นายช่างอู๋เมื่อเห็นแบบทั้งหมดที่เฉียวลู่วาดเขาก็ยิ่งตกใจมากกว่าครั้งแรกที่เห็นแบบบ้านที่นางวาดให้เขา ตอนนี้นายช่างอู๋ไม่คิดลังเลแล้วและได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าเขาจะพูดเรื่องนี้กับเฉียวลู่ ครั้งแรกเขายังลังเลอยู่เล็กน้อยเพราะกลัวว่านางจะปฏิเสธ แต่ตอนนี้เขาไม่มีความลังเลในจิตใจเลยสักนิดเดียว
“แม่นางเฉียวเจ้าคิดที่จะร่วมมือทำการค้ากับข้าหรือไม่ แบบทั้งหมดที่เจ้าให้ข้ามาข้าจะทำให้เจ้าแบบไม่คิดเงินสักตำลึง”
เฉียวลู่คำนวณเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่านายช่างอู๋จะต้องคุยเรื่องนี้กับนาง แต่เฉียวลู่ที่ยังไม่ทันได้รับปากก็ถูกนายช่างอู๋ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“ข้าจะให้เจ้าสิบส่วนในผลงานที่ข้าทำออกมาต่อหนึ่งชิ้น และข้าอยากจะขออนุญาตเจ้าให้ข้านำแบบบ้านของเจ้าไปสร้างได้หรือไม่เจ้าสามารถเรียกร้องมาได้เลยว่าเจ้าต้องการกี่ส่วน หรือเจ้าคิดว่าสิบส่วนนั้นน้อยเกินไป”
เฉียวลู่เห็นนายช่างอู๋ที่ร้อนรนเช่นนั้นนางก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน ตลอดสองเดือนที่นายช่างอู๋และลูกน้องของเขามาสร้างเรือให้นางเฉียวลู่เห็นแล้วว่านายช่างคนนี้เป็นคนใจกว้างกับผู้อื่นและซื่อสัตย์เหมาะแก่การทำธุรกิจด้วยยิ่งนัก
“หยุดก่อนนายช่างอู๋ข้าไม่ได้จะปฏิเสธท่าน ท่านช่วยใจเย็นๆ แล้วฟังข้าก่อนหรือไม่”
หลังจากที่นายช่างอู่เริ่มมีสติกลับมาแล้วเฉียวลู่ก็พูดเข้าเรื่องในทันที
“ข้าเป็นเจ้าของแบบทั้งหมด ส่วนท่านเป็นผู้ลงแรงและทำหน้าที่ขายดังนั้นข้าจึงคิดว่าท่านให้ข้าเพียงห้าส่วนต่อหนึ่งชิ้นงานในแบบที่ข้าวาดดีหรือไม่”
นายช่างอู่ดีใจยิ่งนักเขาไม่นึกเลยว่านางจะลดราคาจากที่เขาเสนอให้ จากนั้นทั้งสองก็เขียนหนังสือสัญญาสองฉบับและลงชื่อประทับลายนิ้วมือ ทุกสิ้นเดือนเฉียวลู่จะต้องได้รับส่วนแบ่งของนางที่นายช่างอู๋ทำขึ้นจากแบบที่นางวาด
ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีตอนนี้หิมะเริ่มตกแล้ว บ้านหลังใหม่ของนางได้รับของที่นางสั่งทำจากนายช่างอู๋ครบถ้วน แบบบ้านและเฟอร์นิเจอร์ที่เฉียวลู่ออกแบบเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะเตาผิงของนางที่ทำให้ทั่วทั้งห้องมีแต่ความอบอุ่น จวนที่ร่ำรวยหลายจวนเริ่มหันมาสร้างเตาผิงเอาไว้ในเรือนของตนบ้างแล้ว แต่ช่วงนี้หิมะเริ่มตกจึงทำให้การทำงานต้องหยุดชะงักลง บ้านสกุลจางเลิกส่งกุ้งแล้วเพราะตอนนี้ไม่มีอะไรให้พวกทำชาวบ้านก็เอาแต่อยู่ในเรือนเพราะอากาศที่หนาวเย็น แต่เฉียวลู่ยังต้องส่งซอสหม่าล่าไปที่จีหม่านโหรวเช่นเดิมเพราะสูตรหม้อไฟที่เฉียวลู่เขียนให้จีหม่านโหรวนั้นขายดีจนนางต้องเปลี่ยนจากส่งครั้งละสี่ไหเป็นสิบไหต่อรอบ
ฉินอี้เหยาที่เรือนของนางไม่มีเตียงเตาต้องผ่านช่วงหน้าหนาวไปอย่างยากลำบากดังนั้นเฉียวลู่จึงชวนฉินอี้เหยาและฉินจื่อเฉินมาอยู่ที่เรือนของนางชั่วคราวในช่วงหน้าหนาว ฉินอี้เหยาอยากจะปฏิเสธเฉียวลู่เพราะความเกรงใจแต่นางสงสารบุตรชายของนางที่ต้องทนหนาวถึงตอนนี้จะมีเงินเก็บบ้างแล้วแต่จะมีใครรับจ้างก่อเตียงเตาให้ในเวลาเช่นนี้ ดังนั้นสองแม่ลูกจึงมาพักที่เรือนของเฉียวลู่เป็นการชั่วคราว
ในระหว่างที่ทุกคนนั่งล้อมวงอยู่ในห้องโถงที่มีเตาผิงอันใหญ่ให้ความอบอุ่น เจ้าแฝดนั่งเอาตัวซุกเฉียวลู่กินขนมทั้งยังสัปหงกไปด้วยทำเอาคนทั้งห้องหัวเราะออกมาพร้อมกันด้วยความขบขัน เฉียวลู่ให้ฉินจื่อเฉินไปเชิญคนบ้านสกุลจางมาที่นี่ในวันนี้เพราะนางมีเรื่องที่ต้องการจะคุยกับทุกคน นางได้เริ่มพูดเรื่องงานที่นางอยากจะให้ทุกคนช่วยกันทำในช่วงหน้าหนาว
“พวกท่านชิมน้ำเต้าหู้ที่อยู่ในชามดูแล้วช่วยบอกข้าหน่อยว่าทานแล้วรู้สึกอย่างไร”
ถั่วเหลืองที่เฉียวลู่และฉินอี้เหยาเป็นคนช่วยกันบดด้วยเครื่องโม่หินอันเล็กที่เฉียวลู่สั่งทำเอาไว้ก่อนหน้านี้ จนกลายมาเป็นน้ำเต้าหู้กลิ่นหอมที่อยู่ในแก้ว นางใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อยเพิ่มความหวาน หลังจากที่ทุกคนดื่มแล้วต่างก็พยักหน้าพร้อมกัน
“อร่อยมาก ทั้งมีกลิ่นหอมและอุ่นท้องเมื่อดื่มลงไป”
แม่เฒ่าหลี่เป็นผู้วิจารณ์คนแรก จากนั้นทุกคนต่างก็พูดความรู้สึกของตนที่ได้ดื่มน้ำเต้าหู้เข้าไป เฉียวลู่เดินกลับเข้าไปในครัวจากนั้นยกก้อนสีขาวบริสุทธิ์ราวหิมะแรกที่ตกในหน้าหนาว วางลงตรงหน้าทุกคน
“ข้าอยากจะให้ทุกคนลองชิมสิ่งนี้ดู”
แม้แต่ฉินอี้เหยาก็ไม่รู้ว่าเฉียวลู่ไปแอบทำเจ้าก้อนเต้าหู้นี้ตั้งแต่เมื่อใด นางเองก็อยากจะรู้ว่ารสชาติของมันจะอร่อยเหมือนกับน้ำเต้าหู้หรือไม่ เมื่อทุกคนได้ชิมก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย มันทั้งนุ่มละมุนจะแทบละลายในปาก นี่แค่เพียงกินแบบยังไม่ได้ปรุงนะ ถ้าหากนำไปทำอาหารน่าจะอร่อยยิ่งกว่านี้
“อาลู่เจ้าไปทำก้อนเต้าหู้นี้ตั้งแต่เมื่อใด”
เฉียวลู่ยิ้มให้นาง
“เมื่อคืนเจ้าค่ะก่อนที่เราจะต้มน้ำเต้าหู้เอาไว้ ข้าได้แบ่งน้ำเต้าหู้บางส่วนมาทำก้อนเต้าหู้ ตอนนั้นก็ไม่คิดว่ามันจะสำเร็จหรอกนะเพราะว่านี่ก็เป็นครั้งแรกของข้าเช่นกัน แต่ว่าเมื่อเห็นเช่นนี้แล้วพวกท่านทุกคนคิดว่าควรที่นำไปขายหรือไม่”
ทุกคนที่นั่งล้อมวงต่างพยักหน้าขึ้นลงและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าย่อมต้องขายได้แน่ เมื่อความคิดเห็นของทุกคนตรงกันเฉียวลู่ก็แจกแจงงานทันที ช่วงนี้ถึงแม้หิมะจะเริ่มตกแล้วแต่ก็ไม่หนักมากยังพอเดินทางไปที่อำเภอเป่ยจิงได้อยู่ ก่อนหน้านี้เฉียวลู่ซื้ออาหารแห้งตุนเอาไว้บ้างแล้วแต่น่าเสียดายที่นางไม่ได้ซื้อถั่วเหลืองเอาไว้เยอะเท่าที่ควร ดังนั้นจางหย่งกับหลิวหงจึงทำหน้าที่ขับเกวียนไปที่อำเภอเป่ยจิงเพื่อซื้อมัน
เมื่อจางหย่งกลับมาจากอำเภอเป่ยจิงถั่วเหลืองที่ได้มามีเพียงสองร้อยจิน ที่ตลาดขายจินละหกเหวินแต่ถั่วเหลืองสองร้อยจินไม่นับว่ามาก หลังจากนี้หิมะจะต้องตกหนักยิ่งกว่าเดิมถึงตอนนั้นคงออกไปซื้อถั่วเหลืองได้ลำบาก
“ท่านอาจางท่านไปถามทุกร้านที่ขายถั่วเหลืองมาแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ”
จางหย่งพยักหน้า
“ถั่วเหลืองขายไม่ค่อยดีพ่อค้าจึงไม่ค่อยเอามาขายมากเท่าไหร่ ที่จริงถั่วเหลืองพวกนี้ก็ไปกว้านซื้อมาทุกร้านแล้วนะ”
ฉียวลู่นั่งนิ่งแต่ในหัวนั้นสมองทำงานอย่างหนัก ทำอย่างไรนะนางจึงจะสามารถหาถั่วเหลืองมาได้มากๆ แล้วความคิดบางอย่างก็วาบเข้ามาในหัว
“ท่านอาจางคนในหมู่บ้านปลูกถั่วเหลืองกันบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
ไม่ต้องให้เฉียวลู่บอกเขาก็พอจะทราบความคิดของนางแล้ว
“ทุกบ้านต่างก็ปลูกถั่วเหลือง ถึงจะขายไปบ้างแต่ก็ต้องเหลือเก็บเอาไว้ไม่มากก็น้อย ชาวบ้านขายให้พ่อค่าที่มารับซื้อถั่วเหลืองสามเหวินต่อหนึ่งจิน ถ้าเราซื้อสี่เหวินต่อหนึ่งจินเล่า”
ไม่รอช้าจางหย่งก็ตรงไปที่เรือนของหัวหน้าหมู่บ้านทันที ไม่ว่าใครต่างก็อยากได้เงินไม่ว่าจะมากหรือน้อย เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านเรียกประชุมและได้บอกชาวบ้านว่าจางหย่งต้องการซื้อถั่วเหลืองจินละสี่เหวินพวกเขาต่างก็รีบกลับเรือนไปเอาถั่วเหลืองที่มีมาขายให้จางหย่งเพราะกลัวว่าถั่วเหลืองของตนจะยังไม่ทันได้ขายจางหย่งก็เลิกรับซื้อแล้ว ถั่วเหลืองสองร้อยห้าสิบจินได้ถูกส่งไปที่เรือนสกุลจางทั้งหมด
“ไม่นึกเลยว่าซื้อถั่วเหลืองกับชาวบ้านจะได้มากกว่าไปซื้อในอำเภอเสียอีก”
เฉียวลู่บ่นพึมพำ จางหย่งยังขับเกวียนไปที่หมู่บ้านข้างๆ เพื่อรับซื้อถั่วเหลืองเหมือนครั้งที่เขาไปรับซื้อกุ้ง ส่วนพวกเฉียวลู่ก็ทำการล้างถั่วเหลืองแล้วแช่เอาไว้รอทำเต้าหู้หลังจากที่จางหย่งกลับมา ผ่านไปสองชั่วยามจางหย่งกลับมาพร้อมกับถั่วเหลืออีกกว่าพันจิน จากนั้นพวกเขาก็ลงมือทำเต้าหู้โดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่า
เช้ามืดทุกคนตื่นมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายหิมะตกลงมาเล็กน้อยแต่ก็ไม่สามารถทำให้พวกเขาหยุดความฮึกเหิมที่จะทำการค้าได้เลย เมื่อวานเฉียวลู่ได้ใช้ถั่วเหลืองห้าสิบจินทำเต้าหู้ถั่วเหลืองหนึ่งจินสามารถทำเต้าหู้ก้อนได้สี่จินดังนั้นวันนี้พวกเขาจึงมีเต้าหู้ก้อนสองร้อยจินไปขาย ก่อนออกจากเรือนเฉียวลู่ทำซุปเต้าเจี้ยวด้วยเต้าหู้และเต้าหู้หม่าโผวคือการเอาเต้าหู้หั่นเป็นลูกเต๋าผัดกับเนื้อหมูสับใส่กระเทียมสับละเอียดพริกเผาขิงสับน้ำตาลและผงพะโล้อีกนิดหน่อยโรยหน้าด้วยต้นหอมกินกับข้าสวยอร่อยเข้ากันยิ่งนัก
เมื่อไปถึงตลาดอำเภอเป่ยจิงพวกเขาช่วยกันตั้งร้านในละแวกที่เคยขายกุ้งย่างหม่าล่า เมื่อฟ้าสว่างเฉียวลู่ก็ให้อวี้หลงอวี้ชิงและฉินจื่อเฉินมานั่งกินข้าวที่หน้าร้าน กลิ่นหอมของอาหารที่เฉียวลู่ทำนั้นลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ อากาศหนาวกินซุปเต้าเจี้ยวร้อนๆ และข้าวสวยโรยหน้าด้วยเต้าหู้หม่าโผว ไม่นานหน้าร้านขายเต้าหู้ของนางก็เต็มไปด้วยผู้คน เฉียวลู่ยังตักแบ่งอาหารบางส่วนให้ลูกค้าที่อยากชิมลองชิมด้วยเพียงแต่นางไม่ได้บอกสูตรอาหารไปเท่านั้น จะบอกได้อย่างไรในเมื่อสูตรอาหารของนางนั้นมีค่าถึงหนึ่งร้อยตำลึง
“พี่อี้เหยาท่านช่วยข้าไปส่งของทีได้หรือไม่”
ฉินอี้เหยาไม่รู้ว่าเฉียวลู่จะให้นางไปส่งของที่ไหนแต่นางก็พยักหน้ารับทำตามที่เฉียวลู่สั่ง
“ได้สิไปส่งที่ไหนหรือ”
เฉียวลู่ยิ้มตาหยีให้นางจากนั้นจึงยกเถาอาหารที่มีเต้าหู้ขาวกับซุปเต้าเจี้ยวและเต้าหู้หม่าโผวให้นาง
“จีหม่านโหรวเจ้าค่ะ”
ฉินอี้เหยาไม่รู้ว่าทำไมเฉียวลู่จึงต้องยิ้มให้นางเช่นนั้นช่างดูประหลาดยิ่งนักแต่นางก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร ฉินอี้เหยารับเถาอาหารมาจากเฉียวลู่จากนั้นจึงเดินไปที่จีหม่านโหรวทันที
“พี่อี้เหยาเมื่อไปถึงให้ถามหาผู้ช่วยเหวินนะเจ้าคะบอกว่าให้เขาลองชิมดูอีกเดี๋ยวหลังจากที่ขายของที่นี่เสร็จข้าจะไปคุยด้วย”
เฉียวลู่ตะโกนตามหลังฉินอี้เหยาไป นางหันหน้ามาพยักหน้าให้จากนั้นจึงเดินตรงไปที่จีหม่านโหรวทันที หิมะหยุดตกตั้งแต่ฟ้าสางแล้วเต้าหู้สองร้อยจินที่นำมาด้วยเหลือไม่ถึงสิบจิน นับว่าขายดีเป็นอย่างมากสำหรับการขายวันแรก เฉียวลู่นำเตาเล็กๆ ติดมาด้วยเผื่อเอาไว้ให้เด็กๆ นั่งผิงเพื่อความอบอุ่นหากปล่อยให้ตัวเย็นเกินไปพวกเขาอาจจะไม่สบายได้