เต็มอ้อมแขน “ก็หลับๆ ตื่นๆ นั่นแหละ... ทำไมวันนี้มาดึกจังเลย ลูก” ประโยคเอ่ยถามอาทรยิ่งนัก พลางมือผอมบางไล้ไปตามใบหน้ารูปไข่เรียวเล็กด้วยความห่วงใย “สิ้นเดือนนี่จ๊ะ ต้องปิดงบบัญชี” เธอตอบเสียงร่าเริง ทั้งใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม “แม่กินข้าวหรือยัง ปลาซื้อกับข้าวจากร้านเจ้าประจำของแม่มาด้วยนะ เกือบไม่ทันแน่ะ เขากำลังจะเก็บร้านพอดี เลยตักให้ซะเยอะแยะเชียว” นางยิ้มๆ กับคำบอกเล่านั้น “แม่กินแล้ว... แล้วหนูล่ะ กินหรือยัง” “ก่อนมาแวะกินก๋วยเตี๋ยวเรียบร้อยแล้วจ้ะ” “วันไหนๆ ก็เห็นกินอยู่แค่นั้น” “ก็มันสะดวกดีนี่จ๊ะ แม่” “ผอมจนจะปลิวลมอยู่แล้ว ลูก” นางพูด พลางจับเนื้อตัวลูกสาวอย่างห่วงใย “กินข้าว กินปลาให้มันเยอะๆ หน่อยเถอะ แล้ววันนี้ก็ไม่ได้กินอะไรทั้งวัน คงมากินทีเดียวตอนดึกนี้เลยล่ะซี” หญิงสาวยิ้มนิดหนึ่ง พร้อมพยักหน้ารับ นางถอนหายใจ แล้วพูดต่อไปอีก... “ขยันทำงานมันก็ดีอยู่นะลูก แต่หนูก็ต้องดูแลตัวเองด้วยนะ เกิดล้มเจ็บเป็นอะไรขึ้นมาอีกคนจะแย่ ถึงเวลากินก็ต้องกิน ถึงเวลาพักก็ต้องพัก คิดถึงตัวเอง ห่วงตัวเองบ้างเถอะลูก...” มัสยาฉีกยิ้มอวดฟันซี่เล็กๆ น่ารัก “จ้า ต่อไปจะทำตามที่แม่บอกทุกอย่างเลยจ้ะ แล้วก็จะกินเยอะๆ ให้เปลี่ยนจากปลาเป็นหมูเลยนะจ๊ะ แม่จ๋า” “ลูกคนนี้นี่...” นางส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจ “แล้ววันนี้ปุ่นเป็นยังไงบ้างจ๊ะ” หญิงสาวเปลี่ยนความสนใจของแม่ไปอีกทาง ขณะเดินไปหยุดยืนใกล้เตียงคนป่วย... ลมหายใจรวยรินแผ่วผ่านเครื่องช่วยหายใจจากผู้ซึ่งนอนนิ่งอยู่บนนั้น ทำให้เธอเม้มปากแน่นสนิท ดูเหมือนอารมณ์พลุ่งพล่านตีขึ้นมาจากความทรงจำเมื่อหลายเดือนก่อน มัสลิน... สาวน้อยผู้ร่าเริงสดใสและเปี่ยมไปด้วยความฝัน แม้จะเป็นเพียงฝันเล็กๆ แต่ก็งดงามเหลือเกิน อีกทั้งยังเบ่งบานอยู่ในใจของทุกคนในครอบครัวด้วยเช่นกัน... เป็นความจริงว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามัสยาดิ้นรนทุกทาง ยอมเหน็ดเหนื่อยกับสารพัดงานอย่างไม่เกี่ยงงอน เพื่อให้มัสลินได้มีโอกาสเรียนวิชาชีพหลังจบมัธยมปลายแล้ว จนในที่สุดก็สามารถเรียนสำเร็จจากโรงเรียนเสริมสวยชื่อดังแห่งหนึ่งพร้อมวาดหวังมีร้านเล็กๆ เพื่อเป็นรายได้ช่วยเหลือครอบครัว แต่ฝันนั้นยังไม่ทันได้ก่อรูปร่างทุกอย่างก็พังครืนราวฟ้าถล่ม ‘คนพวกนั้น’ ทำให้ครอบครัวเธอต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายนี้... มัสยาไม่มีวันอภัยให้เด็ดขาด! “ปลา...” เสียงอ่อนโยนจากแม่ยามเอ่ยเรียก... เธอรับรู้ได้ทุกความรู้สึกที่ส่งผ่านจากมืออ่อนนุ่มที่วางอยู่บนบ่า “อย่าโกรธ อย่าเกลียด มันจะยิ่งทำให้ปลาเป็นทุกข์นะลูก” คำพูดของแม่ช่างเต็มไปด้วยเมตตาและไม่สมควรที่คนพวกนั้นจะได้รับแม้แต่น้อยนิด... มัสยามองสบตาแม่ แล้วหันหลบไปอีกทางด้วยความรู้สึกขัดแย้งในใจท่วมท้น... เธอจะทำอย่างนั้นได้อย่างไรกันเล่า มันช่างยากเหลือเกิน “ถ้าไม่มีพวกเขา ป่านนี้น้องก็คง...” เสียงนางฟังขาดห้วง และไม่สามารถพูดต่อให้จบประโยค ได้ยินอย่างนั้นแล้วมัสยาหน้าตึงขึ้นมาทันที อีกทั้งดวงตาคมสวยอันเคยฉายแววหวานซึ้ง บัดนี้กลับเปล่งประกายวาวโรจน์กร้าวแกร่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ “มันทำให้ปุ่นเป็นแบบนี้... มันก็ต้องรับผิดชอบ” “เขารับผิดชอบแล้ว... เขาช่วยน้องแล้ว” “ไม่พอ” เธอแย้งขึ้นเร็วและแรงตามอารมณ์โกรธที่ก่อตัวขึ้น “ปลาอยากให้พวกมันเจ็บปวด เสียใจ ทุกข์ทรมานมากกว่าเราเป็นร้อยเท่าพันเท่า” “โธ่... อย่าคิดแบบนั้น ให้มันจบลงเสียทีจะได้ไหม” เสียงพูดแม่สั่นเครือ... มัสยาเบือนหน้าหนี ไม่ต้องการเห็นน้ำตาของแม่อีก มันมากเกินพอแล้วสำหรับเธอ “พอเถอะ... แม่ขอร้องนะลูก” นางพร่ำพูดซ้ำๆ ประโยคเดิมอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้ดีไปมากกว่านี้อีกแล้ว ด้วยรู้ในนิสัยของลูกสาวความใจแข็งเด็ดเดี่ยวนั้นเกินใครนัก “ฮื้อ... อือ...” เสียงดังลอยมาจากมุมหนึ่งของห้อง ร่างอ้วนกลมซึ่งเคยหลับใหลบนที่นอนเล็กๆ ที่ปูลงกับพื้นง่ายๆ บัดนี้เริ่มขยับ พลางมืออวบป้อมยกขึ้นขยี้หน้าตาไปมาอย่างงัวเงีย มัสยาหันมองต้นเสียง ประกายดวงตาเปลี่ยนแววฉับพลัน เธอเดินเข้าไปหาโดยเร็ว ให้นึกละอายใจอยู่ที่เป็นสาเหตุให้หลานตัวน้อยต้องตื่นขึ้นมาเพราะน้ำเสียงดังของตัวเอง เธอลืมไปได้อย่างไรว่าต้นปอกำลังนอนหลับอยู่ดังเช่นทุกวันเคยเป็น เวลานี้ความสนใจทั้งหมดทั้งมวลถูกดึงมาสู่คนตัวกลมแทบทันที เด็กน้อยโผเข้าสู่อ้อมกอดทั้งยังหลงเหลืออาการงัวเงีย อาสาวแนบจมูกกับแก้มใสๆ นั้นอย่างรักใคร่ “ต้นปอกินข้าวหรือยังจ๊ะ แม่” “เรียบร้อยแล้วจ้ะ กลับจากโรงเรียนก็บ่นหิวข้าว พออิ่มก็หลับปุ๋ยไปอย่างที่เห็นนั่นแหละ” นางบอกเล่าด้วยความเอ็นดูเจ้าตัวเล็กที่กำลังซุกหน้านิ่งกับอกของอาสาวราวกับจะหลับไปอีกครั้ง “ดึกแล้วนะปลา พาต้นปอกลับบ้านได้แล้วล่ะ ลูก” นางพูดอย่างห่วงใย ด้วยเห็นว่าขณะนี้เวลาล่วงห้าทุ่มเข้าไปแล้ว มัสยาเขย่าหลานตัวน้อยเบาๆ เพื่อปลุกให้ตื่น เด็กชายลืมตาขึ้นมองจ้องด้วยสงสัย แต่ก็ยินยอมเดินตามอาสาวไปอย่างว่าง่าย นางเฝ้ามองตามอย่างแสนรัก ก่อนที่แววกังวลจะฉายเต็มดวงตาเศร้าสร้อยคู่นั้น... ปลาเอ๋ย แม่เป็นห่วงลูกเหลือเกิน คนบ้านนั้นไม่สมควรที่ลูกจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย ปลาต้องอยู่ให้ห่างจากพวกเขา โดยเฉพาะ... คุณคนกลาง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD