ดวงหน้าเรียวเล็กอ่อนใสวางบนหมอนใบใหญ่สีขาวสะอาดนั้น ตรึงให้ภัทรไม่อาจละสายตาได้แม้เสี้ยววินาที จังหวะการหายใจสม่ำเสมอบอกย้ำให้อุ่นใจว่าเธอยังอยู่ตรงนี้... มัสลิน
ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย เมื่อประตูห้องเปิดออก...
“คุณนั่นเอง... มานานแล้วหรือคะ” ปัทมาถามคำถามที่คนฟังคุ้นเคย ขณะรับไหว้เขา พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“มาได้สักครู่แล้วครับ” ภัทรตอบเสียงเบา
“ป้าลงไปซื้อกับข้าวค่ะ คุณทานอะไรมาหรือยัง ทานด้วยกันเสียเลยนะคะ” นางพูดจริงใจ แล้วเดินไปวางถุงใส่อาหารบนโต๊ะเล็กมุมห้อง
ชายหนุ่มมองตามเงียบๆ ลึกลงไปคือตื้นตันกับความห่วงหาที่แสดงออกอย่างไม่ปิดบังหรือเสแสร้งแต่อย่างใด ทั้งที่ความจริงเขาไม่ควรได้รับสิ่งเหล่านี้จากนางเลยด้วยซ้ำ
“ขอบคุณครับ... แต่ผมกำลังจะกลับพอดี” เขาขยับตัว พลางหันมองนาฬิกาแขวนผนังที่บอกเวลาเกือบจะบ่ายโมงแล้ว
“ทำไมรีบกลับล่ะคะ เห็นบอกว่าเพิ่งมาไม่ใช่หรือ”
“ผมไม่อยากรบกวนครับ”
“รบกวนอะไรกันคะ ดีเสียอีกที่คุณมาอยู่เป็นเพื่อน ป้าเองวันๆ หนึ่งไม่รู้จะพูด จะคุยกับใคร” นางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ประโยคสุดท้ายอดที่จะหันมองร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่ได้...
“ผม... ขอโทษ” ประโยคแผ่วเบาส่งผ่านลำคอที่ตีบตัน ราวกับว่าความรู้สึกผิดบาปได้ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ตรงนั้นจนไม่สามารถเปล่งเสียงใดออกมาได้อีก
“มันเป็นอุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอกค่ะ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ป้าขอให้คิดเสียว่าเป็นเวรกรรมของปุ่นเอง ไม่มีใครโทษคุณเลยนะคะ” คำพูดแสนอ่อนโยนและเต็มไปด้วยเมตตาอย่างนี้ที่ภัทรมักได้รับอยู่เสมอๆ ตอนนี้เขาไม่อาจเก็บกักความรู้สึกที่อัดแน่นได้อีกต่อไป... หยาดหยดน้ำตาลูกผู้ชายเอ่อท้นให้ได้เห็น บ่าไหล่ที่เคยผึ่งผายห่อคู้ไหวสั่นด้วยแรงสะอื้น เวลานี้ไหล่ผอมบางของผู้สูงวัยกว่าจึงเป็นหลักพักพิงได้ดีเหลือเกิน
ปัทมาชำเลืองมองชายหนุ่มอ่อนวัยที่นั่งเงียบอยู่ชิดเตียงผู้ป่วยมานานหลายสิบนาทีแล้วอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้... ก่อนนั้นนางไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้เขาเครียดขรึม กระนั้นก็อ่อนไหวได้อย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับแก้วเจียระไนที่ความแข็งแกร่งมีมากพอๆ กับความเปราะบางนั่นแหละ ทว่าแววตาเขาที่ทอดมองมัสลินทุกครานั้น ทำให้นางนึกหวั่นในความรู้สึกลึกๆ ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่มีมากกว่าหลายเท่านัก
“วันนี้ไม่มีธุระไปที่ไหนหรือคะ คุณ” นางถามขึ้น ทำลายความเงียบงันให้หมดไป
ภัทรเลิกคิ้วเล็กน้อยกับประโยคนั้น... หรือว่านางต้องการไล่เขาไปเสียให้พ้นๆ
“ป้าแค่แปลกใจ เห็นวันนี้คุณอยู่นาน” นางรีบพูด ด้วยคาดเดาสิ่งที่อยู่ในแววตาของผู้อ่อนวัยกว่าได้ดี
ภัทรทำหน้าเลิ่กลั่ก หันมองนาฬิกาแขวนผนัง มันบอกเขาว่าตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงครึ่งแล้ว สิ่งนี้ทำเขาลุกจากเก้าอี้ราวถูกไฟลวกลน
“ผมต้องกลับแล้วครับ” ภัทรพูดเร็ว พร้อมยืนตัวตรง
นางยิ้มน้อยๆ แล้วพูด “ถ้าคุณยังไม่อยากกลับ อยู่ต่อก็ได้นะคะ”
“แต่ว่าคุณมัสยา...” เสียงนี้ลดระดับลง เมื่อมีชื่อของอีกหนึ่งบุคคลหลุดเข้ามาในการสนทนา
“รายนั้นเขามามืดค่ำค่ะ สองหรือสามทุ่มเห็นจะได้ พักนี้งานเขามากขึ้นทุกวัน” นางพูดด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มจริงใจ ดวงตาทอประกายอ่อนโยนยามเอ่ยถึงลูกสาวอีกคน ทั้งยังนึกเห็นใจชายหนุ่มตรงหน้ามากอยู่ เพราะทุกครั้งเขาต้องรีบกลับออกไปจากโรงพยาบาลก่อนถึงเวลาบ่ายสามโมง ด้วยเหตุผลบางประการที่นางเองก็รู้ดี
“ถ้าไม่รังเกียจ ป้าอยากรบกวนให้คุณอยู่เป็นเพื่อนปุ่นก่อนได้ไหมคะ ป้าจะไปรับต้นปอที่โรงเรียน”
“ได้ครับผม” ภัทรรับคำเร็วทั้งในใจยังนึกหวั่นหวาด หากแต่ข้อเสนอนี้จากผู้สูงวัยกว่าต่างหากที่ท้าทาย และชวนให้อยากลองเสี่ยงดู เหนือสิ่งอื่นใดก็คือมัสลินนั่นเอง... เขาอยากอยู่กับเธอให้นานที่สุด
มัสยาขยับสายสะพายกระเป๋าใบเก่าให้เข้าที่พร้อมซองเอกสารในมือมั่น เมื่อรถโดยสารสายประจำทางเตรียมจอดตรงป้ายที่เธอต้องลงแล้ว... แม่คงแปลกใจที่เห็นเธอกลับเร็วกว่าปกติ ก็เพราะงานที่ไปติดต่อแทนหัวหน้าง่ายกว่าที่คิดและเสียเวลาไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หญิงสาวแวะซื้อผลไม้พร้อมขนมสำหรับทุกคนและไม่ลืมซื้อกับข้าวจากร้านเจ้าประจำของแม่อย่างเคย... วันนี้จะได้กินข้าวพร้อมหน้ากันเสียที
เสียงเปิดประตูแล้วปิดตามมาทำให้ภัทรหันมอง แล้วต้องนั่งตัวแข็งทื่อไปเลย... ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้แล้วก็ต้องเผชิญหน้าในที่สุด
“สวัสดีครับ คุณมัสยา” ชายหนุ่มตั้งสติ ค่อยลุกขึ้นยืน พูดประโยคทักทายที่แสนเรียบง่าย หากแต่ลึกๆ เก็บซ่อนความหวั่นหวาดบางอย่างเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็นมัน
“คุณเข้ามาได้ยังไง... ใครอนุญาต” มัสยาถามเสียงเครียดเคร่ง พร้อมประกายแววตาเย็นเยือก
“ผมมาเยี่ยมน้องปุ่นครับ แล้วก็กำลังจะกลับพอดี” เขาไม่ได้ตอบ แต่บอกด้วยประโยคอึกอักๆ
“ฉันถามว่าใครอนุญาตให้คุณเข้ามาในห้องนี้... ไม่ได้ยินเหรอ” มัสยาเสียงเข้มขุ่น ทั้งสายตาจับจ้องเขม็งชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง
ภัทรมีอาการอึดอัดอย่างเห็นชัด เขาขยับตัวไปมากับแววตาอย่างนั้นของเธอ พร้อมสำนึกได้ว่าไม่ควรรั้นอยู่ต่อเลยจริงๆ
“ฉันเคยห้ามแล้วนะ... จำไม่ได้หรือไม่เข้าใจภาษาคนกันแน่” มัสยาเน้นเสียงหนักในทุกคำพูด ความเกลียดชังคนพวกนี้พลุ่งพล่านในอก
“ผมแค่ขอมาเยี่ยมน้องปุ่นบ้างเท่านั้นครับ”
“ไม่ได้” เธอกระชากเสียงขึ้นทันที “ฉันไม่ให้คุณหรือใครก็ตามในบ้านของคุณเข้ามาในห้องนี้... ออกไปเลย!”
“ทำไมจะเข้ามาไม่ได้” น้ำเสียงห้าวห้วนดังขึ้นแทรกบทสนทนาของคนทั้งสอง... ภีมนั่นเอง เขาเข้ามายืนเด่นอยู่กลางห้อง ทั้งนัยน์ตาดุจับจ้องหน้าเธอเขม็ง
มัสยาประสานสายตาอย่างไม่กริ่งเกรงเช่นกัน... ฮึ มากันเป็นทีมเลยนะ คิดหรือว่าจะกลัว
“ถ้าจำไม่ผิด... ภัทรเป็นเจ้าของไข้ เขาจะเข้าออกห้องนี้เมื่อไรก็ได้ ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ไล่ โดยเฉพาะคุณ มัสยา” ภีมพูดเสียงชัดเจน พร้อมก้าวมายืนเคียงข้างน้องชายอย่างปกป้องในที
“ผิดแล้ว... ฉันนี่แหละมีสิทธิ์มากกว่าใครทั้งหมด”
“คนไม่มีเหตุผล ขี้โวยวาย ดีแต่ทำตัวร้ายกาจกับคนอื่นอย่างคุณน่ะหรือ”
“ไม่ต้องมาวิจารณ์ฉัน” มัสยาแทรกเสียงขุ่น “ฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับคุณสักนิด ออกไปเลย... ไป”
“ไม่ไป”
“หน้าด้านหน้าทน... ทั้งพี่ ทั้งน้อง” เธอเน้นเสียงหนัก พูดใส่หน้าด้วยความเกลียดชังท่วมท้น
“คุณนี่มันไม่มีสำนึกเลยจริงๆ นะ มัสยา” ภีมหรี่สายตามองอย่างมาดร้าย “ที่น้องสาวคุณยังมีลมหายใจอยู่จนวันนี้ ไม่ใช่เพราะเงินของเราทุกบาททุกสตางค์หรอกรึ”
“ไปๆ มาๆ ก็พูดถึงแต่เรื่องเงินอยู่นั่นแหละ คุณคิดว่าเงินของคุณมันจัดการได้ทุกอย่างสินะ”
“หรือไม่จริงล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเงินของเราป่านนี้น้องสาวคุณ...”
“อย่ามาทวงบุญคุณ เพราะมันไม่เคยมี” หญิงสาวแทรกเสียงขึ้นเร็ว “เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคือสิ่งที่พวกคุณต้องรับผิดชอบ และไม่ว่าจะยังไงพวกคุณมันก็เป็นได้แค่ฆาตกรนั่นแหละ เงินของคุณไม่มีวันลบล้างความจริงข้อนี้ได้”
ภีมส่ายหน้าอย่างระอาเต็มทีแล้ว “คุณนี่เกินเยียวยาจริงๆ ไปหาหมออีกสักคนดีไหม เดี๋ยวผมจ่ายค่าหมอให้เอง เผื่ออาการป่วยของคุณจะดีขึ้นบ้าง จะได้ไม่ต้องเที่ยวไล่กัด ไล่งับชาวบ้านเขาไปทั่วแบบนี้”
“คุณว่าฉันเป็นหมาเหรอ” มัสยาแทบเต้น
“อือ... หมาบ้าด้วย”
“ฮึ... ว่าแต่คนอื่น แล้วคุณล่ะ ไปให้หมอผ่าหมาออกจากปากก่อนดีไหม เห็นเลี้ยงไว้หลายตัวนี่”
ภีมหุบปากฉับ แต่ตาลุกวาวขึ้น “น้อยๆ หน่อยนะ มัสยา”
“นี่ก็น้อยแล้วนะ แต่ถ้าพวกคุณยังไม่ออกไป เป็นได้เจอมากกว่านี้แน่”
“ก็เอาสิ... อยากรู้เหมือนกันว่าผู้หญิงอย่างคุณจะทำอะไรได้ นอกจากปากเก่งไปวันๆ”
“คุณก็เคยได้รู้แล้วนี่ว่าฉันไม่ได้แค่ปากเก่งไปวันๆ เท่านั้น” มัสยาเชิดใบหน้าขึ้นทันที
ภีมจ้องเขม็ง แล้วพูดเสียงเย็น “การที่คุณตบหน้าผมคราวนั้น ไม่ได้เรียกว่าเก่งหรอกนะ มัสยา”
“แล้วเรียกว่าอะไรมิทราบ”
“ท้าทาย” เขาพูดเสียงต่ำ พร้อมก้าวเข้าใกล้ “ผมรู้ทันแผนตื้นๆ ที่ผู้หญิงใช้ท้าทายผู้ชายเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา คุณน่ะ... อยากให้ผมสนใจใช่ไหม”
“คุณ... บ้าน่ะสิ” มัสยาชาไปทั้งหน้าราวถูกตบก็ไม่ปาน
“ความจริงใช่ไหมล่ะ ถึงกับพูดไม่ออก”
“ไม่จริง... ฉันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพูด อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย คุณภีม”
“จะว่าไปผู้หญิงอย่างคุณผมก็เจอมาเยอะนะ มันก็จะชินๆ หน่อย” เขาพูดขึ้นอีก ขณะกวาดตามองทั่วตัว “เอาอย่างนี้แล้วกัน ไหนคุณลองบอกมาสิว่าคุณมีดีกว่าผู้หญิงพวกนั้นยังไง ทำไมผมถึงต้องสนใจคุณด้วย”
“หยุดพูดจาดูถูกฉันเสียที คุณภีม” มัสยากระชากเสียงขุ่นเข้ม ตาลุกวาวอย่างโกรธจัด ตอนนี้ความร้อนวูบวาบลามเลียไปทั่วร่าง
“ไม่ได้ดูถูก เพียงแค่แนะนำเท่านั้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ อย่างไม่เห็นยี่หระต่อความรู้สึกคนฟัง “คุณจะได้ไม่ต้องใช้วิธีรุนแรงเรียกร้องความสนใจอย่างการตบหน้าผม เพราะผมไม่ใช่คนดีอะไรที่จะยอมให้คุณตบแล้ว ตบอีก”
“คุณ... ออกไปให้พ้น” หญิงสาวโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม นิ้วเล็กๆ ชี้หน้าเขาสั่นระริก “ออกไปก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน”
“ก็บอกแล้วว่าไม่ไป” ภีมส่ายหน้าอย่างยั่วอารมณ์ สองมือสอดลงกระเป๋ากางเกงท่าทางสบายอกสบายใจที่สุด “เอาสิ นำเสนอตัวเองได้เลย ผมรอฟังอยู่... เชิญ”
ดูเหมือนประโยคนี้เป็นฟางเส้นสุดท้าย... ฝ่ามือบางตวัดตบเต็มแรงจนภีมหน้าหัน ขณะที่ภัทรได้แต่ยืนนิ่งอึ้งตะลึงลานเหมือนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบอันดุเดือด
ภีมบดกรามแน่น นัยน์ตาลุกเรือง โทสะตอนนี้ยากจะระงับ ตัวเขาเองจดจำครั้งแรกที่ถูกผู้หญิงคนนี้ตบหน้าได้ดีไม่มีวันลบลืม ที่สำคัญยังไม่มีโอกาสเอาคืน แต่ครั้งนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องตอบแทนค่าให้สาสม หล่อนจะได้รู้ผลของการเล่นกับไฟอย่างเขา
ภีมกระชากร่างเล็กปลิวเข้าหาตัวเต็มแรง ริมฝีปากหยักลึกกระแทกบนเรียวปากอิ่มอย่างไม่ปรานีปราศรัย เบียดบดดุดันรุนแรงให้สมกับความบังอาจและให้รู้ว่านี่คือบทลงโทษ!
มัสยาตัวแข็งทื่อราวถูกสาปให้เป็นหิน ไม่แม้แต่จะดิ้นรนขัดขืนการกระทำอันบ้าบิ่นของเขา... เนิ่นนานเป็นชาติในความรู้สึกของเธอกว่าเขาจะปลดปล่อยให้เป็นอิสระ เพียงเพื่อเย้ยหยันอีกครั้ง
“ไงล่ะ... สมใจหรือยัง... ท้าทายดีนัก”
คำพูดเหล่านั้นทำให้มัสยาเรียกสติกลับคืนมาได้ ร่างบางสั่นเทิ้มด้วยแรงโทสะเดือดพลุ่งพล่าน เธอค่อยเปล่งเสียงผ่านริมฝีปากที่ยังสั่นระริก
“เลว... เลวที่สุด”
“จะเอาอีกใช่ไหม... ได้” ภีมขยับเข้าใกล้อีกครั้ง
“พี่... พอเถอะ!” ภัทรร้องห้ามปรามหลังจากยืนอึ้งตะลึงลานทำอะไรไม่ถูกกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ภีมชะงักกึกราวกับเพิ่งสำนึกขึ้นได้ว่ายังมีภัทรยืนอยู่ในห้องนี้อีกหนึ่งคน พลันนั้นเองที่โอกาสกลับมาเป็นของมัสยาอีกครั้ง เธอตวัดฝ่ามือตบไปบนหน้าเขาสองครั้งติดกันและเต็มแรงยิ่งกว่าครั้งไหน
“ตายแล้ว!” ปัทมาเข้ามาในห้อง พร้อมร่างกลมๆ ของต้นปอที่ตอนนี้ยืนทำหน้างุนงง หันมองคนนั้นทีคนนี้ที “ปลา... นั่นหนูทำอะไรลูก!?”
มัสยานิ่งขึ้ง เช่นเดียวกับร่างสูงที่ตอนนี้หูได้ยินเพียงเสียงหึ่งๆ เท่านั้น...
“โธ่... คุณภีมคะ ป้าขอโทษแทนลูกด้วยนะคะ” นางพูดเสียงระรัว ขณะเข้ามายืนกันระหว่างทั้งสองคนเอาไว้... ภาพสุดท้ายที่เห็นคือลูกสาวของนางตบหน้าคุณคนกลางเธออีกแล้ว
“แม่ขอโทษเขาทำไม” มัสยาแย้งขึ้นอย่างขัดเคืองใจ
“หนูตบหน้าคุณเขา... มีเรื่องอะไรกันถึงกับต้องลงไม้ลงมือฮึ ปลา” นางหันมาซัก
“ก็เขาจู...” เธอเกือบหลุดปากออกไป “เขาดูถูกหนู... เขาดูถูกเรานะจ๊ะ แม่”
“โธ่เอ๊ย... ปลานะ ปลา” นางทำเสียงว่าระอาเต็มที “รีบขอโทษคุณคนกลางเธอซะ... เร็วเข้า”
มัสยาออกอาการอย่างอึดอัดขัดใจ เม้มปากแน่นสนิท...
“หนูจะขัดคำสั่งแม่รึ” นางเสียงขุ่นเข้มขึ้น... ไม่ว่าจะดื้อจะรั้นสักแค่ไหนก็ตาม แต่ครั้งนี้ลูกสาวนางทำเกินกว่าเหตุไปแล้ว
“ไม่เป็นไรครับ... ผมไม่ถือสา” เสียงห้าวห้วนนี้ดังแทรกขึ้น
“คุณภีมคะ ป้าขอโทษแทน...” นางหันมาพูดกับเขา น้ำเสียงบอกให้รู้ว่าเสียใจอย่างจริงจัง
ภีมไม่พูดอะไร หากแต่ปรายตามองคนตัวเล็กแต่ร้ายเหลือที่ยืนเชิดหน้ามองกลับมาอย่างท้าทาย ดูเอาเถอะ แววตาอย่างนั้นราวกับจะแผดเผาเขาให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ฮึ... มีเอาคืนแน่
ชายหนุ่มหายใจฟืดฟาดอย่างฉุนเฉียว ยกมือไหว้นางผู้สูงวัยกว่า แล้วก้าวฉับๆ ออกจากห้อง ภัทรไหว้ลาอีกคน ซอยเท้าวิ่งตับๆ ตามหลังพี่ชายไปแทบไม่ทัน
รถยนต์คันหรูถูกเร่งความเร็วและไม่มีทีท่าจะลดระดับ ไม่มีการสนทนาตลอดเส้นทาง อีกทั้งเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อสักครู่ยังชัดอยู่ในความทรงจำ... ภัทรค่อยหันมองเสี้ยวหน้าบูดบึ้งตึงของพี่ชาย... พี่ภีมที่เป็นสุภาพบุรุษแสนดีอยู่เสมอหายไปไหน ไม่เหมือนคนเก่าที่คุ้นเคยรักใคร่ พลันนั้นเบรกถูกแตะอย่างเร็ว หากว่าเข็มขัดนิรภัยไม่ได้คาดทับเอาไว้มีหวังภัทรคงกระเด็นออกนอกกระจกไปแล้ว เขาหันมองคนขับแทบทันที
“มีอะไรเหรอครับ พี่”
“นายกลับบ้านเองได้ใช่ไหม”
แม้ยังมึนงงแต่ภัทรก็พยักหน้าหงึกหงัก แล้วต้องรีบลงจากรถแทบไม่ทัน เขาเฝ้ามองตามหลังรถคันที่แล่นฉิวออกไปทันทีอย่างไม่เข้าใจ... พี่ภีมจะไปไหนของเขา
นางกลั้นน้ำตาเมื่อบรรจงทายาบนรอยแดงที่ปรากฏชัดเจนจากแขนลูกสาว “เจ็บไหม ลูก”
มัสยาส่ายหน้าปฏิเสธ อยากบอกเหลือเกินว่าเจ็บกายที่ถูกทำร้ายทำอะไรเธอไม่ได้ หากแต่บาดแผลที่ใจเมื่อถูกหยามเหยียดศักดิ์ศรีมันสาหัสกว่ามากนัก... เขาทั้งพูดจาดูถูก ทั้งทำราวกับเธอเป็นผู้หญิงข้างถนนไร้ค่า ที่เขานึกจะทำอะไรกับเธอก็ย่อมได้ทั้งนั้น
“แม่เคยบอกหนูแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าไปมีเรื่องกับพวกเขา โดยเฉพาะกับคุณคนกลาง ปลาเป็นผู้หญิงตัวเท่านี้จะสู้เขายังไง ฮึ” นางพร่ำพูดอย่างห่วงใยและเหนื่อยล้าเหลือเกินแล้ว
“ปลาเกลียดมัน” มัสยาพูดเสียงเน้นต่ำแต่ดุดันผิดวิสัย
“แม่ไม่อยากให้หนูพูดแบบนี้ พอเสียทีจะได้ไหม หรือต้องให้สูญเสียอะไรกันอีก ปลาถึงจะพอ” นางเงยขึ้นมองลูกสาวเต็มตา ใบหน้าคมสวยเรียบตึงแต่ประกายบางอย่างทอแสงกล้าจากดวงตาคู่นั้น ทำให้นางหวาดหวั่นใจยิ่งนัก
“สูญเสีย... ใช่ ปลาอยากให้พวกมันสูญเสียบ้าง พวกมันจะได้รู้ว่าเรารู้สึกยังไง” มัสยาพูดราวกับคำมั่น เธอไม่รู้ตัวว่าตอนนี้อารมณ์ดำมืดน่ากลัวกว่ามากเพียงใด
“คำก็มัน สองคำก็พวกมัน แม่ไม่ชอบเลยที่หนูเอาแต่พูดถึงคนอื่นแบบนี้ ปลาอย่าลืมนะว่าพวกเขาช่วยน้องเอาไว้ ลำพังแต่เราไม่รู้ว่าป่านนี้น้องจะเป็นยังไงนะลูก” นางพูดให้คล้อยตามและรับความจริงข้อนี้ แต่มัสยาไม่มีทางยอมอ่อนง่ายดายอย่างนั้น
ขณะนางลุกขึ้นเอายาไปเก็บเข้าที่ยังพูดเสียงกำชับมาอีกว่า “แล้วที่ไปตบหน้าคุณคนกลางเธอน่ะ อย่าลืมไปขอโทษเธอเสียล่ะ ไม่รู้เป็นยังไงสองคนนี้ เจอหน้าเป็นต้องทะเลาะตีกันทุกที...”
หญิงสาวเม้มปากแน่น... ถ้าแม่รู้ว่าคุณคนกลางของแม่เขาทำอะไรก่อนถูกตบหน้าแล้วละก็ แม่ยังจะให้เธอขอโทษเขาอยู่อีกหรือไม่... มัสยาได้เพียงคิดอย่างแค้นเคือง ขณะหันมองหลานตัวน้อย... ต้นปอนั่งเล่นหุ่นยนต์อยู่อีกมุมห้อง เด็กเกินกว่าจะรู้เรื่องราว
ตอนนี้ผู้คนเริ่มบางตาด้วยเป็นเวลาค่ำมากแล้ว... มัสยาเร่งฝีเท้าตรงไปยังร้านสะดวกซื้อที่เปิดบริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงภายในโรงพยาบาล คืนนี้เธอกับหลานชายตัวน้อยจะนอนค้างคืนที่นี่จึงจำเป็นต้องซื้อของใช้บางอย่าง แต่จังหวะนั้นเอง...
“อุ้ย... ขอโทษค่ะ ขอโทษ” หญิงสาวออกอุทานแล้วขอโทษตามอย่างเร็ว เมื่อปะทะเข้ากับร่างของใครสักคนเต็มแรง ทำให้เธอถึงซวนเซ
“ขอโทษคนอื่นเป็นด้วยเหรอ”
น้ำเสียงเย้ยหยันคุ้นหูทำให้เธอเงยขึ้นมองทันที หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น... หากรู้ล่วงหน้าว่าเป็นคนๆ นี้ มีหรือจะเอ่ยคำขอโทษออกไป
ภีมยืนนิ่ง สองมืออยู่ในกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางสบายอารมณ์ แต่สีหน้าและแววตาที่แสดงออกทำให้เธอต้องเตรียมตั้งรับ
“แปลกใจเหรอ... อยากรู้ไหมว่าผมกลับมาทำไม” น้ำเสียงเขาฟังราบเรียบเฉยชา
“ไม่แปลกใจสักนิด แล้วฉันก็ไม่สนด้วยว่าคุณจะไปจะมา จะเป็นจะตาย หรือจะไปลงนรกขุมไหนก็เรื่องของคุณ” พูดแล้วเธอสาแก่ใจไม่น้อย เมื่อคนฟังถึงกับสะอึก หน้าตึงขึ้นมา
“ปากเก่งนักนะ มัสยา”
“แล้วคุณจะทำไม”
“เดี๋ยวก็รู้” เขาพูด พร้อมกันนั้นมือแข็งคว้าหมับแขนเล็กเอาไว้มั่น
“ปล่อยนะ” มัสยาออกคำสั่งเสียงขุ่นเข้ม
“ไม่ปล่อย” เขายื่นใบหน้าเข้ามาพูดเสียงดุดัน “ดูซิว่าต่อจากวันนี้ไป คุณยังจะกล้าทำอวดดี ทำปากเก่งกับผมอยู่อีกไหม”
“คุณจะทำอะไร... ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ คุณภีม”
“ฝันไปเถอะ วันนี้แหละผมจะทำให้คุณรู้ว่าคนอย่างผม... คนอย่างนายภีมคนนี้ ไม่ใช่คนที่คุณจะมาล้อเล่นได้หรอกนะ มัสยา” ภีมประกาศกร้าว แววตาส่งมาบอกได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เขาไม่หลงเหลือความเมตตาใดให้เธออีก
เขาออกแรงเพียงนิดตัวเธอก็ปลิวตามอย่างง่ายดาย เข้าไปในลิฟต์ตัวที่ใกล้ที่สุด นิ้วแข็งแรงกดบอกเลขที่ชั้นสูงสุด ด้วยเวลาไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำลานโล่งกว้างของดาดฟ้าก็ปรากฏแก่สายตา สถานที่นี้เขาจะใช้เป็นลานประหาร... ชำระโทษทัณฑ์ทั้งหมดของเธอ!
มัสยาดิ้นหนี แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดนั้นจะต้านทานเขาอย่างไร หญิงสาวนึกวาดภาพไปต่างๆ นานาว่าเขาจะทำร้ายเธออย่างไรได้บ้างหนอ
“ปล่อยฉันนะ ได้ยินไหม ฉันบอกให้ปล่อย... ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”
“แหกปากเข้าไปเถอะ ร้องให้ตายก็ไม่มีใครได้ยิน โน่น... ชาวบ้านเขาคงได้รู้กันก็ตอนที่ร่างของคุณลงไปกองเละอยู่ข้างล่างแล้วนั่นแหละ”
ประโยคนี้ของเขาทำมัสยาตัวแข็งทื่อ ให้เย็นวาบทั่วไขสันหลัง ใช่แน่... ผู้ชายโหดร้ายทั้งยังป่าเถื่อนอย่างเขาทำได้แน่อยู่แล้ว... เสียงพูดเธอเบาหวิวแทบไม่ได้ยินด้วยซ้ำ
“คุณ... คุณจะฆ่าฉัน”