เต้าหู้ขายหมดแล้ว เฉียวลู่ให้ทุกคนเก็บของรอนางไปก่อนนางตรงไปที่จีหม่านโหรวทันที เมื่อไปถึงผู้ช่วยเหวินนั่งรอนางอยู่ที่ด้านในโรงเตี๊ยมก่อนแล้ว
“สวัสดีผู้ช่วยเหวินอาหารที่ข้าส่งมาไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
เฉียวลู่ยิ้มตาหยีให้เขา นางคำนวณเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องได้รับคำตอบเช่นไร
“แม่นางเฉียวอาหารที่เจ้าส่งมานั้นเรียกว่าอะไรหรือ มันทั้งนุ่มจนแทบละลายในปากทั้งอร่อยเข้มข้นเจ้าสิ่งนั้นเรียกว่าอะไรเจ้าช่วยบอกข้าที”
เฉียวลู่ยังไม่ได้ตอบผู้ช่วยเหวินนางมองไปรอบๆ เหมือนกำลังมองหาบางอย่าง
“เถ้าแก่จีไม่อยู่หรือเจ้าคะ ข้าคิดว่าจะส่งเต้าหู้มาให้เขาชิมเสียหน่อย”
ผู้ช่วยเหวินส่งยิ้มแห้งๆ ให้นางความจริงเถ้าแก่ไม่อยู่ที่อำเภอเป่ยจิงสักพักแล้วเพราะอย่างนั้นเขาถึงได้ลิ้มรสอาหารรสเลิศเช่นนี้อย่างไรเล่า
“ไม่อยู่ขอรับ แต่ว่าอีกไม่กี่วันท่านก็คงจะกลับมาถึงตอนนั้นแม่นางเอาเต้าหู้มาให้นายท่านชิมอีกครั้งได้หรือไม่”
เฉียวลู่ถอนหายใจออกมาอย่างผิดหวัง ช่างเถอะเอาไว้คราวหน้าก็ได้ เงินอยู่ตรงหน้านี้แล้วถึงอย่างไรมันก็คงไม่มีทางหนีไปไหนได้หรอก
“เช่นนั้นเอาไว้ครั้งหน้าข้ามาใหม่ อาหารที่ส่งมาท่านชอบก็ดีแล้วอย่าลืมบอกเถ้าแก่จีด้วยนะเจ้าคะว่าข้าแวะมา”
ผู้ช่วยเหวินพยักหน้า เฉียวลู่คุยกับเขาอีกเล็กน้อยจากนั้นนางก็ขอตัวกลับ ก่อนออกจากจีหม่านโหรวเฉียวลู่มองไปที่หน้าต่างชั้นสามห้องพิเศษห้องนั้น เพราะนางรู้สึกว่ามีสายตาของใครบางคนกำลังจ้องมาที่นาง หน้าต่างที่ถูกแง้มเอาไว้เพียงเล็กน้อยนั้นไม่สามารถมองเห็นด้านในได้นางจึงเลิกสนใจและกลับไปหาพวกของนางที่รออยู่ที่ตลาด
เมื่อเฉียวลู่กลับมาทุกคนเก็บของเสร็จแล้วและเตรียมตัวกลับรอแค่นางเพียงคนเดียว นางได้บอกจุดประสงค์ของตนแก่ทุกคนว่านางอยากจะซื้อชุดที่เอาไว้ใส่ในช่วงหน้าหนาวให้เด็กๆ เพิ่มอีกสักหน่อยตอนนี้เดือนสิบแล้วอีกไม่นานก็เข้าปีใหม่ซื้อเอาไว้ตอนนี้น่าจะดีกว่าและคงไม่แพ่งเท่าช่วงหน้าเทศกาล
ทุกคนต่างเห็นด้วยกับเฉียวลู่แม้แต่ฉินอี้เหยาที่ประหยัดกว่าใครเมื่อพูดถึงเสื้อผ้าของบุตรชายนางก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย จางหย่งปล่อยให้เด็กๆ และเหล่าสตรีไปหาเลือกซื้อสิ่งของ ส่วนตนเองก็กลับไปรอที่เกวียนกับเจ้าวัวแก่โชคดีที่มีเตาเล็กติดมาด้วยไม่อย่างนั้นเขาคงต้องรอจนหนาวตายไปก่อนแน่
ในระหว่างที่กำลังเลือกดูชุดหน้าหนาวให้เด็กและตนเอง ใครบางคนที่เดินมาจากทางด้านหลังของเฉียวลู่และฉินอี้เหยาก็กระชากผ้าไปจากมือของนาง เฉียวลู่หันขวับไปมองทันที
“นั่นเป็นชุดที่ข้ากำลังดูอยู่ แม่นางโปรดคืนมาให้ข้าด้วย”
หญิงสาวอายุราวสิบห้าสิบหกถือชุดสีแดงที่เฉียวลู่กำลังดูอยู่ในมือ นางมองเฉียวลู่และฉินอี้เหยาที่ยืนอยู่ข้างกันด้วยสายตาเหยียดหยาม
“เป็นแค่เพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาหาญกล้าเข้ามาเลือกชุดที่อยู่ในร้านขายผ้าที่แพงที่สุดในอำเภอเป่ยจิง ข้าพึ่งจะรู้ว่าร้านชุนหลีของพวกเจ้าก็ไม่คัดลูกค้า ดูสิชุดที่พวกนางแตะสกปรกไปหมดแล้ว เช่นนี้หากพวกข้ามาซื้อต่อมิต้องซื้อชุดที่พวกนางทำสกปรกไปหรือ”
หญิงสาวนางนั้นความจริงนางอยู่บนชั้นสองของร้านชุนหลีแต่เมื่อเดินลงมาเห็นสตรีที่งดงามถึงสองคนที่ถึงแม้จะแต่งตัวด้วยชุดชาวบ้านธรรมดาแต่พวกนางก็เปล่งประกายยิ่งกว่าคุณหนูสกุลหวังเช่นนาง เห็นเช่นนี้แล้วนางรู้สึกขัดตายิ่งนักจึงได้เดินมาหาเรื่องสตรีทั้งสองคน ถึงอย่างไรหญิงสาวชาวบ้านธรรมดามีหรือจะกล้ามามีปากเสียงกับบุตรสาวสกุลใหญ่ในอำเภอเป่ยจิงเช่นนาง
“เจ้าจะคืนชุดนั้นให้ข้าหรือไม่”
เฉียวลู่ถามนางด้วยเสียงที่เย็นเยียบ หวังซิ่วอิงบุตรสาวคนเดียวของนายท่านหวังที่เป็นพ่อค้าใหญ่ของอำเภอเป่ยจิง พี่ชายของนางพึ่งสอบได้บัณฑิตจี่ว์เหรินอันดับเจ็ด เป็นความภาคภูมิใจของคนตระกูลหวังยิ่งนัก ทำให้หวังซิ่วอิงที่ปกติเย่อหยิ่งไม่เห็นหัวใครอยู่แล้วยิ่งเดินเชิดหน้าในอำเภอเป่ยจิงยิ่งกว่าเดิม และต่อให้นางหาเรื่องใครในตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับนาง นอกจากคุณหนูที่ตระกูลระดับเดียวกันกับนางแล้วหวังซิ่วอิงมองว่าทุกคนคือคนชั้นต่ำที่ไม่คู่ควรมาเผยอหรือมองสบตากับนาง
หวังซิ่วอิงหันมาสบตากับเฉียวลู่ที่กำลังจ้องนางเขม็งด้วยความอดทน จากนั้นนางจึงโยนชุดสีแดงลงไปที่พื้นแล้วใช้เท้าเหยียบลงไป
“ในเมื่อเจ้าอยากได้นักก็คลานลงไปเก็บซะสิ”
จากนั้นหวังซิ่วอิงจึงหันไปหัวเราะกับสาวใช้ที่ตามมาด้วยความสะใจ ผู้คนที่มาซื้อผ้าต่างก็ส่ายหน้าระอาในความเอาแต่ใจและชอบกลั่นแกล้งผู้ที่ด้อยกว่าของนาง เฉียวลู่ไม่สนใจว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นใครแต่ในเมื่อนางอยากมีเรื่องนางก็จะมอบให้
“ผู้ดูแลนางทำลายข้าวของของร้านเจ้าแต่พวกเจ้ายังยืนมองเฉยๆ อยู่เช่นนั้นหรือหากข้าเป็นนายจ้างพวกเจ้าข้าคงไล่ออกแล้วจ้างคนอื่นมาแทนแล้ว”
เฉียวลู่ไม่สนใจหวังซิ่วอิงที่ทำท่าสะใจที่ได้กลั่นแกล้งตน ถึงอย่างไรชุดนั้นนางก็ยังไม่ได้ซื้ออีกทั้งนางเพียงแค่จับดูเท่านั้นไม่ได้คิดจะซื้อสักหน่อยอยากจะทำอะไรก็เรื่องของนางสิ ไม่เกี่ยวกับพวกข้าซะหน่อย ผู้ดูแลถึงกับอึ้งไปที่เฉียวลู่โยนเรื่องทั้งหมดมาที่ตน แม่นางน้อยเจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะข้าเองก็เป็นเพียงผู้ดูแลเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น จะกล้าไปต่อกรกับคุณหนูสกุลหวังได้อย่างไร
เฉียวลู่พาฉินอี้เหยาไปเลือกซื้อผ้าสีอื่นและเลิกสนใจหวังซิ่วอิงไป หวังซิ่วอิงเมื่อเห็นดังนั้นนางก็โกรธจนแทบอยากจะฆ่าคน ที่นางทำไปทั้งหมดมันเหมือนต่อยไปยังปุยนุ่นเพราะสตรีชาวบ้านนางนั้นเหมือนไม่ได้รู้สึกรู้สาอันใด นั่นยิ่งเป็นเหมือนการเติมเชื้อไฟที่ทำให้นางโมโหยิ่งกว่าเดิม
“เดี๋ยวก่อน เจ้าจะต้องรับผิดชอบผ้าชุดนี้”
เฉียวลู่หันไปมองรอบข้างจากนั้นจึงหันไปมองหวังซิ่วอิงอีกครั้ง
“เจ้ากำลังพูดกับข้าหรือ”
เฉียวลู่ชี้นิ้วมาที่ตนเอง
“เจ้า!!!...หากข้าไม่พูดกับเจ้าแล้วเจ้าคิดว่าข้ากำลังพูดกับสุนัขที่ไหนกัน”
เฉียวลู่เอียงหัวทำท่าครุ่นคิดท่าทางของนางตอนนี้นั้นเหมือนกับเจ้าแฝดตอนที่แกล้งทำเป็นคิดเมื่อเฉียวลู่สั่งให้อาบน้ำ ด้วยใบหน้าที่งดงามบวกกับรูปร่างที่อรชรของนางทำให้ความงามและความน่ารักของนางยิ่งเพิ่มเป็นทวี
“ข้าไม่เคยรู้เลยว่าเจ้าก็สามารถพูดภาษาสุนัขได้ด้วย นับถือนับถือ”
เฉียวลู่แสร้งยกมือประสานทำท่าคารวะหวังซิ่วอิง หลายคนที่มาเลือกซื้อผ้าที่ร้านชุนหลีต่างก็กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหวพวกเขาไม่เคยเห็นคุณหนูหวังผู้นี้พ่ายแพ้ให้แก่ใคร นี่เป็นครั้งแรกที่นางโดนหญิงชาวบ้านย้อนจนทำตัวไม่ถูก
“เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับข้าหรือเหมยลี่สั่งสอนหญิงชาวบ้านผู้นี้ให้รู้สำนึกว่าไม่ควรมาต่อปากต่อคำกับข้า”
สาวใช้ที่หวังซิ่วอิงเดินขึ้นมาด้านหน้า ยกมือจะตบเฉียวลู่แต่ตัวนางกลับหน้าหันไปด้านข้างจนล้มลงไป ไม่มีใครมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่องครักษ์เงาที่นายท่านเยี่ยนสั่งให้มาเฝ้าดูเฉียวลู่ทั้งสี่คนนั้นเป็นผู้ฝึกยุทธดังนั้นเขาจึงมองการสะบัดมือที่รวดเร็วของเฉียวลู่ทัน
“เจ้ากล้าตบข้า”
เฉียวลู่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เพราะนางรู้ดีว่าคนธรรมดาย่อมต้องมองตามการสะบัดมือของนางไม่มันแน่นอน
“หลักฐานพยาน”
เฉียวลู่พูดเพียงเท่านั้นทำเอานายบ่าวที่กำลังตกใจถึงกับงงกับคำพูดที่ไม่มีที่มาที่ไปของสตรีนางนี้
“เจ้ากำลังพูดอะไร”
เฉียวลู่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย นางเบื่อและรำคาญที่สุดคือพวกที่กัดไม่ยอมปล่อยทั้งที่นางก็เลี่ยงไม่ยอมมีเรื่องด้วยแล้วนะ
“ข้าบอกว่าให้หาหลักฐานและพยานมาว่าข้าตบนาง มีใครในนี้มองเห็นว่าข้าตบนางหรือไม่”
เฉี่ยวลู่หันไปถามคนที่มุงอยู่รอบๆ เพราะเสียงที่ดังของหวังซิ่วอิงทำให้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็แวะดูว่าเกิดอันใดขึ้นที่นี่ คนที่ถูกถามต่างส่ายหน้าเพราะพวกเขาก็มองไม่เห็นเช่นกันว่าเหตุใดสาวใช้นางนั้นจึงล้มกลิ้งลงไปไม่เป็นท่าเช่นนั้น
“เห็นหรือไม่ ไม่มีใครเห็นเจ้าก็ไม่เห็นเช่นนั้นแล้วจะมาหาว่าข้าทำร้ายเจ้าไม่ได้นะ ใส่ความกันเช่นนี้ได้อย่างไรไม่ใช่ว่าพวกเจ้าทำความเลวเอาไว้มากมายจนทำให้สวรรค์ลงโทษหรอกนะ”
เฉียวลู่ทำท่าหวาดกลัวสองนายบ่าว จีนมุงที่อยู่รอบๆ ต่างก็ขยับตัวออกห่างจากพวกนาง
“เจ้า!!! เจ้าต่างหากที่ใส่ร้ายข้า”
หวังซิ่วอิงมองไปรอบๆ ทุกคนต่างขยับออกห่างจากนางทำท่าหวาดกลัวนั่นยิ่งทำให้นางโมโหมากกว่าเดิม แต่ตอนนี้นางไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับหญิงชาวบ้านผู้นี้
“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะอย่าให้ข้าเจอเจ้าอีกครั้งก็แล้วกัน”
หวังซิ่วอิงสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกจากร้านชุนหลี ทุกคนต่างก็แหวกทางออกเป็นสองฝั่งเหมือนกับกลัวว่านางจะทำร้ายพวกเขา นางส่งเสียง ฮึ!! ด้วยความหงุดหงิดจากนั้นจึงออกจากร้านไป
“เจ้ายังไม่จ่ายค่าผ้าชุดนี้เลยนะ”
เฉียวลู่ตะโกนตามหลังหวังซิ่วอิงไป นางหยุดเล็กน้อยเพราะเสียงเรียกของเฉียวลู่จากนั้นยิ่งเดินเร็วยิ่งกว่าเดิมจนสาวใช้ของนางตามแทบไม่ทัน เฉียวลู่หัวเราะไล่หลังนางไปไม่นานจีนมุงทั้งหลายก็สลายตัวไป
“เจ้าไม่น่าไปยั่วยุนางเช่นนั้นเลย”
ฉินอี้เหยาเอ่ยเตือนเฉียวลู่ด้วยความเป็นห่วง นางเกรงว่าคุณหนูที่ดูเอาแต่ใจนางนั้นจะกลับมาแก้แค้นเฉียวลู่ในภายหลัง ที่ฉินอี้เหยาเตือนนางเช่นนี่เพราะนางไม่รู้ว่าเฉียวลู่เคยทุบตีชายร่างใหญ่ถึงสี่คนตอนที่มาขายกุ้งย่างหม่าล่า ฉินจื่อเฉินไม่ได้เล่าให้นางฟังเพราะกลัวว่านางจะเป็นห่วง
“ข้าเข้าใจที่ท่านเป็นห่วง แต่พี่หญิงการหลบเลี่ยงหรือยอมให้ผ่านไป บางครั้งมันก็ใช้ไม่ได้กับคนบางคนเช่นคนจำพวกคุณหนูผู้นั้นที่มองว่าผู้อื่นต่ำต้อยกว่าตนเองเลยเอาแต่เหยียบย่ำและรังแกโดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะรู้สึกเจ็บปวดหรืออับอายหรือไม่ คนเช่นนางบางทีต้องเจอคนเช่นข้าที่ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาดูถูกรังแกได้ง่ายๆ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกข้าดูแลตัวเองได้”
ถึงแม้ว่าเฉียวลู่จะแสดงท่าทางมั่นใจออกมาเช่นนั้นแต่ฉินอี้เหยาก็ยังคงกังวลใจอยู่ดี เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดาจะเอาอะไรไปสู้กับคนที่มีอำนาจมากกว่า ตัวนางเองเมื่อก่อนก็เคยเป็นเช่นนั้นนางถึงได้รู้ว่ามันรู้สึกเช่นไร เฉียวลู่ไม่รู้เรื่องอดีตและความกังวลใจของฉินอี้เหยา นางเลือกซื้อเสื้อผ้าของเจ้าแฝดและของตนเองจากนั้นจึงชวนฉินอี้เหยาไปหาแม่เฒ่าหลี่กับหลิวหงที่พาเด็กๆ นั่งรอที่ร้านขายซาลาเปา เฉียวลู่ซื้อซาลาเปาสิบลูกเพื่อรองท้องสำหรับทุกคน จากนั้นพวกนางก็กลับไปที่เกวียนที่จอดรอที่ทางเข้าอำเภอ