ตอนที่ 2 ชิงชังแต่ลังเล

3986 Words
หลอดไฟนีออนสองข้างทางส่องแสงสลัวเลือนให้กับถนนสายที่ทอดยาวผ่านหน้าโรงพยาบาลอันเริ่มร้างไร้ผู้คนสัญจร รถโดยสารประจำทางทิ้งช่วงนานเกินไป ความเหนื่อยล้าจากการทำงานตลอดวันทำให้รู้สึกหนักอึ้งและง่วงงุน มัสยาก้มมองหลานตัวน้อยที่ยืนอยู่แนบชิดด้วยความสงสารจับใจ หลานง่วงนอนเต็มทีแล้ว ด้วยพ่อหนูน้อยยืนหลับตา พลางโอนเอนไปมา เธอย่อตัวลงช้อนอุ้มร่างกลมๆ ขึ้นไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน และพ่อหนูน้อยเองก็ดูเหมือนจะหลับคาบ่าแทบทันที ต้นปออายุย่างเข้าสามขวบปีแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาต้องเริ่มเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ จากสังคมภายนอก เด็กน้อยไปโรงเรียน แน่นอนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีทางเลี่ยง อย่างไรก็ตาม ทั้งเงินเดือนประจำจากบริษัทที่เธอทำงานอยู่ ทั้งงานสอนพิเศษให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน ถึงแม้เป็นรายได้ที่ไม่มากมาย แต่ก็พอจุนเจือได้บ้างไม่ขัดสนเท่าไรนัก หากจะหวังพึ่งพา ‘ปานสรวง’ ผู้เป็นพี่ชายก็แสนลำบาก ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบฝ่ายนั้นมีมากเหลือเกิน อีกทั้งเงินเดือนข้าราชการนั้นน้อยนิดเป็นที่รู้กันดีอยู่ ครั้นเวลาจะเดินทางกลับบ้านก็ทั้งยาก หากจำไม่ผิดครั้งสุดท้ายที่เธอได้พบหน้าพี่ชายก็ล่วงมาแล้วเกือบปี ก็หวังเพียงว่าต้นปอจะยังพอจำเค้าหน้าพ่อได้อยู่บ้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใด ปานสรวงคือความภาคภูมิใจของครอบครัว เขาเป็นทหารติดยศร้อยเอก เวลานี้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประเทศชาติอยู่ภาคใต้ มัสยามองเจ้าตัวน้อยในอ้อมกอด เครื่องหน้าคมเข้มถอดแบบจากพี่ชายของเธอ หากแต่ผิวขาวละเอียดนั้นเล่าที่ผิดแผก ต้นปออาภัพ แม่ทิ้งไปทั้งยังไม่ถึงขวบปีและไม่เคยติดต่อกลับมาเลยสักครั้ง... ความลำบากที่ต้องเผชิญจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ทนอยู่ อีกทั้งปานสรวงเองรักเทิดทูนอาชีพของเขายิ่งสิ่งใด ในที่สุดทางแยกของคนทั้งสองก็มาถึง ชีวิตคู่สิ้นสุดลงตรงนั้น ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนและเป็นของเราตลอดไป นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกยากจะเข้าใจ เมื่อเขม้นมองฝ่าความรางเลือนออกไปสู่ภายนอก ภาพที่ปรากฏให้เห็นไม่ห่างออกไปนัก กระตุ้นทุกความรู้สึกที่เก็บซ่อนภายในให้ร้อนรุ่มขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ภีมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้หญิงแสนจะธรรมดาคนนั้น ถึงได้มีอิทธิพลกับอารมณ์และความรู้สึกเขาได้มากเพียงนี้... เร็วเท่าความคิดเมื่อขายาวก้าวพรวดลงจากรถคันหรูราคาหลายล้านบาทอย่างไม่ลังเลต่อความรู้สึกใดๆ อีกต่อไป ร่างสูงใต้ชุดสูทสีเข้มน่าเกรงขามก้าวข้ามถนนไปด้วยความมั่นคง หากแต่ภายในจิตใจนั้นเล่าช่างรุ่มร้อนน่ากลัว... ทำไมเขาไม่ขับรถกลับบ้านไปซะ หลังหลบออกมาจากงานเลี้ยงสังสรรค์ด้วยความเบื่อหน่าย และไม่มีเหตุผลอันสมควรใดที่เขาต้องขับรถมาจอดหน้าโรงพยาบาลแห่งนี้... บ้าจริง ร่างเล็กบางค่อยปรากฏชัดเจนขึ้นทุกขณะที่ย่างก้าว... ยิ่งใกล้ หัวใจเขายิ่งวูบไหว... ภีมควบคุมตัวเองได้ยากเย็นยามต้องเผชิญหน้า ทั้งความเป็นจริงหน้าที่การงานและความรับผิดชอบในแวดวงธุรกิจหาคนเก่งเทียบเขาได้ไม่ง่ายนัก นับประสาอะไรกับผู้หญิงตัวนิดเดียวเท่านี้ แค่ผู้หญิงแสนจะธรรมดาที่ไม่มีทางได้เข้ามาอยู่แม้ในหางตาของเขา... บอกตัวเองอย่างนั้นแต่เขาไม่อาจทำได้อย่างใจต้องการเลยสักครั้ง เมื่อเดินมาใกล้ เขาพยายามปรับน้ำเสียงให้ฟังดูนิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้... “คุณกำลังจะไปไหน มัสยา” หญิงสาวหันขวับไปตามเสียง... ทันทีที่เห็นเขา ใบหน้าเรียวเล็กนั้นเชิดขึ้นอัตโนมัติ แผ่นหลังบอบบางยืดตั้งตรง แน่นอนว่าภีมแสนชิงชังกับอากัปกิริยาเช่นนั้น... หยิ่ง จองหอง อวดดีไม่มีใครเกิน เขาไม่ได้รับคำตอบใดจากริมฝีปากที่ปิดสนิท ความเฉยชาฉายอยู่ในดวงตาที่ทอดมองไกลไปตามถนนสายว่างเปล่าราวกับว่า ณ เวลานี้มีเพียงเธอกับหลานตัวน้อย ส่วนเขาเป็นได้แค่อากาศธาตุ ความรู้สึกต่ำต้อยราวถูกเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าอย่างนั้นทำเขาหมดความอดทน... พลันมือแข็งๆ เอื้อมไปรุนแรงราวกระชากแขนเล็ก จุดประสงค์เดียวคือเพื่อให้เธอหันมาสนใจ “ผมรู้ว่าคุณไม่ได้หูหนวก ผมถามคุณอยู่นะ” น้ำเสียงเขาทั้งข่มขู่และฟังระคายหูอย่างเหลือร้าย ปลายนิ้วแข็งกดลงบนเนื้อนุ่มอย่างจงใจ “ปล่อย” เธอเน้นคำสั่ง ดึงแขนให้พ้นจากการเกาะกุมหากแต่ไร้ผล ดวงตาสองคู่สบกันนิ่งแน่วราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมแผดเผาให้อีกฝ่ายต้องมอดไหม้ “ไม่ปล่อย” เขาเน้นคำพูดเช่นเดียวกัน มือจับแขนเธอแน่นขึ้นไปอีก “ผมถามคุณดีๆ คุณก็ควรจะตอบดีๆ ไม่ใช่ทำราวกับว่าผมไม่มีตัวตนแบบนี้” มัสยาจ้องหน้าเขาตรงๆ อย่างท้าทายอยู่ในที “ก็ถ้าหากว่าคุณไม่โง่จนเกินไปนัก คุณคงไม่ถามคำถามสิ้นคิดอย่างนี้แน่” “มัสยา... นี่คุณ!” ภีมออกแรงรั้งเธอเข้าใกล้อย่างลืมตัว ความโกรธเคืองมีมากเสียจนลืมไปว่าในอ้อมแขนเล็กๆ นั้นกำลังประคองกอดเด็กชายตัวน้อยเอาไว้อย่างปกป้อง “ฮื้อ... อา... อาปลา” เสียงเล็กๆ ดังงัวเงีย เรียกอาสาวทั้งยังหลับตาสนิท “ต้นปอ” มัสยาเรียกอย่างห่วงใย กระชับอ้อมแขนแน่นเข้า แล้วตวัดสายตาคมราวจะเฉือนใบหน้าเข้มๆ นั้นให้ขาดวิ่นเป็นริ้ว “คุณนี่เลวจริงๆ ปล่อยแขนฉันเดี๋ยวนี้” หญิงสาวออกคำสั่งเสียงต่ำแต่เฉียบขาด โดยไม่ต้องให้พูดซ้ำประโยค... ภีมปล่อยมือทันที ให้นึกละอายที่ไม่ควบคุมอารมณ์ อย่างน้อยเด็กก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย “ดึกมากแล้ว กว่ารถจะผ่านมาคงอีกนาน ถ้าคุณจะกลับบ้าน... เดี๋ยวผมไปส่ง” อยู่ๆ เขาพูดขึ้นราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้มีเหตุการณ์ที่เกือบทำให้ต้องบีบคอเล็กๆ ให้แหลกคามือก็ไม่ปาน “ไม่จำเป็น” หญิงสาวปฏิเสธแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด “รู้อยู่แล้วว่าคุณต้องพูดแบบนี้” “รู้แล้วก็ไปให้พ้น” “ไม่ไป” “หน้าด้าน” “เพิ่งรู้เหรอ” “กวนประสาท” “ส่วนคุณก็อวดเก่ง” “เอ๊ะ... นี่คุณอย่ามายั่วโมโหฉันนะ” มัสยาขึ้นเสียงเข้ม ตาทอประกายขุ่นเคือง... นี่เขาจะมาต่อปากต่อคำกับเธอทำไมนะ “เอาเถอะ ขี้เกียจเถียงกับคุณแล้ว... ไป ไปขึ้นรถ” ในที่สุดดูเหมือนเขายอมแพ้เฉยๆ “ไม่... ฉันกลับเองได้” “จะอวดเก่งก็ให้มันรู้จักเวลาบ้างได้ไหม... ดูหลานคุณสิ คุณคงไม่คิดจะแบกแกเอาไว้ทั้งคืนอย่างนี้หรอกนะ” ภีมพูด สอดมือลงกระเป๋ากางเกงด้วยความรู้สึกเหนือกว่านิดๆ มัสยานิ่งไป ก้มมองต้นปอที่กำลังหลับใหลก็เห็นจริงอย่างที่เขาพูด หากแต่ความรู้สึกชิงชังมีมากเกินกว่าจะยอมโอนอ่อนผ่อนตาม... “ต้นปอเป็นหลานฉัน... ฉันดูแลเองได้” “ทำไมคุณถึงได้ดื้อด้าน ไร้เหตุผลแบบนี้นะ มัสยา” “ฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณสักนิด... ไปให้พ้นๆ หน้าเสียที” มัสยาเสียงสูง... ร่างน้อยขยับอีกครั้ง ดวงตาเล็กๆ คู่นั้นกะพริบถี่ก่อนลืมขึ้นอย่างงุนงง เงยหน้ามองอาสาวแล้วหันไปอีกทาง แล้วรู้สึกคุ้นตากับใบหน้าของอีกหนึ่งบุคคล... “คุณอา... คุณอา” เสียงเล็กๆ งัวเงียเรียกอีกคน ซึ่งกำลังส่งยิ้มมาให้ด้วยความเอ็นดู “ว่าไงคนเก่ง... อยากกลับบ้านหรือยังครับ” ภีมพูดเสียงนุ่มหูฟังอ่อนโยนเหลือเกิน แน่นอนว่ามัสยาชิงชังกับการเสแสร้งนี้เพียงใด รอยยิ้มที่ระบายอยู่ทั่วหน้าเขา เธอรู้ดีนักถึงพิษสงที่เคลือบแฝง จิตใจของเขาไม่ได้ดีตามหน้าตาไปด้วยเลยแม้แต่น้อย คนพวกนี้ร้ายกาจ... เป็นพวกฆาตกร! “เดี๋ยวอาไปส่ง... ไป ไปขึ้นรถกัน” เขาไม่พูดเปล่า แขนแข็งแรงยื่นออกไปแย่งต้นปอมาอุ้ม ดูเหมือนว่าพ่อหนูน้อยก็ไม่ได้ขัดขืน ซึ่งผิดกับอาสาวที่ยื้อยุดเอาไว้เต็มกำลัง หากแต่ต้องยอมปล่อยมือในที่สุดเพราะหน้าใสๆ เริ่มเบ้ ภีมยิ้มกริ่มใส่ดวงตาคู่วาววับอย่างผู้ชนะ ขายาวๆ ก้าวข้ามถนนไปที่รถของเขาซึ่งจอดนิ่งสนิทอยู่ โดยไม่ใส่ใจว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ตามมาอย่างไร “นี่คุณ... หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เสียงดังขึ้นไล่หลัง พร้อมได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตับๆ ตามมา... หญิงสาวทำเสียงฮึดฮัดขัดใจ โกรธเคืองที่เขาถือสิทธิ์อะไรมาแย่งต้นปอไปจากเธอ ภีมเปิดประตูรถเบาะนั่งด้านหลัง เอื้อมหยิบหมอนใบเล็กที่ติดเอาไว้ในรถเป็นประจำมาวาง แล้วจัดให้ร่างกลมๆ นอนลงอย่างอ่อนโยนไม่แพ้ผู้เป็นอาสาว ซึ่งบัดนี้ได้มาชะเง้อคอยืนดูอยู่ราวกับจะกินเลือดเนื้อเขาก็ไม่ปาน ต้นปอหลับแทบทันที ดูเหมือนหมดปัญหากับตัวหลานไปเรียบร้อย เขายืดตัวตรงเต็มความสูงอีกครั้ง ก่อนหันไปเผชิญหน้ากับอีกคนที่ยืนนิ่งขึ้งและเขาคงจัดการได้ไม่ง่ายนัก “คุณมีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้” มัสยาเปล่งเสียงด้วยความโกรธเคือง ตอนนี้เธอต้องแหงนเงยจนคอแทบตั้งบ่าเพราะความสูงของเขา... ผู้ชายบ้า สูงราวกับเปรต “ผมทำอะไร” เขากลับย้อนถาม ตีหน้าไร้เดียงสา แววตาใสซื่อแบบที่เธอรู้สึกอยากทำร้ายเขาขึ้นมาติดหมัด “ฉันจะพาหลานฉันกลับบ้าน... คุณเข้ามายุ่งกับเราทำไม” “ลำพังแค่คุณผมไม่มีวันเข้ามายุ่ง แต่นี่มีเด็ก... ผมเป็นห่วงเขา” คำพูดเหล่านั้นทำให้มัสยาเชิดหน้า “เก็บความเป็นห่วงเป็นใยของคุณไปไว้ใช้กับคนอื่นเถอะ ไม่เคยมีใครตรงนี้ต้องการ” ภีมมองหน้าเธอนิ่งอยู่อย่างชั่งใจ แล้วว่า “คุณเคยเห็นความหวังดีของคนอื่นบ้างไหม มัสยา” “ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนๆ นั้นเป็นใคร” “แล้วถ้าเป็นผม” “ไม่เห็น” “ทำไม” “คุณมันปลอม” “แล้วแบบไหนถึงจริง” “คนอย่างคุณไม่มีวันรู้หรอก” เขาจ้องหน้าเธอนิ่งแน่ว ถามเสียงเน้นต่ำ “คนอย่างผมเป็นยังไงเหรอ คุณรู้จักผมแค่ไหนกัน มัสยา” คำถามนั้นทำให้มัสยานิ่ง ลึกลงไปคือกำลังนึกหาคำตอบ ใช่... เธอรู้จักเขามากแค่ไหน “ไม่เลย... คุณไม่รู้จักตัวตนของผมสักนิด” “ฉันไม่ได้อยากรู้จักคุณ” “นั่นสินะ... แต่คุณก็ตั้งแง่ตัดสินผม แล้วก็เกลียดผม” คำพูดสุดท้ายดูเหมือนหัวใจเขาเจ็บแปลบปลาบขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ “ใช่... ฉันเกลียดคุณ” มัสยาเน้นทุกคำอย่างชัดเจน “รู้ตัวอย่างนี้แล้วก็เชิญไปให้พ้น” ภีมยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ แล้วพูดเสียงอย่างไม่สะทกสะท้าน “ไม่ไป... คุณอยากเกลียดก็เชิญเกลียดให้พอใจคุณเลย” “คุณนี่มันหน้าด้านหน้าทน เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็น” “ก็เห็นอยู่นี่ไง” “คุณภีม... นี่คุณ!” มัสยากำมือแน่น นึกอยากทำร้ายใบหน้ายียวนนั้นเต็มทีแล้ว “โกรธจนด่าไม่เป็นเลยเหรอ เอาๆ ... ขึ้นรถก่อน นึกได้ค่อยด่าต่อก็แล้วกันนะคุณ” “คุณนี่นอกจากจะหน้าด้านหน้าทน แล้วยังฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องอีกนะ... ฉันบอกว่าจะกลับเอง คุณไม่ต้องมายุ่ง” “คุณนั่นแหละที่ไม่เข้าใจภาษาคน ก็ผมบอกว่าจะไปส่งไง ไป... ขึ้นรถซะ เดี๋ยวนี้เลย” ประโยคคำสั่งของเขาสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับเธออย่างมากมาย หญิงสาวโกรธจนเหลือจะทนแล้ว ลืมตัวถึงขนาดที่ว่าก้าวเข้าไปหา ยกมือขึ้นผลักอกเขาเต็มแรงเพื่อให้พ้นทาง... ภีมเซไปนิดหนึ่งเพราะไม่ทันระวัง “ไปให้พ้น... ฉันจะพาต้นปอกลับบ้านเอง” “กรุณาฟังให้ดีอีกครั้ง... ผมจะพาต้นปอกลับไปรอที่บ้าน ส่วนคุณก็เชิญยืนรอรถอยู่ตรงนี้คนเดียวก็แล้วกัน” ภีมพูดเสียงกระด้างอย่างหมดความอดทน แล้วกวาดตามองทั่วตัว “ผู้หญิงอย่างคุณ... เก่งๆ แบบนี้คงไม่กลัวใครมันจะมาลากไปทำมิดีมิร้ายสินะ” พูดจบแล้ว เขาก้าวขึ้นนั่งประจำที่คนขับอย่างไม่ใยดี พร้อมสตาร์ทเครื่องยนต์กระหึ่ม... มัสยาหันมองซ้าย มองขวาสลับไปมา ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัดด้วยเป็นเวลาดึกมากแล้ว “อ้าว... เปลี่ยนใจแล้วเหรอคุณ” น้ำเสียงนั้นประชดประชันในที เมื่อเธอขึ้นนั่งคู่เขาด้วยกิริยากระฟัดกระเฟียดอย่างขัดเคืองใจ “ฉันเป็นห่วงหลานฉัน” “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพาไปส่งถึงบ้านอย่างปลอดภัยเลย” “ฉันไม่ไว้ใจคุณ” “นี่คุณคิดว่าผมจะทำอะไรเด็ก ฮึ” “ฉันไม่รู้หรอกว่าคุณจะทำอะไร แต่ที่รู้และมั่นใจได้เลยก็คือพวกคุณมันร้ายกาจเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด” มัสยาหลุดปาก แล้วถูกดึงประชิดแผ่นอกกว้างทันที “พูดอะไรระวังปากบ้างก็ดีนะ มัสยา” ภีมเตือนเสียงต่ำ ยื่นใบหน้าเข้ามาอย่างคุกคาม ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน “ฉันพูดความจริง” หญิงสาวจ้องเขม็งไม่หลบตา ทั้งลึกๆ คือหวาดหวั่น... เขาเข้ามาใกล้เกินไป “ความจริงอะไรของคุณ” “ก็ความจริงที่ว่าพวกคุณแกล้งทำเป็นคนดีเพื่อให้ใครต่อใครต่างนับหน้าถือตา ใครจะรู้ว่าที่แท้แล้วพวกคุณมันร้ายกาจแค่ไหน มีแต่ความจอมปลอม พวกคุณมัน...” “อย่าก้าวร้าวครอบครัวผม” “คุณเป็นคนถามหาความจริงเองนะ... ถามแล้วก็ต้องฟังให้จบสิ” “หยุดพูด” “ฉันไม่หยุด” “ผมบอกให้คุณหยุดพูดเดี๋ยวนี้ มัสยา” เสียงคำสั่งนั้นคล้ายเตือนให้ฟัง อีกทั้งนิ้วเขากดแรงจนกลัวว่าแขนเล็กๆ นั้นจะหักคามือ “ฉันจะพูด เพราะความจริงก็คือความจริง ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ ฉันจะพูดช้าๆ และชัดเจน... พวกคุณมันเลือดเย็น เป็นพวกฆาตกร” มัสยาเน้นหนักคำพูดสุดท้ายในประโยคอย่างจงใจ “ฆาตกรอย่างนั้นหรือ” ภีมพูดทวนเสียงต่ำ ทว่าเวลานี้โทสะเขาระอุจนเกือบได้ที่แล้ว “คุณควรจำใส่หัวเอาไว้ว่าการที่ครอบครัวคุณไม่ต้องมานั่งจัดงานศพกันเมื่อหลายเดือนก่อนนั้นน่ะ ไม่ใช่เพราะไอ้คนที่คุณตะโกนด่ามันปาวๆ ว่าฆาตกรหรือไงล่ะ ไม่ใช่เพราะเราหรอกหรือที่ช่วยชีวิตน้องสาวคุณไว้ ความจริงข้อนี้ทำไมคุณไม่สำนึกบ้างล่ะ มัสยา” หญิงสาวนั่งนิ่ง... ภีมจ้องเขม็งดวงตาคู่คมที่มองมาอย่างเกลียดชัง ความโกรธของเขาก็มีมากเกินกว่าจะทันรู้สึกถึงความเจ็บแปลบปลาบที่ลักลอบเข้ามาในใจ เมื่อเห็นแววตาอย่างนั้นของเธอ “คุณภีม ฉันจะเตือนความจำให้ แล้วคุณเองก็ควรจำใส่หัวเอาไว้เหมือนกัน” เธอพูดเสียงนิ่งและเยือกเย็นยิ่งกว่า “ตั้งแต่วันนั้นน้องสาวฉันไม่เคยตื่นขึ้นมาอีกเลย เรื่องที่เกิดขึ้นมันเลวร้ายแค่ไหน คุณรู้ไหม... แกเพิ่งจะเรียนจบ แกมีความฝันและมันคือความฝันของพวกเราทุกคน แล้วน้องชายของคุณ... ไอ้ฆาตกรคนนั้นมันเข้ามาพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเราจนหมด” “มันเป็นอุบัติเหตุ” ภีมแย้งขึ้นเสียงดังอย่างลืมตัว “อุบัติเหตุ” มัสยาทวนคำพูดเขา แล้วเหยียดยิ้มสมเพช “เปลี่ยนกันไหมล่ะ... จากน้องสาวฉันเป็นน้องชายคุณที่นอนหลับเหมือนคนตาย ฉันอยากรู้คุณยังจะบอกว่ามันเป็นเพียงอุบัติเหตุอยู่อีกหรือเปล่า” “คุณอย่าพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ทำไมคุณไม่ยอมรับความจริงซะที มัสยา” “นี่แหละความจริง... ความจริงที่ว่าน้องของคุณมันเป็นไอ้ฆาตกร คุณเองก็รับมันให้ได้สิ” มัสยาแค่นเสียงอย่างหมิ่นแคลน ไม่สนใจดวงตาที่จ้องมองราวจะแผดเผาให้มอดไหม้ อันที่จริงคนพวกนี้ไม่สามารถทำให้เธอมีความรู้สึกใดๆ ได้อีก... นอกจากความโกรธแค้นและเกลียดชัง “เขาชดใช้ให้กับครอบครัวคุณมากพอแล้ว เขาทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้น้องสาวของคุณตาย แต่สิ่งที่เขาได้ตอบแทนกลับมามีแต่ความเกลียดชัง รู้อย่างนี้ผมน่าบอกให้เขาปล่อยให้ยายเด็กนั่นตายๆ ไปซะ จะได้หมดเรื่องหมดราวกันไปตั้งแต่ตอนนั้น ไม่จำเป็นเลยที่ต้องมานั่งจ่ายค่าหมอ ค่ายาเดือนละเป็นแสนๆ บาทอย่างนี้ ไร้ประโยชน์ เสียดายเงินเปล่าๆ” “เงินของพวกคุณไม่ได้มีความหมายอะไรกับฉันเลย ถ้าจะชดใช้กันจริงๆ แล้วละก็ ชีวิตต่อชีวิต ชดใช้มาสิ พวกคุณทำได้ไหมล่ะ” มัสยายื่นหน้าเข้ามา พูดเสียงเน้นต่ำอย่างท้าทาย “มากไปแล้วนะ มัสยา... มากเกินไปแล้ว” ภีมเสียงกร้าว ตาคมกล้าทอประกายดุดันน่ากลัว “ไม่เลย” เธอเสียงสูง จ้องตาเขาไม่หลบ “ฉันว่ามันน้อยไปด้วยซ้ำ ทุกความเจ็บปวด ทุกความสูญเสียที่ครอบครัวฉันได้รับ ฉันจะให้พวกคุณชดใช้คืนเป็นร้อยเท่าพันเท่า” “คุณไม่มีทางทำได้” ภีมลืมตัว เพิ่มแรงบีบแขนจนเธอนิ่วหน้า “คุณจะแพ้เหมือนอย่างที่เคยแพ้ และคุณก็จะแพ้ตลอดไปนั่นแหละ มัสยา” “ผิดแล้ว... คนที่แพ้คือคุณต่างหาก ไม่ใช่ฉัน” “สักวันคุณต้องขอโทษผม เพราะคำพูดพล่อยๆ ของคุณ” “ให้ตายก็ไม่มีวันนั้น” จบประโยค มัสยาสะบัดแขนเต็มแรงจึงหลุดจากมือเขา อันที่จริงเป็นเขาเองต่างหากที่ยอมปล่อยมือ ลำพังแต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดของเธอนั้นหรือจะสู้เขาได้ ภีมมองสบนัยน์ตาคมสีนิลที่เปล่งประกายวาววับอยู่ตรงหน้า สำนึกบอกว่าผู้หญิงร้ายกาจคนนี้กำลังจะทำให้เขาต้องกลายเป็นฆาตกรขึ้นมาจริงๆ และด้วยแรงอารมณ์ที่เดือดพล่านทำให้เขากระทืบคันเร่งออกรถราวกระชาก หญิงสาวเกือบเลื่อนลงไปกองอยู่กับที่วางเท้า และเมื่อทรงตัวได้ สายตาตวัดขวับจับจ้องเขม็งใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงราวจะฉีกเนื้อเขาออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ก็ไม่ปาน... บ้านไม้สองชั้นหลังนั้นมองเห็นเป็นเงาสลัวท่ามกลางไม้ยืนต้นน้อยใหญ่ร่มครึ้ม การเวกแซมพวงชมพูเลื้อยเคียงคู่เหนือประตูรั้วทางเข้าบ้าน ส่งกลิ่นหอมกรุ่นกระจายแข่งกับแก้วกอใหญ่ที่ออกดอกสีขาวนวลบานสะพรั่งอยู่ข้างรั้วไม้สูงเพียงอก... “ถึงบ้านคุณแล้ว” ชายหนุ่มพูดเสียงนิ่งกับคนที่นั่งคอแข็งมาตลอดทาง... มัสยาเอื้อมเปิดประตูรถ แล้วก้าวลงไป ภีมเองก็เช่นกัน เขาเดินเร็วมาเปิดประตูรถด้านที่ต้นปอนอนหลับอยู่ “ผมเอง...” เขาอาสาจะเข้าไปอุ้มเด็กชาย “ไม่ต้อง” คำปฏิเสธแข็งๆ นั้นทำเขาชะงัก... มัสยาอุ้มหลานชายขึ้นอย่างทะนุถนอม เป็นความจริงว่าภีมไม่อาจละสายตาไปจากการกระทำของเธอได้แม้เสี้ยววินาที ทั้งความอ่อนหวาน อ่อนโยนที่เขาเห็นจากดวงตาคู่นั้นยามทอดมองเด็กน้อย ทำให้รู้สึกแปลกๆ และไม่อาจอธิบายถึงมันได้ว่าคืออะไรแน่ หญิงสาวพยายามไขกุญแจเปิดประตูรั้ว แต่เพราะต้องอุ้มหลานเอาไว้อย่างนี้ ทำให้ไม่สะดวกเอาเสียเลย “ส่งกุญแจมาให้ผม” แต่เธอทำเหมือนไม่ได้ยิน... “มา... ผมช่วย” ภีมอาสาอีกครั้ง แล้วไม่รอให้ปฏิเสธ เขาแย่งกุญแจจากมือเล็กๆ นั้นทันที “ให้คุณเปิดเอง คงเช้าพอดี” มัสยายืนนิ่ง มองเขาไขกุญแจเรียบร้อย แล้วส่งคืน... เธอหลุบตามองลูกกุญแจดอกเล็กที่วางอยู่กลางฝ่ามือเขาอย่างชั่งใจ ก่อนเอื้อมไปหยิบ พลันนั้นมืออุ่นคว้าหมับมือเล็กเอาไว้อย่างเร็ว “ไม่ขอบคุณหน่อยเหรอ” เขาถามเสียงนิ่ง หน้านิ่ง หญิงสาวปิดปากสนิท พยายามบิดมือให้หลุดจากมือเขาที่กุมกระชับเอาไว้... ไม่เจ็บ แต่แน่นหนาเหลือเกิน “ขอบคุณผม... มันยากนักเหรอ” มัสยายังเงียบเช่นเดิม... เขาต้องการอะไรจากเธอกันแน่ ทำไมไม่กลับไปให้พ้นๆ เสียทีนะ หญิงสาวกระชากมือเต็มแรงเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาเองก็ปล่อยมือ ร่างบางซวนเซ อีกทั้งน้ำหนักตัวของต้นปอที่อุ้มอยู่ก็ทำให้เกือบล้ม จังหวะนั้นเองแขนแข็งแรงยื่นมารั้งเอวบางเอาไว้อย่างเร็ว... ตอนนี้เลยเป็นว่าตกอยู่ในวงแขนเขาทั้งอาทั้งหลานนั่นแหละ ต่างฝ่ายต่างอึ้ง... ดวงตาสองคู่มองสบกันนิ่ง มัสยาแทบลืมหายใจ ร้อนผะผ่าวไปทั่วร่าง ขณะหัวใจรัวระทึกอย่างไม่เคยมาก่อน... ตั้งแต่เกิดจนโตมาเท่านี้ไม่เคยสักครั้งจะมีผู้ชายคนไหนได้กรายใกล้ ภีมเองก็เช่นกัน... หญิงสาวในอ้อมกอดตอนนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่าง... เป็นความรู้สึกที่ครั้งหนึ่งเขาเคยสัมผัสมาแล้ว... เมื่อหลายเดือนก่อนนั่นไง “ปล่อย” เสียงคำสั่งนี้มัสยาคิดว่าตัวเองเปล่งออกไปดังมาก แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงเสียงอันเบาหวิวจนเกือบไม่ได้ยินนั่นทีเดียว “ขอบคุณผม” เสียงพูดเขาก็เช่นกัน หญิงสาวเม้มปากอย่างดื้อดึง... “ไม่เหรอ” เขาถามแล้วรั้งเธอเข้าใกล้ขึ้นอีกนิด ทั้งใบหน้าโน้มต่ำลงมาอย่างจงใจ “คุณจะทำอะไร” มัสยาถามเสียงตื่น... เห็นได้ชัดว่าวิธีดื้อเงียบของเธอใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ภีมไม่ตอบ แต่กลับโน้มใบหน้าเข้าใกล้ขึ้นอีกเรื่อยๆ ... ประหลาดแท้ที่มัสยาเองได้แต่ยืนนิ่งราวถูกมนต์สะกด ตอนนี้ใบหน้าเขาอยู่ห่างแค่ลมหายใจกั้น “คุณนี่... ดื้อจริงๆ เลยนะ” ภีมพูดอยู่เกือบชิดริมฝีปาก วินาทีต่อมาก็ถอยออกห่างราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มัสยากะพริบตาเร็วๆ มองเขาเหมือนไม่เคยเห็น... นี่เขาจงใจแกล้งเธออย่างนั้นหรือ “ดึกแล้ว พาหลานคุณเข้าบ้านไปเถอะ” หญิงสาวเหมือนยังมึนงง ทั้งตามเขาไม่ทันเอาเลย ขณะกำลังจะก้าวเดิน ได้ยินเสียงเขาพูดขึ้นอีกว่า... “อ้อ... เดี๋ยวก่อน” ภีมขยับเข้าใกล้อีกครั้ง “ขอหอมแก้มก่อน” เธอเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง แล้วก็ยังไม่ทันได้พูดหรือได้คิดอะไรทั้งนั้น พลันเขาโน้มใบหน้าลงมาเร็วปานงูฉก... หอมแก้มต้นปอเต็มฟอด “ฝันดีนะครับ ต้นปอ” เขาพูดกับต้นปอที่หลับใหลไม่รู้เรื่องราว แต่นัยน์ตาพราวพรายเต้นระยับจับจ้องหน้าอาสาวนิ่งแน่ว พร้อมรอยยิ้มมุมปากบอกความหมายบางอย่างที่ทำให้มัสยาหน้าร้อนผะผ่าวขึ้นมาทันที หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น หายใจเข้าเต็มปอด กระชับอุ้มต้นปอเอาไว้อย่างมั่นคง แล้วก้าวฉับๆ เข้าบ้านไปไม่เหลียวหลัง ยังทันได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาให้ขุ่นใจ... นี่เขาทำทุกอย่าง ใช้ทุกวิธีเพื่อเอาชนะเธออย่างนั้นใช่ไหม ฮึ... ไม่มีทาง ภีมยังยืนอยู่ตรงนั้นกับอารมณ์และความรู้สึกที่เขาเริ่มคุ้นเคยเพราะเข้ามาทักทายบ่อยครั้งขึ้น... ดวงตาคมกริบทอดฝ่าความสลัวเข้าไปในตัวบ้าน แสงไฟสีส้มนวลลอดตามช่องหน้าต่างที่แง้มเอาไว้ เขาผ่อนลมหายใจยาว ขณะครุ่นคิด... อยู่กับเด็กตามลำพังบ้านช่องน่าจะปิดให้มิดชิด นี่คือความห่วงใยใช่ไหม ใช่ล่ะ เขาก็แค่เป็นห่วง... ห่วงเด็กต้นปอ ไม่เกี่ยวอะไรกับผู้หญิงคนนั้นหรอก... ไม่เลยสักนิดเดียว!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD