ตอนที่ 3 ความทรงจำอันเจ็บปวด

4666 Words
ผืนผ้าสีขาวสะอาดนั้นว่างเปล่าให้ความรู้สึกอ้างว้างได้อย่างประหลาด นิ้วมือเรียวยาวไล้แผ่วเบาอย่างเลื่อนลอย ดวงตาคู่คมใต้คิ้วหนาเข้มฉายชัดถึงความหมองหม่นที่ไม่อาจปกปิด ลึกลงไปมีอีกใบหน้าหนึ่งลอยเด่นชัดในความทรงจำ... เขาค่อยหลับตาลงอย่างปวดร้าวลึก “อะไรกัน... นี่ยังไม่ได้วาดรูปอีกรึ” เสียงดังขึ้นทางเบื้องหลังไม่ได้ดึงความสนใจเท่าที่ควร เขาเพียงลืมตาขึ้น เมื่อรู้สึกได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นเข้ามายืนใกล้ “ฉันเบื่อผืนผ้าใบโล่งๆ แบบนี้เต็มที ภัทร” “ผมวาดไม่ได้... พี่ก็รู้” เขาพูดเสียงเบา ขณะปรายมองร่างสูงในเครื่องแต่งกายคุ้นตาด้วยชุดสูทสีเข้มหรูหราตามแบบฉบับ ได้ยินอย่างนั้นแล้วภีมถึงกับถอนใจยาว ก้าวมายืนตรงหน้า ลึกลงไปคือไม่ชอบใจเอาเลยที่หลายเดือนผ่านมานี้ภัทรจ่อมจมอยู่แต่กับเรื่องราวร้ายๆ เหมือนว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน “เมื่อไรนายจะเลิกโทษตัวเอง แล้วเข้มแข็งซะที” ภีมพูดเสียงเน้นหนักไม่ละสายตาจากน้องชาย ภัทรเงยหน้าขึ้น ดวงตาสองคู่มองสบกันนิ่ง... หนึ่งนั้นสงบและเยือกเย็น อีกหนึ่งแฝงเร้นด้วยความเศร้าสร้อยและปวดร้าว ด้วยภาพเหตุการณ์เก่าได้หมุนวนเข้ามาในหัวสมองเขาอีกครั้ง ………. พลบค่ำวันนั้น... แม้รถราบนท้องถนนจะบางตา แต่ด้วยเม็ดฝนที่พรำลงมาตลอดเส้นทางทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นมาก พี่ภีมนั่งอยู่ข้างๆ ดูเหมือนหลับๆ ตื่นๆ เพราะเหนื่อยล้าจากการนั่งเครื่องบินร่วมยี่สิบชั่วโมงจากครึ่งค่อนโลก ครั้งนี้เขาอาสาขับรถมารับพี่ชายด้วยตัวเอง แต่จะมีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายอย่างที่สุดในชีวิตของสองครอบครัว เด็กสาวคนนั้นโผล่พรวดพราดออกมาจากทิศทางไหนก็ไม่ทันได้มองเห็น เขาพยายามเหยียบเบรกแล้ว แต่ช้าเกินไป แรงปะทะทำให้ร่างเล็กจ้อยนั้นลอยหวือราวกับสิ่งของไร้น้ำหนัก ร่องรอยหยดเลือดรินไหลให้ได้เห็น แล้วร่างนั้นเล่า ร่างที่นอนนิ่งชุ่มโชกไปด้วยเลือดแดงฉานท่ามกลางสายฝน... ภัทรกำพวงมาลัยรถแน่น สองมือเขาเย็นเฉียบ ที่โรงพยาบาล... ครอบครัวเขานั่งรวมกันอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน แม่กอดเขาแน่น พลางร้องไห้เบาๆ ส่วนพ่อ พี่ใหญ่และพี่ภีม ทุกคนต่างนั่งเงียบ... อีกฟากหนึ่งนั้นมีผู้หญิงวัยกลางกับเด็กผู้ชายตัวเล็กในอ้อมกอด นางไม่มีเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้น หากแต่น้ำตาไหลรินเป็นทางไม่ขาดสาย และอีกหนึ่งคนวิ่งถลาเข้ามาในสภาพเกือบเปียกปอนเพราะฝนที่เทลงมาตั้งแต่หัวค่ำ... ไม่นานนักเสียงสนทนาดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีใครบางคนกำลังถกเถียงกันอย่างรุนแรง เมื่อภัทรเงยขึ้นมองทันได้เห็นว่าพี่ภีมหน้าหันไปตามแรงตบจากผู้หญิงคนที่มาถึงสุดท้ายนั่นเอง ……… “ลืมมันไปได้ไหม” ประโยคที่ดังอยู่นี้ดึงให้ภัทรตื่นกลับจากภาพเหตุการณ์ที่ตามหลอนเขาทุกค่ำคืน “เรื่องมันผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้ว มันเป็นอุบัติเหตุแล้วก็ไม่มีใครตายสักคนเดียว” “ไม่ตายก็เหมือนตาย... ผม... ผมเป็นฆาตกร” ภัทรครางเสียงขาดห้วง เจ็บปวดด้วยคำพูดฝังหัวเขาดังก้องชัดเจน “เลิกใส่ใจกับคำพูดของผู้หญิงคนนั้นซะ ไม่มีใครตายเสียหน่อย แล้วนายจะเป็นฆาตกรได้ยังไง” ภีมเสียงกร้าว “แล้วที่สำคัญนายเองไม่ใช่หรือที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เดือนละเป็นแสนๆ บาท แทนที่จะเป็นแค่ค่าทำศพ” ภัทรมองหน้าพี่ชาย... พี่ภีมแรงเหลือเกิน เขาหวาดหวั่นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ด้วยอีกฝ่ายนั้นไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าพี่ชายของเขาเลย... ผู้หญิงที่ดูบอบบางแต่แกร่งกร้าวเหลือเกินอย่างคุณมัสยานั่นไงล่ะ “ฟังให้ดีนะ ถ้าขืนนายยังทำตัวแบบนี้ คนที่เสียใจมากที่สุดก็คือคุณพรรณ... แม่ของนาย” “ผม... ขอโทษ” “นายขอโทษไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องขอโทษอีก ต่อไปนี้คนที่ต้องขอโทษมีคนเดียวเท่านั้น” ภีมพูดน้ำเสียงเย็นชา พร้อมมีใบหน้าหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวสมอง... ผู้หญิงอวดดี! “ผมไม่อยากให้พี่มีเรื่องกับคุณมัสยาเลย” ภัทรพูดเสียงเบา จดจำการปะทะคารมระหว่างพี่ชายกับคุณมัสยาได้แจ่มชัดและเขานึกกลัวใจของทั้งสองคนเหลือเกิน “ฉันไม่ได้เป็นคนหาเรื่อง นายก็รู้” “คุณมัสยาเธอเป็นผู้หญิง พี่ก็ยอมๆ เธอหน่อยเถอะ” “อวดดี อวดเก่งอย่างนั้น... ใครจะยอมลง” “ผมไม่เห็นเธอเป็นแบบนั้น...” “นายอย่ามาแก้ตัวแทน ลองได้เห็นหน้านายสิ ยายปลากัดนั่นไม่เข้ามางับหัวนายละก็ ฉันให้นายเหยียบเลย” “พี่ก็พูดเกินไป” ภัทรเสียงอ่อย ความจริงคือเห็นด้วยกับพี่ชายนั่นแหละ แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะคุณมัสยาเธอมีเหตุผลของเธอเอง ซึ่งในเหตุผลนั้นบางครั้งบางทีเขาเองก็ไม่เข้าใจเธอเอาเลย... โกรธแรง เกลียดแรงเหลือเกิน “ระหว่างฉันกับผู้หญิงคนนั้นต้องมีคนแพ้คนชนะ และคนที่จะชนะก็คือฉันนี่ไง” ภัทรมองพี่ชายอย่างอับจนหนทาง ด้วยตระหนักดีนักในอุปนิสัยส่วนตัวของอีกฝ่าย... เป็นความจริงว่าพี่ภีมไม่เคยแพ้ ไม่เคยยอมแพ้ไม่ว่าจะกับใครทั้งสิ้น “พี่คงไม่ทำอะไรรุนแรง พี่เป็นสุภาพบุรุษ... ผมรู้ดี” “กับผู้หญิงคนนี้ฉันไม่รับรอง” ภีมพูด พลางยักไหล่ไม่เห็นยี่หระ “พี่ภีม” ภัทรเรียกพี่ชายเสียงดัง ด้วยฝ่ายนั้นพูดจริงและทำจริง เขารู้ดี “เลิกพูดถึงผู้หญิงคนนี้เสียที ฉันต้องไปทำงานล่ะ ส่วนนายก็วาดรูปของนายให้เสร็จซะ ไม่อย่างนั้นนายก็รู้นี่ว่าพ่อจะทำอย่างไรกับแกลเลอรีของนาย” ภีมพูดทิ้งท้ายเอาไว้เพียงแค่นั้น แล้วก้าวยาวๆ กลับออกไปเป็นการจบเรื่องสนทนา ภัทรเป็นน้องชายต่างแม่ แต่เขาก็รักน้องคนนี้มากเหลือเกิน จะว่าไปสามพี่น้องล้วนคนละแม่กันทั้งนั้น พี่ใหญ่กับเขาต่างสูญเสียแม่ไปนานแล้วหลายปี ภัทรโชคดีที่มีทั้งพ่อและแม่อยู่ แล้วก็ยังคงโชคดีอีกนั่นแหละที่สามารถเลือกทางเดินชีวิตเองได้ ผิดกับพี่ชายทั้งสองที่ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วด้วยธุรกิจมากมายหลายอย่างของพ่อนั่นเอง... มัสยาเงยหน้าจากตะกร้าผ้าใบใหญ่ ยืดหลังตรงแล้วบิดตัวไปซ้ายทีไปขวาทีอย่างเมื่อยล้า... แสงแดดส่องผ่านกิ่งก้านไม้ใหญ่หลังบ้านทำให้เหงื่อเม็ดเล็กซึมตามหน้าผากและไรผมที่ระตามข้างแก้ม เป็นเวลาสายมากแล้วกว่าจะจัดการกับงานทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย วันเสาร์อย่างนี้มีงานรอให้ทำมากมายก่ายกอง อยากรู้นักใครบอกกันนะว่าเป็นวันหยุด... เช้าต้องซักผ้าที่รับจ้างเอาไว้ สายหน่อยไปโรงพยาบาล บ่ายไปสอนพิเศษเด็กๆ ตามบ้าน ตกเย็นไปโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อรับต้นปอกลับบ้าน สุดท้ายต้องเก็บผ้าที่ตากเอาไว้ตอนเช้ามารีดให้เรียบร้อย กว่าจะได้นอนก็ล่วงเข้าเที่ยงคืนนั่นแหละ “อา... อาปลา” เสียงเล็กๆ ดังงัวเงียๆ ขึ้นทางเบื้องหลัง หญิงสาวหันไปมอง เห็นคนตัวกลมยืนอยู่ไม่ห่างออกไปนัก ต้นปออุ้มหุ่นยนต์ขะมุกขะมอมของเล่นตัวโปรดไว้แนบอก พลางส่งนิ้วป้อมๆ เข้าปาก แหงนเงยมองอาสาวด้วยแววตาคู่สุกใส “ต้นปอ... ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ” เธอย่อตัวลง หยิกแก้มใสเบาๆ ต้นปอโผเข้าหาอาสาวทันที “หิว... จะกินนม” มัสยานึกโกรธตัวเองที่หลงลืมว่านมกล่องสุดท้ายหมดไปเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา... เธออุ้มต้นปอขึ้นไว้ในอ้อมแขน แล้วพาเดินกลับเข้าบ้าน “ต้นปอครับ อาขอเวลาแต่งตัวไม่นาน แล้วเราจะออกไปข้างนอกกัน อาจะซื้อนมให้ต้นปอก่อน แล้วเราค่อยไปหาย่ากับอาปุ่นกันนะ” เธอพูดอย่างช้าและชัดเจน เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก ยินยอมนั่งลงหน้าจอโทรทัศน์ซึ่งกำลังมีรายการเด็กที่มัสยารู้ว่าต้นปอชื่นชอบมาก... ไม่นานนักสองอาหลานก็พร้อมออกเดินทาง มัสยาจัดการปิดประตูรั้ว ขณะหลานตัวน้อยยืนรอคอยอย่างสงบ... หญิงสาวจูงมือเล็กๆ ออกเดินไปตามถนนสายแคบๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มครึ้ม และเธอไม่รู้ว่ากำลังตกอยู่ในสายตาใครคนหนึ่ง บทเพลงเด็กแว่วกระทบโสต ตามมาด้วยเสียงท่องพยัญชนะทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ก่อนจบลงด้วยการนับเลขหลักสิบ ทำให้คนแอบได้ยินอมยิ้มอย่างเอื้อเอ็นดู... เพียงไม่นานสองอาหลานมายืนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย สิ่งนี้ทำให้ต้นปอยิ้มแก้มปริเลยทีเดียว ก่อนวิ่งนำหน้าไปอย่างคุ้นเคย “สวัสดีครับ ปลา” ประโยคทักทายดังขึ้นใกล้ มัสยาหันไปมอง ก่อนรอยยิ้มบางระบายทั่วหน้า... ชายหนุ่มร่างสูงในชุดแต่งกายลำลองดูสบายๆ ผิดตาจากที่เคยเห็น “สวัสดีค่ะ พี่กร” “กำลังจะไปไหนกันเหรอครับ” “ไปโรงพยาบาลค่ะ แต่แวะเข้ามาซื้อของนิดหน่อย” หญิงสาวบอกยิ้มๆ พลางหันไปมองต้นปอซึ่งกำลังให้ความสนใจทั้งหมดกับนมกล่องที่อยู่ในมือมากกว่าสิ่งใด “ถ้าอย่างนั้นให้พี่ไปส่งนะ” เขาออกอาสาอย่างมีน้ำใจ “วันนี้ว่างเหรอคะ” ภาสกรพยักหน้ารับ “พี่อยากไปเยี่ยมปุ่นด้วย ว่าแต่อาการของแกเป็นยังไงบ้าง” “ยังไม่รู้สึกตัวเลยค่ะ นอนนิ่ง... เหมือนเดิมทุกอย่าง” หญิงสาวพูด พร้อมแอบซ่อนความรู้สึกที่กลัวว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ถึงความอ่อนแอที่มี... ฝ่ามือใหญ่อบอุ่นเอื้อมวางบนบ่าอย่างปลอบโยน ภาสกรส่งรอยยิ้มให้กำลังใจ... เขากับปานสรวงพี่ชายของเธอรู้จักกันในงานกีฬาประเพณีโรงเรียนทหาร-ตำรวจ จากคู่แข่งขันเลยกลายเป็นเพื่อนรักสนิทกันนับแต่นั้น “มีพี่กร ปลาอุ่นใจเหมือนมีพี่ป่านอยู่ใกล้ๆ เลยค่ะ” เธอพูดจริงใจ และไม่ได้สังเกตเห็นประกายดวงตาที่วูบไหวของคนฟัง ภาสกรแอบปวดหนึบลึกในใจ... เป็นได้แค่ตัวแทนพี่ชายเธอเท่านั้นสินะ... เขาหันไปหยิบขนมอีกถุงใหญ่สำหรับต้นปอ แล้วชำระเงินกับพนักงานเก็บเงินในร้าน แน่นอนว่ามัสยาปฏิเสธจะให้เขาจ่ายในส่วนของเธอ หากแต่ภาสกรก็ปฏิเสธจะทำตามเช่นเดียวกัน “ขอบคุณนะคะ พี่กร แค่นี้ปลาก็เกรงใจจะแย่” หญิงสาวเฝ้าแต่พูดขอบคุณอยู่นั่นแหละ ขณะที่เขาอุ้มต้นปอแล้วเดินตามเธอออกมาจากร้านสะดวกซื้อแห่งนั้น “พอแล้ว ไม่ต้องขอบคุณแล้ว” ชายหนุ่มพูดหัวเราะๆ “ไหนบอกเองว่ามีพี่ก็เหมือนมีพี่ป่านไงล่ะ เลิกเกรงใจเสียทีเถอะ ปลา” ภาพปรากฏตรงหน้าทำเขาแทบเต้น... รอยยิ้มสดใส เสียงหัวเราะร่าเริงและการสนทนาที่แสนจะเป็นมิตร สิ่งเหล่านี้ที่เขาไม่เคยได้รับ ฮึ... แล้วเขาจะสนอะไร เขาบ้าอะไรที่ต้องทำแบบนี้ บ้าอะไรที่ต้องตามเธอมาตลอดทางเพื่อจะได้เห็นว่าเธอนัดแนะพบเจอกับผู้ชายอีกคนอย่างนี้! แป๊นๆ ๆ เสียงแตรรถดังสนั่นขึ้นเบื้องหลัง เป็นสาเหตุให้ทั้งสามคนหันไปมองด้วยว่ามันดังอยู่ใกล้เหลือเกิน... เมื่อเห็นหน้าเจ้าของรถเท่านั้น มัสยาชะงักกึก คอแข็งขึ้นมาทันที ขณะสบประสานกับสายตาคมกล้าคู่นั้น เธอไม่ได้คิดไปเองว่ารับรู้ถึงแววหยามเหยียดที่ฉายชัดเจน ใบหน้าเรียวเชิดขึ้นอย่างท้าทายเช่นกัน ภีมเหยียดยิ้มมุมปาก หากแต่ความเย็นชากร้าวกระด้างเต็มอยู่ในหน้า... สายตาคมกริบมองสบประสานกับดวงตาอีกคู่ที่ฉายแววกล้าแกร่งจากชายหนุ่มแปลกหน้า ผู้ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างร่างเล็กบอบบางอย่างปกป้องในที... เป็นความจริงว่าภีมเกลียดชังใบหน้านั้นขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลที่สุด วินาทีต่อมาเขาเคลื่อนรถออกไปเร็วอย่างกับเหาะก็ไม่ปาน คนบ้า... เธอค่อนในใจ พลางส่งสายตาเชือดเฉือนตามรถคันนั้นไป... ต้นปอตกใจ ใบหน้าใสเริ่มเบ้ ภาสกรต้องกอดเอาไว้อย่างปลอบโยน “ใครเหรอครับ เขาทำเหมือนรู้จักปลาเลย” ภาสกรหันไปทางมัสยา พร้อมประโยคคำถามที่เธอไม่ปรารถนาจะตอบเอาเลย “อย่าสนใจเลยค่ะ... เราไปกันเถอะ” หญิงสาวตัดบท ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดถึงผู้ชายคนนั้นแม้แต่วินาทีเดียว ภาสกรมองหน้าตึงๆ ของคนพูด คิ้วเข้มขมวดหากันด้วยความสงสัย แต่เขาเลือกจะเงียบดีกว่า อันที่จริงเขาจดจำใบหน้าของผู้ชายเจ้าของรถคันนั้นได้ทันทีแบบไม่ต้องเสียเวลาสักนิด ก็หน้าตาอย่างนั้นไม่ได้มีเกลื่อนเมืองเสียหน่อย รูปหล่อใช่เล่น... แต่อย่ามาเป็นคู่แข่งเขาเท่านั้นพอ ภรพเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารที่กางอยู่ เขาใช้เวลาตลอดช่วงเช้าสะสางให้หมดไปจากโต๊ะทำงานเขาเสียทีและคงทำสำเร็จไปแล้ว หากจะไม่เสียสมาธิจากร่างสูงของใครอีกคนที่กำลังเดินกลับไปกลับมาเป็นเวลาหลายสิบนาทีแล้ว “เอายังไง... จะเดินกลับดาวอังคารไปเลยไหม” เจ้าของห้องพูดด้วยความรู้สึกที่เกือบหมดความอดทนอยู่รอมร่อ... ร่างสูงนั้นหยุดนิดหนึ่งตอนหันมามอง พร้อมสายตาขุ่นเขียว “ถึงเป็นวันเสาร์ แต่ก็เป็นวันทำงานของบริษัทนะ แล้วฉันก็เห็นว่านายมาสายมาก อย่าได้ถืออภิสิทธิ์เชียว ตอนนี้ฉันว่านายควรกลับไปทำงานได้แล้ว ไป” ภรพไล่เอาดื้อๆ แล้วเลิกคิ้วสูง เมื่ออีกฝ่ายหันขวับมองเขาอย่างเอาเรื่อง “มองหน้าฉันทำไม” เขาถามอย่างพร้อมลุย เมื่อร่างสูงที่ก่อนหน้าเดินเป็นหนูติดจั่น บัดนี้เปลี่ยนใจสาวเท้าพรวดเดียวถึงโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของเขาด้วยใบหน้าบึ้งตึง “พี่ใหญ่... พี่รู้ไหมว่าวันนี้ผมไปเจออะไรมา” ภีมวางมือทั้งสองกับโต๊ะ โน้มตัวไปข้างหน้าพูดกับพี่ชายด้วยน้ำเสียงที่เกือบเป็นดุดัน “แล้วฉันจะไปรู้ได้ไง นายมาถึงไม่พูดไม่จา เอาแต่เดินๆ แล้วก็เดิน จนฉันไม่มีสมาธิทำงาน แล้วนี่ยังไง มีเรื่องอะไรมาให้ฉันปวดหัวอีกล่ะ ฮึ” ภรพพูดยาวยืด ทั้งรู้สึกแปลกกับอาการราวกับไปกินรังแตนมาจากไหนของอีกฝ่าย “บ้าจริง” ภีมเข่นเขี้ยว ประกายตาวาวโรจน์... ทำไมต้องโกรธด้วยนะ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เขาต้องเป็นแบบนี้ “อ้าว... เดี๋ยวได้เจ็บตัว อยู่ดีๆ มาว่าฉันบ้า” พี่ชายแกล้งเอะอะ จ้องเขม็งใบหน้าบึ้งตึงของน้องชายอย่างเอาเรื่องขึ้นมาเหมือนกัน “ผมไม่ได้ว่าพี่... ผมว่าคนอื่น” ภีมพูด หน้าหงิกหนักขึ้นไปอีก “คนอื่น” ภรพทวนเสียงสูง แล้วถาม “ใครทำให้นายอารมณ์เสียได้ขนาดนี้ ฮึ” “ผู้หญิงร้ายกาจ... ยายตัวแสบ” ภีมพูดเสียงเน้นต่ำในลำคอ ขณะดวงตาคู่คมวาววับขึ้นอีก ภรพเลิกคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนปรับสีหน้าเรียบเฉย ทั้งในใจอยากหัวร่อให้ดังลั่น โธ่เอ๊ย... ออกจากบ้านเช้ากว่าใคร แต่กลับมาถึงที่ทำงานสายยิ่งกว่าใคร ที่แท้ก็มัวไปหาเรื่องชาวบ้านเขานี่เอง แล้วก็ได้เรื่องกลับมาสมใจไหมล่ะ “คราวนี้เธอทำอะไรให้นายล่ะ” ภรพแกล้งถามเสียงเรียบ เอนร่างพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย ขณะประกายตาวิบวับราวขบขัน “ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางทำอะไรผมได้” “ถ้าอย่างนั้นแล้วนายจะสนใจทำไมไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ตาม” พี่ใหญ่ทำท่าทางครุ่นคิด แต่ดวงตาคมแอบฉายแววล้อเลียนเจ้าคนขี้โมโหที่ปากไม่ได้ตรงกับใจแม้แต่นิดเดียว “ใครบอกว่าผมสนใจ” ภีมแย้งขึ้นเร็ว หายใจเข้าออกฟืดฟาดอย่างฉุนเฉียว “ผู้หญิงคนนั้นไม่มีค่าพอจะทำให้ผมหันไปมองด้วยซ้ำ หางตาผมก็ไม่แล... ผมไม่มีวันสน!” ภรพมองหน้าเข้มๆ ของน้องชาย ดูเถอะ... โกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงซะขนาดนี้ ทั้งร้องประกาศออกปาวๆ ว่าไม่สนใจๆ แต่การกระทำที่แสดงออกนั้นตรงข้ามกันอย่างเหลือร้าย... ความจริงที่ภีมอาจไม่รู้ตัว “ฉันเข้าใจล่ะ... ว่าแต่วันนี้เถอะ มัสยาทำอะไรให้นายไม่พอใจล่ะ” พี่ชายพยักหน้าช้าๆ ทั้งพยายามซ่อนรอยยิ้มเอาไว้อย่างแนบเนียน “ผมบอกพี่แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีวันทำอะไรผมได้” ภีมตาขุ่นตาเขียว พูดน้ำเสียงกระชากกระชั้นอย่างไม่พอใจกับประโยคของพี่ชายเป็นที่สุด เพราะมันทำให้เขารู้สึกด้อยลงไปด้วยน้ำมือของผู้หญิงคนนั้น และเขาไม่มีวันยอมให้เป็นอย่างนั้นเด็ดขาด “ก็ได้ๆ ฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน” พี่ชายยกมือทำท่าว่ายอมแพ้ในที่สุด “แต่ยกเว้นวันนั้นนะ...วันที่เธอตบหน้านายซะหัวแทบหลุดน่ะ ฉันล่ะสะใจเป็นบ้า ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำแบบนั้นกับนายไม่ใช่เหรอ มันเป็นอะไรที่ตราตรึงมาก สมควรได้โล่... ลืมไม่ลงจริงๆ ว่ะ” ภรพพูดเสียงกลั้วหัวเราะอย่างเห็นสนุก ขณะน้องชายหน้าบึ้งหน้าตึงหนักขึ้นไปอีก... “พี่ใหญ่ ไม่ตลกเลย” “นี่... นายรู้อะไรไหม ฉันเคยคุยกับพ่อนะว่าถ้าได้มัสยามาปราบนายละก็คงสนุกดีพิลึกเชียว” พี่ชายพูดน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง ไม่สนใจน้องชายที่ตอนนี้หน้าดำหน้าแดง “แต่คุณพรรณไม่ค่อยเห็นด้วยนักหรอก เธอกลัวว่านายกับมัสยาจะตีกันตายก่อนได้ลงเอย... หรือนายเห็นว่ายังไงล่ะ ฮึ” ภรพแกล้งตะโกนไล่หลังเจ้าน้องชายออกไป พร้อมได้รับเสียงกระแทกปิดประตูเต็มแรงเป็นสิ่งตอบแทนกลับมา เขาไม่นึกโกรธ แต่กลับหัวเราะร่วนทีเดียว เออ... เจ้าน้องคนนี้มันยั่วขึ้นจริงๆ ภีมกลับมากระแทกนั่งเก้าอี้ในห้องทำงานตัวเองด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูกเอาเลย ก็เพราะพี่ใหญ่นั่นแหละที่พูดจาเหลวไหล โธ่เอ๊ย... คิดจะมาปราบคนอย่างเขานี่นะ รู้เอาไว้เถอะว่ามันยังเร็วไปร้อยปียายปลากัดตัวร้าย... ชายหนุ่มครุ่นคิดอย่างแค้นเคือง พร้อมๆ กับภาพเหตุการณ์ครั้งเก่าเมื่อหลายเดือนผ่านเข้ามาในความทรงจำเขาอีกครั้ง .......... ผู้หญิงสาวคนนั้นมีรูปร่างเล็กและบอบบางหากแต่สมส่วน เธอถลาเข้ามาในสภาพเกือบเปียกปอน ผมยาวมัดเป็นหางม้าดูรุ่ยร่ายตกลงมาระตามข้างแก้ม และใบหน้าเรียวเล็กที่ทำให้เขาเกือบลืมหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง พร้อมๆ กับความรู้สึกอันแปลกประหลาดได้วาบขึ้นมาแล้วแล่นไปทั่วร่างอย่างเร็ว คิ้วเรียวสวยเหนือดวงตาคู่คมฉายแววตื่นตระหนก จมูกเล็กรับกับริมฝีปากอิ่มได้รูปที่เวลานี้เผยอขึ้นน้อยๆ และสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์บางอย่าง กระโปรงสีเข้มสั้นเหนือเข่า เสื้อเชิ้ตสีฟ้าจางเปียกฝนเป็นดวงๆ รัดรึงรูปร่างให้เด่นชัดยิ่งขึ้น... ภีมกลั้นหายใจเมื่อหลุบตาลงต่ำ... ทรวงอกพุ่งดันตัวเสื้อสะท้อนขึ้นลงแรงเพราะเหนื่อยหอบ เขาเห็นเธอถลาเข้าไปหาหญิงวัยกลางและเด็กผู้ชายที่อยู่ในอ้อมกอดทันที หญิงสาวกอดนางเอาไว้แน่น ดวงตาคมสวยทอแสงอ่อนล้าราวกับจะสิ้นหวัง เมื่อมีเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ดังมา “แม่ใจเย็นๆ นะจ๊ะ... น้องอยู่กับหมอแล้วนะ” เธอปลุกปลอบ เวลานี้เธอคือเสาหลักและจำเป็นอย่างยิ่งต้องเข้มแข็ง แม้มันยากเย็นเพียงใดก็ตาม... หญิงสาวปรายตาไปยังกลุ่มคนที่ยืนอยู่ไม่ห่างออกไปนักด้วยความสงสัย... คนพวกนี้เป็นใครกัน “เขาเป็นคนขับรถชนน้อง” นางบอกเสียงเบา เมื่อเห็นลูกสาวจ้องมองพวกเขาด้วยแววตาสงบนิ่ง ทว่าใจเธอไม่ได้นิ่งตาม เพราะมันกำลังพลุ่งพล่านด้วยอารมณ์โกรธที่ระอุไอร้อนรน โดยที่นางเองไม่ทันคาดคิด ลูกสาวเดินเร็วตรงไปหากลุ่มคนนั้น “ใคร... คนไหนเป็นคนขับรถ” เสียงถามของเธอต่ำแต่แน่นหนัก... ไม่ได้รับคำตอบใดจากพวกเขา แต่มีหนึ่งร่างสูงก้าวออกมาเผชิญหน้า ตาคมกริบค่อยหรี่ลงมองสบประสานกับตาคู่สวยคม ต่างฝ่ายไม่ยอมหลบ ราวกับกลัวว่าหากฝ่ายใดหลบเลี่ยงไปก่อนฝ่ายนั้นคือผู้พ่ายแพ้ “คุณเป็นใคร” เธอถามเสียงห้วนอย่างไม่สบอารมณ์ ด้วยตัวเธอสูงเพียงอกเขาเท่านั้น ซ้ำเขายังยืนใกล้เสียจนได้กลิ่นหอมอ่อนอันไม่คุ้นเคยสำหรับเธอ หญิงสาวเม้มปากแน่น กำมือหากัน เมื่อมีเสียงห้าวทุ้มแต่ห้วนสั้นตอบกลับมา “ไม่ได้เป็นคนขับรถก็แล้วกัน” ภีมส่งประโยคราวกับท้าทาย ลึกลงไปคือกำลังประเมินว่าอีกฝ่ายจะมีปัญญาทำอะไรได้มากน้อยสักแค่ไหนกันเชียว... ดูเถอะ ผู้หญิงอะไร ตัวเล็กเท่านิ้วก้อย “ถ้าคุณไม่ใช่... ก็หลีกไป” เธอเน้นเสียงอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ “ฉันต้องการพูดกับคนที่ขับรถชนน้องสาวฉันเท่านั้น” “ตอนนี้คงไม่ได้ เพราะน้องชายผมเองก็ตกใจกับเหตุการณ์นี้ไม่น้อยไปกว่าพวกคุณ” ภีมพูดเสียงราบเรียบ เขาเห็นเธอปรายตามองไปทางที่ภัทรนั่งอยู่และมีคุณพรรณโอบกอดเอาไว้ เธอหันกลับมาเผชิญหน้าเขาอีกครั้ง “นั่นน้องชายของคุณเหรอ เขาเป็นคนขับรถใช่ไหม” “ใช่ และมันก็เป็นอุบัติเหตุ” “เขาเมาเหล้าหรือเปล่า” เธอถามเสียงห้วน “เขาไม่เคยดื่มเหล้า” “ไม่ดื่มเหล้า ไม่ได้เมา แล้วขับรถประสาอะไรถึงได้ชนคนอื่นแบบนี้” เสียงเธอเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และความโกรธกริ้วก็ดูเหมือนจะพุ่งสูงตามไปด้วยเช่นกัน “ฝนตก แล้วถนนก็ลื่นมาก อยู่ดีๆ เด็กคนนั้นก็โผล่ออกมา แล้ว...” ภีมอธิบายอย่างช้า ราวกับกำลังควบคุมอารมณ์เช่นกัน แต่เขายังพูดไม่ทันจบประโยค เมื่อเธอแทรกเสียงขึ้น “คุณรู้ได้ยังไง” “ผมนั่งมากับเขาด้วย” “อ้อ... อยู่ด้วยกัน ก็ต้องเข้าข้างกันอยู่แล้วนี่” “ไม่ได้เข้าข้าง เรื่องเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันก็เกิดขึ้นเร็วมาก อีกอย่างหนึ่งเด็กคนนั้นก็ข้ามถนนในที่ที่ไม่ควรจะข้ามด้วยซ้ำ” “คุณจะบอกว่าเป็นความผิดของน้องสาวฉันใช่ไหม” “ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” “แล้วหมายความว่ายังไง” “ก็...” ภีมเตรียมอธิบาย แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเสียงเธอก็ดังขึ้น “ทั้งที่พวกคุณขับรถประมาทจนชนคนอื่น แล้วยังพูดปัดความรับผิดชอบอีกเหรอ” “เราไม่เคยคิดจะปัดความรับผิดชอบ” ภีมแย้งขึ้นเร็ว พร้อมความรู้สึกราวถูกสบประมาทอย่างร้ายแรง “ดี... เพราะถ้าน้องสาวฉันเกิดเป็นอะไรขึ้นมาพวกคุณต้องรับผิดชอบทั้งหมด” เธอเปล่งเสียงดังก้อง “อ้อ... อย่างนี้เอง” เขาลากเสียงยาว พร้อมเหยียดยิ้มเย้ยหยัน “อย่างนี้เอง... อะไร” “ก็คุณไง... ในที่สุดก็พูดความต้องการออกมาได้แล้วสินะ” “ความต้องการ... คุณหมายความว่ายังไง พูดให้ดีๆ นะ” “พูดอ้อมไปอ้อมมา สุดท้ายคุณก็ต้องการเงิน” ภีมแค่นเสียง ขณะนัยน์ตาคมกล้าทอดมองผู้หญิงตรงหน้า ไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เห็นหน้าสวยแดงก่ำจนเขาคิดว่ามันคงกำลังร้อนเป็นไฟแน่เชียว “ว่าแต่ต้องการสักเท่าไรล่ะ” ภีมสอดมือลงกระเป๋ากางเกงท่าทางแสนสบาย ราวกำลังเจรจาเรื่องดินฟ้าอากาศหาใช่ชีวิตของคนคนหนึ่งไม่ “คุณกำลังดูถูกฉัน” เธอพูดเสียงเน้นต่ำ แต่ดุดันขัดกับหน้าสวยอย่างร้ายกาจ “หรือจะปฏิเสธว่าคุณไม่อยากได้” “ฉันขอถามคุณหน่อยเถอะ ถ้าคนที่อยู่ในห้องนั้นเป็นน้องชายคุณ แล้วฉันเอาเงินมาฟาดหัวพวกคุณแบบนี้บ้าง พวกคุณจะว่ายังไง พวกคุณจะยอมได้ไหม” เธอพูดเสียงสั่น เต็มไปด้วยโทสะกับการดูถูกอย่างร้ายกาจจากผู้ชายแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จัก “เอาเถอะ... ผมพอจะรู้ว่าที่คุณพูดมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อโก่งราคาให้สูงขึ้นเท่านั้น บอกมาเสียทีว่าจะเอาเท่าไร แต่อย่าให้มันมากจนเกินไปนักนะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเห็นทีคุณต้องไปฟ้องร้องเอาเองแล้วล่ะ” ภีมพูดเรื่อยไปด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่ตาคมกริบพราวระยับอย่างผู้ชนะ “แต่พูดก็พูดเถอะ คุณคงจะเสียเวลาเปล่านั่นแหละ ถึงยังไงคุณก็ไม่มีวันชนะหรอก เพราะเราต่างกัน... คนละชั้น” อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน... ภีมหน้าหัน ชาดิกไปทั้งซีกหน้านั้น พร้อมเสียงหึ่งๆ ดังขึ้นรอบทิศ ทำเขาถึงกับมึนงงไปเลย “อยู่ชั้นไหนล่ะ สูงส่งนักเหรอ แต่ฉันก็ตบหน้าคุณได้อยู่นี่” น้ำเสียงเธอแฝงด้วยความสาแก่ใจที่สามารถหยุดวาจาหยามหยันจากผู้ชายปากร้ายคนนี้ลงได้ ดูเหมือนเธอไม่ได้ใส่ใจความนิ่งขึ้งของคู่กรณีมากไปกว่าอารมณ์เกรี้ยวกราดของตัวเอง “เธอตบหน้าฉัน” เสียงเขาช่างเยือกเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลก ขณะเพลิงแห่งโทสะปะทุขึ้น ดูเหมือนว่าเธอถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างลืมตัวกับรังสีอันตรายที่เปล่งออกมาจนรับรู้ได้ “คุณดูถูกฉันก่อน” เธอเถียงเสียงสั่นน้อยๆ “ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าทำแบบนี้” “ไม่เคยมีใครกล้าดูถูกฉันเหมือนกัน” “เธอ...” เขาแทบจะเข้าไปขย้ำหล่อนได้ตอนนี้เลย “และขอบอกให้รู้ไว้เลยว่าฉันกล้าทำมากกว่านี้อีก ถ้าต้องเตือนสติคนที่ชอบดูถูกคนอื่น ชอบกดหัวคนอื่นให้ต่ำกว่าตัวเองอย่างคุณ อ้อ... แล้วก็เตรียมตัวไปเยี่ยมน้องของคุณในคุกได้เลยนะ เพราะฉันไม่มีวันปล่อยให้เรื่องนี้จบง่ายๆ แน่” “ถ้าเธอกล้าก็ลองซี” ภีมก้าวเข้าหา ตาคมจับจ้องราวจะฉีกเนื้อหล่อนให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ใบหน้าสวยที่ราวจะหยุดลมหายใจเขาได้เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา บัดนี้ภีมไม่หลงเหลือความรู้สึกนั้นอีกต่อไป “ภีม” เสียงเรียกชื่อนั้นเน้นหนัก พร้อมมือแข็งๆ จับยึดแขนเขาเอาไว้มั่น... ภรพไม่มีวันปล่อยให้น้องชายเขาถูกมองว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษเพราะการทำร้ายผู้หญิงคนนี้ ถึงแม้เขารู้สึกทึ่งกับความกล้าบ้าบิ่นของเธอมากแค่ไหนก็ตาม ภีมชะงักกึก ราวกับเสียงเรียกนั้นช่วยดึงสติให้กลับมา เขาหันมองหน้านิ่งเฉยของพี่ชายหากแต่แววตานั้นย้ำเตือนยามมองกลับมา ทำให้เขารู้สึกราวถูกขัดใจครั้งใหญ่ เขาหันกลับมามองผู้หญิงคนนั้น คนที่เกือบจะทำให้เขาลืมตัวเพราะความโกรธกริ้ว ลึกลงไปภีมปฏิญาณลั่นในอก ขณะจับจ้องใบหน้าที่เชิดขึ้นอย่างท้าทายไม่กลัวเกรงเขาเช่นกัน... สักวันหนึ่งเถอะ เขาจะตอบแทนค่าที่หล่อนกล้าตบหน้าเขาอย่างสาสม!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD