ตอนที่ 5 บทลงโทษ

3464 Words
ภีมยื่นหน้าเข้าใกล้อย่างคุกคามแล้วพูดเสียงเย็น “ถ้ามันจำเป็นต้องทำ ไง... เกิดกลัวขึ้นมาแล้วล่ะสิ” “ไม่... ฉันไม่กลัวคุณ” บอกออกไปอย่างนั้น แต่ใจเธอเวลานี้ร่ำร้องหาความช่วยเหลือจากใครก็ได้ที่จะกรุณาพาเธอให้พ้นอุ้งมือจอมมารอย่างเขา “เก่งนี่... เก่งให้ตลอดแล้วกัน” “เอาเลย... ถ้าฉันตายพวกคุณก็ได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรกันทั้งบ้าน” มัสยาพูดใส่หน้า พยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่น... กลัว แต่เธอไม่มีวันอ้อนวอนผู้ชายโหดร้ายอย่างเขา “อย่าท้า” ภีมเพิ่มแรงกดเนื้อนุ่มหนักขึ้น “ฉันไม่ได้ท้า บ้านเมืองนี้มีขื่อมีแป ถ้าคุณทำอะไรฉัน คุณเองก็ไม่รอด คุกเขาไม่ได้มีไว้ขังหมาขังแมวหรอกนะ ถ้าคุณกล้าก็ลอง” “ปากดีนัก มานี่เลย ยายตัวแสบ” สิ้นคำ ภีมยกร่างบางลอยเหนือพื้นอย่างเร็วและสิ่งที่เขาทำในเวลาต่อมานั้น มัสยาแทบสิ้นสติ... ลมเย็นเยือกพัดปะทะใบหน้าทำให้เธอหลับตาแน่น พลางดิ้นรนหนี เวลานี้ร่างเธอหมิ่นเหม่บนขอบกำแพงที่ก่อให้สูงแค่เอวเท่านั้น “เอ้า... ดิ้นเข้าไปเถอะ ถ้าตกลงไปข้างล่างคงรู้นะว่าจะเป็นยังไง” ภีมเสียงดุกระด้างจนคนฟังรับรู้ได้ถึงความโหดร้ายในนั้น สำหรับมัสยาเวลานี้ความหวาดกลัวนั้นมากมายจนไม่อาจคุมตัวเอง ร่างบางสั่นเทา ภีมรับรู้ได้เป็นอย่างดีถึงอาการนี้ เขากระชับวงแขนแน่นขึ้นอีก แน่นอนอยู่แล้วว่าเขาไม่คิดทำอย่างที่พูด ให้ตายเถอะ... ใครจะบ้าทำแบบนั้นได้ลงคอกันนะ เสี้ยววินาทีต่อมา... เขาโยนเธอลงกับพื้นปูนซีเมนต์แข็งๆ อย่างหมดเมตตา “โอ๊ย” มัสยาร้องเสียงหลง... ทั้งเจ็บ ทั้งตกใจระคนกัน “เป็นไง... ยังจะเก่งอยู่อีกไหม” ภีมนั่งลงใกล้แล้วพูดเย้ยหยัน... มัสยากระถดถอยหนี ตาคมสวยวาวด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอย่างไม่อาจคุม “ดีนะที่ผมโยนคุณลงตรงนี้ ถ้าเป็นพื้นข้างล่างโน้น ก็ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไง” “คนเลว” หญิงสาวพยายามเปล่งเสียงให้พ้นริมฝีปากที่สั่นกระทบกันดังกึกๆ เงยขึ้นมองเขาอย่างแสนเกลียดชัง หยาดหยดน้ำตาเล็กๆ ที่ภีมมีโอกาสเกือบได้เห็น แต่เจ้าตัวปาดเช็ดให้เหือดแห้งไปก่อน... เธอไม่มีวันให้ผู้ชายร้ายกาจคนนี้ได้เห็นน้ำตา “ฉันจะแจ้งความให้ตำรวจมาลากคอแกเข้าคุก” มัสยาพูดอย่างยากลำบาก เธอได้เห็นประกายวิบวับจากดวงตาคู่คมกล้าราวว่ากำลังขบขันกับสิ่งที่เธอพูด “ข้อหาอะไรมิทราบ” ภีมเลิกคิ้วยียวน “แก... แกพยายามจะฆ่าฉัน” “พูดจากับผมให้ดีหน่อย มัสยา” เสียงพูดนี้ราวจะย้ำเตือน เขาหรี่ตามองแล้วพูดเสียงเน้นต่ำใส่หน้าอย่างผู้เหนือกว่า “ต่อให้คุณไปแจ้งความจริง ก็ไม่มีใครเชื่อคุณ อย่าลืมสิว่าคุณเป็นใคร แล้วผมเป็นใคร” ทุกคำพูดเขาช่างเต็มไปด้วยดูถูก... เธอกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บแปลบ ก่อนเค้นเสียงโต้ตอบ “ทำได้เท่านี้ใช่ไหม ดีแต่รังแกผู้หญิง ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ... ฉันเกลียดแก!” โดยไม่คาดคิด... มือแข็งแรงรั้งร่างบางเข้าแนบชิด แล้วกระแทกริมฝีปากลงบนเรียวปากเย็นชืดอย่างไม่กริ่งเกรง... มัสยาดิ้นรนอึกอัก เม้มปากแน่นไม่ยอมให้เขาทำตามอำเภอใจ ปากอุ่นจนเกือบร้อนเบียดบดหนักหน่วงขึ้นเป็นการตอบโต้... เธอราวจะขาดใจตายเสียให้ได้กับการกระทำอันหักหาญนี้ ในที่สุดเขายอมผละริมฝีปากออกแล้วพูดใส่หน้าให้ได้ยินอย่างชัดเจน “ผมทำได้มากกว่านี้อีกหลายเท่า ถ้าคุณยังทำตัวร้ายกาจเกเรเหมือนที่ผ่านมา คุณได้รู้แน่ว่าผมทำอะไรกับคุณได้บ้าง... จำไว้ให้ดี มัสยา” น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบจนคนฟังหนาวไปถึงขั้วหัวใจได้ไม่ยาก โดยเฉพาะมัสยาที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์อย่างเมื่อครู่นี้ เขาไม่ต้องทำอะไรเลยด้วยซ้ำเธอก็สั่นเป็นเจ้าเข้า วินาทีต่อมาเขาปล่อยให้เป็นอิสระด้วยการผลักให้พ้นออกไปอย่างแรง จนเธอล้มหงายหลังเพราะไม่ทันตั้งตัว... ชายหนุ่มทอดสายตาเยือกเย็นมองเหยื่อด้วยความสาสมใจ พร้อมๆ กับความรู้สึกบางอย่างได้ก่อตัวขึ้น หากแต่บางเบาเสียจนไม่ทันรับรู้ถึงมัน มัสยามองตามร่างสูงที่ค่อยลุกขึ้นยืนแล้วเดินห่างไป ดูเถอะ... เขาทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ริมฝีปากเธอยังผะผ่าวราวถูกนาบด้วยไฟร้อน เขาหักหาญ เหยียบย่ำศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงอย่างเลวร้ายที่สุด... หญิงสาวมองตามแผ่นหลังกว้างด้วยแววตาแห่งความโกรธแค้นเกลียดชังที่เพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่าทวี... อย่าให้เขาเอาชนะเธอได้นะ เธออย่ายอมแพ้เขาเด็ดขาด! โต๊ะอาหารค่ำมื้อนี้ดูเหมือนเงียบงันที่สุดในรอบหลายเดือน ด้วยไม่มีเสียงพูดคุยปนเสียงหัวเราะร่าเริงจากสมาชิกในบ้านหลังใหญ่อย่างที่ควรเป็น “เจ้าภีมไม่อยู่ เงียบหูจัง” เสียงทุ้มนุ่มหากแต่ทรงอำนาจดังเปรยมาจากหัวโต๊ะ “พี่ชายเราหายไปไหน ภัทร” ประโยคคำถามส่งตามมา เป็นเหตุให้คนถูกตั้งคำถามเงยหน้าขึ้นจากจานข้าวที่เขาไม่รับรู้รสชาติของมันเอาเสียเลย “ไม่ทราบครับ พี่เขาแยกกับผมระหว่างทางกลับบ้านครับ พ่อ” ภัทรตอบ แต่ไม่มองสบดวงตาแน่วแน่ของผู้เป็นพ่อ... เมธาถอนหายใจกับคำตอบที่ได้รับ “แล้ววันนี้เราสองคนไปไหนกันมาล่ะ” พ่อตั้งคำถามอีกครั้ง “ก็... ไปโรงพยาบาลครับ” คำตอบของภัทรทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ในบ้านต่างชะงัก พร้อมเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นจุดเดียวกัน... ภัทรไปโรงพยาบาลนั้นไม่แปลก หากแต่กับอีกคนนั้นเล่า ด้วยทุกคนตระหนักดีนักถึงเหตุผลและเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น “เจ้าภีมไปที่โรงพยาบาลด้วยหรือ” ประมุขของบ้านเลิกคิ้วขึ้นสูง ภัทรเพียงพยักหน้าเล็กน้อย... เขาจะบอกกับคนในบ้านได้อย่างไรหนอถึงเหตุการณ์เมื่อบ่าย “แล้วไม่เจอกับพี่สาวเขาหรือยังไง” เมธาคล้ายพูดกับตัวเองเสียมากกว่าจะเป็นการตั้งคำถามกับลูกชายคนเล็ก ซึ่งตอนนี้แอบพ่นลมหายใจ ก่อนจะพูดกับพ่อ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ความจริง “ไม่เจอครับ เรากลับมาก่อน” “ดีแล้ว” พ่อพยักหน้า แล้วพูดขึ้นอีกว่า “พ่อล่ะกลัวใจแม่หนูคนนั้น กับคนของเราเองก็ใช่เล่น เจ้าภีมนะ แรงพอกัน ถ้าเจอหน้าก็ไม่พ้นต้องมีเรื่องให้ทะเลาะกันทุกที” คำพูดเหล่านั้นถึงไม่บอกสมาชิกในบ้านต่างก็ทราบกันดีอยู่... ภาพเหตุการณ์เมื่อบ่ายผุดขึ้นมาในความทรงจำของภัทรอีกครั้ง “แล้วน้องปุ่นเป็นยังไงบ้างล่ะ ลูก” คำถามนี้ดังมาจากมุมโต๊ะใกล้ผู้เป็นพ่อ... พรรณรายอ่อนหวานงดงาม แม้วันเวลาล่วงเลยก็ไม่สามารถพรากความงามบนใบหน้าของนางไปได้ “เหมือนเดิมครับ แม่” ภัทรตอบคำถามเสียงเบา “น้องปุ่นไม่รู้สึกตัวเลย ได้แต่นอนนิ่ง” ฟังคำตอบลูกชายแล้วนางได้เพียงนั่งนิ่ง พลางนึกไปถึงเด็กสาวคนที่ทำให้ลูกชายของนางกลับกลายเป็นอีกคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนนี้ภัทรเป็นเด็กหนุ่มร่าเริง ช่างฝัน ทุกอย่างในโลกของเขาล้วนสวยงาม เต็มไปด้วยความสุขเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างไม่มีวันมอดแสง แต่ทว่าสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มันเลวร้ายมากพอที่จะพรากเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีให้หายวับไปกับตา และราวกับว่ามันจะไม่มีวันหวนคืนมาสู่เขาอีกแล้วตลอดชีวิตนี้ “ลูกจะไปเยี่ยมน้องอีกเมื่อไรล่ะ แม่จะได้ไปด้วย” “เอ่อ... ยังไม่ทราบครับ” ภัทรเลี่ยงตอบตรงๆ ด้วยยากนักที่จะกลับไป เพราะเหตุการณ์วันนี้ทำให้เขาไม่อาจสู้หน้าคนบ้านนั้นได้สนิทใจ “ถ้าจะไปวันไหนก็บอก พ่อกับแม่จะได้ไปเยี่ยมแม่หนูคนนั้นด้วย” ผู้เป็นประมุขของบ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มราบเรียบ หากแต่ความเมตตาเจืออยู่ในนั้นรับรู้ได้ “จะชวนกันไปไหนเหรอครับ” เสียงห้าวทุ้มดังขึ้น พร้อมร่างสูงก้าวยาวๆ ตรงเข้าห้องรับประทานอาหารมา ใบหน้าหล่อเหลาระบายรอยยิ้มอารมณ์ดี ชายหนุ่มนั่งลงใกล้กับพี่ชายใหญ่ ผู้ซึ่งนั่งนิ่งไม่มีความเห็นใดจากการสนทนาในครั้งนี้ ภรพมองน้องชายทั้งสองคนราวประเมินบางอย่าง ถ้าไม่คิดไปเองแล้วละก็ เขาว่าสองคนนี้ต้องมีเรื่องอะไรปิดบังอยู่เป็นแน่... เชื่อเถอะ อีกเดี๋ยวไม่คนใดก็คนหนึ่งต้องแจ้นมาหาเขา “คุณภีมไปไหนมาคะ กลับเสียมืด คงหิวแย่” พรรณรายพูด แล้วหันไปส่งสัญญาณให้คนรับใช้ที่ยืนอยู่ใกล้บริเวณนั้น รีบตักข้าวใส่จานทันที “หิวมากๆ ครับ... วันนี้กับข้าวน่ากินจัง ต้องเป็นฝีมือคุณพรรณแน่เลย” ชายหนุ่มหยอดคำชมกับพรรณราย ผู้ที่ซึ่งไม่เคยทำให้เขารู้สึกว่านางคือแม่เลี้ยง “หายไปไหนมาล่ะ เห็นภัทรบอกว่าวันนี้ไปที่โรงพยาบาลด้วยกันหรือ” พ่อของเขาส่งคำถามดังลอยมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ภีมชะงักมือที่กำลังตักกับข้าวจานโปรด เงยขึ้นมองพ่อทันที และแน่นอนว่าเขาตวัดสายตาคมกริบผ่านใบหน้าน้องชายรวดเร็วด้วยมีปมในใจ... หรือว่านายภัทรเอาเรื่องวันนี้มาฟ้องพ่อแล้ว “เอ่อ... ครับ” เขาเลี่ยงที่จะมองสบตาตรงๆ กับผู้เป็นพ่อ “ดีแล้วล่ะ หาโอกาสไปเยี่ยมเขาบ้าง จะได้ลดความโกรธ ความแค้นที่มีให้มันน้อยลงไป นับว่าโชคยังดีที่ไปไม่เจอพี่สาวเขานะ” คำพูดเหล่านั้นของพ่อทำให้ภีมลอบชำเลืองมองน้องชาย ซึ่งตอนนี้เทความสนใจข้าวในจานราวกับจะนับให้ครบทุกเม็ดก็ไม่ปาน “อันที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจไปหรอกครับ แค่ผ่านไปทำธุระแถวนั้นพอดี” เขาพูดด้วยท่าทีเฉยๆ พร้อมทำสีหน้าราบเรียบทั้งที่ในใจเริ่มระทึก “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มีโอกาสก็แสดงน้ำใจกับเขาให้รับรู้ว่าเราจริงใจ เต็มใจช่วยเหลือแล้วก็พร้อมรับผิดชอบอย่างเต็มที่” เมธาพูดน้ำเสียงจริงจังอย่างต้องการสื่อไปถึงทุกบุคคลในบ้าน มากกว่าจะระบุเจาะจงลงไป หากแต่ภีมคนฟังกลืนข้าวฝืดคอกับคำพูดเหล่านั้นของพ่อ “ถ้าคนบ้านนั้นเขาคิดได้อย่างที่พ่อพูดก็ดีสินะครับ” “สักวันหนึ่งเขาจะรู้และเข้าใจเอง” พ่อพูดเสียงเรียบด้วยรู้ดีนักถึงความในใจของลูกชาย “สักวันหนึ่งเหรอครับ ฮึ... ผมไม่รอถึงวันนั้นแน่” ภีมพูดด้วยสีหน้าบูดบึ้งตึง รวบช้อนส้อมแสดงว่าอิ่ม ทั้งที่เพิ่งรับประทานเข้าไปได้ไม่กี่คำ เขาลุกยืนเร็วแล้วเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหารทันที ปล่อยให้สายตาทุกคู่มองตามไปด้วยความรู้สึกแตกต่างกัน เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนเปิดออกพร้อมบุคคลที่ทำให้เจ้าของห้องเลิกคิ้วอย่างกังขา... ไม่บ่อยนักที่ภัทรจะยังอยู่ที่บ้านใหญ่หลังอาหารมื้อค่ำ ด้วยบ้านหลังเล็กสีขาวที่ปลูกสร้างอยู่ไม่ห่างออกไปนั้นต่างหากที่เขาหลงใหลและใช้ชีวิตอยู่ “พี่ใหญ่ งานยุ่งอยู่หรือเปล่าครับ” ภัทรถามเสียงเบา... หากจะเปรียบกันแล้วกับพี่ภีมยังสนิทสนมกว่าด้วยวัยไล่เลี่ย แต่กับภรพผู้เป็นพี่ใหญ่แล้วนั้น ภัทรยังให้เกรงกันอยู่มาก แต่ทุกครั้งเขาก็สามารถพูดคุยถึงเรื่องราวที่ไม่อาจเอ่ยกับบุคคลใดได้อีกนอกจากพี่ใหญ่คนเดียว... ครั้งนี้ก็เช่นกัน “คุยได้... มีอะไรว่ามาเลย” ภรพท่าทางสบายๆ พลางปิดแฟ้มเอกสารที่กางอยู่ตรงหน้า ขณะในใจคิดไปถึงการสนทนาบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำวันนี้ “วันนี้ที่โรงพยาบาลตอนผมไปเยี่ยมน้องปุ่น...” ภัทรเสียงเบา เมื่อมองสบดวงตานิ่งๆ อย่างรอคอยของพี่ชายใหญ่... เขาเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ขณะภรพเองก็ไม่ได้ขัดจังหวะ... “แล้วมันไปทำอะไรที่โรงพยาบาล ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นเฉียดเข้าไปใกล้” พี่ชายตั้งข้อสงสัยทันทีที่น้องชายเล่าจบเรื่องแล้ว ภัทรสั่นหน้าเร็ว “ผมกำลังจะเลี่ยงคุณมัสยาออกมาแล้ว อยู่ๆ พี่เขาก็โผล่เข้ามา” “มันก็รู้ทั้งรู้นะว่าถ้าไปเจอเข้ากับมัสยาแล้วจะเป็นยังไง... ยังจะโผล่เข้าไปหาเรื่องให้โดนตบ” “พี่ใหญ่ ยังมีอีก...” ภัทรมองหน้าพี่ชายอย่างชั่งใจสักครู่ แล้วพูดในที่สุด “พี่เขาจูบคุณมัสยาด้วย” ภรพอ้าปากค้าง ขณะภัทรนั่งนิ่ง ดูไม่แปลกใจกับอาการตกตะลึงของพี่ชาย เพราะเขาเองตอนนั้นก็ตกใจไม่น้อยได้แต่ยืนทื่อทำอะไรไม่ถูกไปเหมือนกัน “นายว่าไงนะ เจ้าภีมมันทำอะไรนะ... จูบเหรอ” “อือ... ต่อหน้าผมเลย” ภัทรพยักหน้ารับซื่อๆ แล้วต้องขมวดคิ้วมุ่นเพราะเสียงหัวเราะลั่นดังมา... พี่ใหญ่แหงนหน้าหัวร่ออย่างชอบใจกับสิ่งที่เขาบอก “ไม่ตลกเลยพี่ คุณมัสยาเธอโกรธมาก เธอตบหน้าพี่ภีมตั้งสองครั้งติดๆ กัน” ภัทรทำสีหน้ายุ่งยากมากขึ้นไปอีก เมื่อไม่มีทีท่าว่าพี่ใหญ่จะหยุดอาการขบขันอย่างชอบใจมากมายนั้นลงได้ “ตบแลกจูบว่าอย่างนั้นเถอะ แหม... เจ้าภีมมันร้าย” พี่ชายพูดกลั้วหัวเราะ “แล้วไงต่อ นายเล่ามาให้หมดนะ” “แล้วคุณป้าปัทก็เข้ามา...” ภัทรเล่าอย่างรู้สึกผิดที่เขาไม่ทำอะไรสักอย่าง ณ เวลานั้น “แม่เขาเข้ามาเห็นตอนที่เจ้าภีมกำลังปล้ำจูบลูกสาวเขาอย่างนั้นนะ” คราวนี้ภรพหน้าตาตื่น “เปล่า แต่เข้ามาเห็นตอนที่คุณมัสยาตบหน้าพี่ภีมพอดี” “อ้าว... แล้วอย่างนี้” ภรพเริ่มงง จับต้นชนปลายไม่ถูก “คุณมัสยาเธอเลยโดนคุณป้าดุใหญ่” “ส่วนเจ้าภีมก็พ้นโทษว่างั้น” “จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกหรอกครับ” ภัทรแบ่งรับแบ่งสู้ ทำสีหน้าว่าอธิบายยาก “ผมเห็นคุณมัสยาเธอมองพี่ภีมอย่างกับจะฉีกเป็นชิ้นๆ ได้แน่ะ” “เออ... พอจะนึกภาพออก” ภรพทำท่าขยาดแหยง “ทำยังไงนะ สองคนนี้ถึงจะญาติดีกันได้” น้องชายพูดขึ้นราวกับปรึกษา “อย่าหวังให้ญาติดีกันเลย แค่ไม่ตีกันตายก็บุญแล้ว” “ผมไม่เข้าใจ... ถึงคุณมัสยาเธอจะแสดงออกว่าโกรธเกลียดผมมากขนาดไหน แต่เธอก็ไม่เคยทำอะไรรุนแรง นอกจากใช้คำพูดทำร้ายผมก็เท่านั้น แต่กับพี่ภีมนี่สิ... แทบจะฆ่ากันให้ตาย” “ก็พี่นายชอบหาเรื่อง ชอบไปยั่วเขาดีนัก แต่เห็นไหมว่ายั่วทีไรก็โดนตบทุกที” ภัทรถอนหายใจใหญ่ “เป็นเพราะผมคนเดียวเลย” “อย่าโทษตัวเอง” พี่ใหญ่รีบพูดดักขึ้น “เรื่องของสองคนนี้ฉันว่าอย่าเพิ่งกังวลมากไปนักเลย ไม่แน่ มันตีกันไปตีกันมา ประเดี๋ยวเกิดรักกันขึ้นมาจริงๆ ล่ะ... ใครจะไปรู้” “โธ่... พี่ละก็ นี่ชีวิตจริงนะครับ ไม่ใช่นิยายหรือละครทีวี” “อ้าว... ว่าได้รึ นางเอกตบ พระเอกจูบ ตบจูบๆ สุดท้ายเป็นไง... รักกัน” “ผมไม่ยักรู้ว่าพี่ก็ดูละครกับใครเขาด้วย” “ก็มีดูบ้างแหละ... เพลินๆ” ภัทรมองพี่ชายพร้อมหัวเราะเบาๆ แล้วพูดขึ้นอย่างนึกปลง “ผมคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าต่อไปจะเป็นยังไง ตัวผมเองก็ไม่รู้จะมองหน้าคุณป้าปัทอย่างไรด้วยซ้ำ” “เอาน่า... นายอย่าคิดมากเลย” ภรพเอื้อมมือตบบ่าน้องชายหนักๆ สองที “ปล่อยให้ไอ้คนก่อเรื่องมันคิดไปคนเดียวเถอะ ไม่แน่ว่าป่านนี้มันก็คงคิดหัวแทบแตกเหมือนกันแหละ” “ผมอยากรู้ว่าพี่ภีมเขาคิดอะไรอยู่” “มันจะคิดอะไร” พี่ชายทอดเสียงสูงเลยทีเดียว “นอกจากอยากเอาชนะ” “ถ้าอย่างนั้น ผมว่าคุณมัสยาก็คงคิดเหมือนกัน... ต่างคนต่างต้องการเอาชนะ” “แล้วถ้ามีใครสักคนยอมแพ้ก่อนล่ะ” “พี่ภีมน่ะ ไม่มีทาง” “มัสยา ยิ่งแล้วใหญ่” ชายหนุ่มสองพี่น้องนิ่งมองหน้ากันแล้วถอนหายใจยาวยืดอย่างพร้อมเพรียง ด้วยรู้ดีแก่ใจว่าสองคนนั้นไม่มีใครยอมลงให้ใคร เข้าทำนองขิงก็รา ข่าก็แรง “ผมไม่สบายใจเลยกลัวว่าพี่ภีมจะ...” ภัทรกลืนคำพูดที่เหลือให้ลงคอไป ขณะในใจหวาดหวั่นถึงสิ่งที่ตัวเขาเองกำลังคิด “พี่ชายนายไม่ใช่คนเลวร้าย” ภรพเสียงเรียบไม่มีแววล้อเล่นอีก “ที่สำคัญเจ้าภีมไม่มีวันแตะต้องผู้หญิงที่มันไม่มีใจเด็ดขาด... เราต่างรู้ดี” มัสยาเงยขึ้นจากกองเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า หลังเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งมีน้ำใจมาบอกว่ามีคนกำลังรอพบเธอและฝ่ายนั้นก็อยู่ที่มุมรับรองแขก ซึ่งจัดเอาไว้เป็นสัดส่วนสวยงามภายในสำนักงานเล็กๆ แห่งนี้... ชายหนุ่มตัวสูงภายใต้ชุดเครื่องแบบตำรวจที่มัสยาคุ้นตา... เขาลุกยืนแทบทันทีที่เห็นว่าเธอเดินใกล้เข้ามา พร้อมรอยยิ้มกว้างที่ทำให้เขาต้องแอบหวั่นไหวทุกครั้ง “สวัสดีค่ะ พี่กร” เธอทักทาย แล้วนั่งลงตรงข้ามเขา “มีอะไรหรือเปล่าคะ มาหาถึงนี่เลย” หญิงสาวถาม พร้อมมองสบดวงตาคู่นั้นตรงๆ อย่างรอคอยคำตอบ... ไม่รู้ทำไม มัสยาไม่เคยหวั่นไหวหรือรู้สึกเก้อเขินกับความฉ่ำหวานที่ฉายแสดงจากดวงตาคู่นั้นสักครั้ง “ผ่านมาทำธุระแถวนี้พอดีเลยแวะมาหา ตั้งใจว่าจะให้ปลาเลี้ยงมื้อเที่ยงสักหน่อย” ภาสกรพูดหยอกเย้าอย่างที่เขามักทำเสมอๆ “ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวร้านตรงข้ามนี้ก็ยินดีค่ะ แต่ถ้าไปที่อื่นละก็ปลาขอเปลี่ยนเป็นคนถูกเลี้ยงจะดีกว่าไหมคะ” เธอเอียงคอน้อยๆ มองมาอย่างร่าเริง “ในที่สุดก็ตกหลุมจนได้” ภาสกรพูด พร้อมหัวเราะชอบใจ “แต่ต้องรอก่อนนะคะ อีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาพักกลางวัน” “นานแค่ไหนพี่ก็รอได้ครับ ปลา” เขาทอดเสียงแฝงความนัยมากับประโยค หากแต่คนฟังเพียงส่งยิ้มน้อยๆ พร้อมขอตัวกลับไปทำงานส่วนที่ค้างอยู่ให้เรียบร้อย ก่อนเวลาพักกลางวันที่จะมาถึงอีกไม่ช้า อาหารกลางวันมื้อนี้ ภาสกรขับรถออกมาไกลจากที่ทำงานพอสมควร... “ทำไมต้องมาร้านหรูหราอย่างนี้ด้วยคะ” เขาอมยิ้มกับสีหน้ายุ่งยากของเธอ “ไม่เห็นเป็นไรเลย นานๆ ได้มีโอกาสมากินข้าวกันสักครั้ง แค่กินให้หมดก็พอแล้วนะ” “กินหมดนี่ก็ไม่ใช่ปลาแล้วค่ะ ต้องเป็นหมูแน่เลย” มัสยาพูด ขณะกวาดสายตาไปยังอาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะ ซึ่งเขาเป็นคนสั่งทั้งหมด เพราะเธอเอาแต่โอดครวญเรื่องราคาอยู่นั่นแหละ “ดีเสียอีก ปลารู้ตัวหรือเปล่าว่าผอมจนจะปลิวลมอยู่แล้ว กินเข้าไปให้เยอะๆ เลย... เอ้านี่” เขาพูด พร้อมตักอาหารมาวางในจานให้เรียบร้อย เธอเลยได้แต่ส่งรอยยิ้มเป็นการขอบคุณ ภีมเคืองขุ่นกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า... กรุงเทพฯ แคบขนาดนี้เชียวหรือ นายตำรวจในเครื่องแบบนั้นดูคุ้นใบหน้าอยู่บ้าง และอีกคนที่เขาไม่มีวันลบลืม... ปากอิ่มสวยขยับขึ้นลงยามเอื้อนเอ่ย ครั้งหนึ่งเขาเคยได้ลิ้มรสและไม่อาจปฏิเสธได้ถึงความหอมหวานแม้ยามที่โทสะรุนแรงเข้าครอบงำ อีกทั้งรอยยิ้มอ่อนหวานที่เขาปรารถนาแต่ไม่เคยได้ครอบครองยิ่งตอกย้ำให้เจ็บลึกไปทั้งดวงใจ... ยายปลากัดตัวร้าย “คุณภีมคะ... คุณภีม” เสียงเลขานุการสาวสวยดังขึ้น เธอมองเจ้านายหนุ่มอย่างสงสัยหลังจากที่เขาเอาแต่นิ่งขรึมมาตลอดการสนทนากับลูกค้าสำคัญ ซึ่งดูเหมือนว่ายกหน้าที่นี้ให้เป็นของเธอไปแล้วทั้งหมด ภีมรีบปรับสีหน้าให้ปกติ ขณะบังคับตัวเองไม่ให้หันไปหาภาพนั้นอีก แม้รู้ดีว่ายากเย็นเพียงใดก็ตาม... อย่าสนใจๆ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD