ค้าขายร่ำรวย

1898 Words
หลังจากที่เฉียวลู่แบ่งค่าแรงให้พวกเขาแล้วนางยังอธิบายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่า “วันนี้ยังไม่เรียกว่าได้กำไรเพราะหลังจากหักค่าแรงและค่าต่างๆ เงินที่เหลือก็ต้องเก็บเอาไว้เป็นทุนในการขายต่อไป ข้าคิดว่ากำไรในการขายของเราจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือของบ้านสกุลจางกับของข้าและจื่อเฉินน้อยพวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไร” แม่เฒ่าหลี่และหลิวหงพยักหน้าพร้อมกัน "เอาตามที่เจ้าว่าเถอะ" ถึงแม้ว่าเด็กชายจะนั่งเงียบฟังพวกผู้ใหญ่สนทนากันมาตลอดแต่เขาก็เข้าใจในสิ่งที่เฉียวลู่อธิบายทุกอย่าง ต้องขอบคุณท่านแม่ของเขาที่สอนหนังสือให้ทำให้เขาอ่านออกเขียนได้ “พี่เฉียวลู่ท่านไม่ต้องแบ่งกำไรให้ข้าหรอกขอรับท่านให้ค่าแรงข้าเท่ากับผู้ใหญ่หนึ่งคนข้าก็ดีใจมาแล้ว” เฉียวลู่ขมวดคิ้วมุ่นกับคำตอบที่ได้รับ “เจ้าอย่าได้ด้อยค่าตนเองเช่นนั้น ถึงเจ้าจะยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยกแต่เจ้าก็ทำงานอย่างเต็มที่โดยที่ไม่ปริปากบ่น ในเมื่อข้าเห็นคุณค่าของเจ้าตัวเจ้าเองก็ต้องเห็นค่าของตนเช่นกัน เอาล่ะเรื่องนี้เราลงมติกันแล้วเรียบร้อยเสียงข้างมากบอกว่าเจ้าเองก็เป็นหุ้นส่วน อะแฮ่ม!!ข้าหมายถึงส่วนหนึ่งในการค้าของเราดังนั้นเมื่อเราได้กำไรเจ้าก็ต้องได้เช่นกัน” แม่เฒ่าหลี่พยักหน้าพร้อมทั้งตบไหล่เล็กที่ตั้งตรงของฉินจื่อเฉินเบาๆ "จื่อเฉินเอ้ยเจ้าทำตามที่พี่เฉียวลู่ของเจ้าบอกเถอะ เก็บเงินเอาไว้มากๆ พาท่านแม่ของเจ้าไปหาหมอเมื่อนางหายดีเจ้าก็ชวนนางมาขายของกับพวกเราดีหรือไม่” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกัน ฉินจื่อเฉินซาบซึ้งในสิ่งที่พวกเขาพยายามช่วยตน เด็กชายก้มหน้าลงสะอื้นตัวสั่นเล็กน้อยเขาไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาลูกผู้ชายของเขาถึงแม้ว่าเขาจะยังเป็นเพียงเด็กชายอายุแค่แปดขวบแต่เขาก็มีศักดิ์ศรีและความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แต่วันนี้พวกนางทำให้ฉินจื่อเฉินรู้สึกว่าเขาได้กลับมาเป็นเด็กน้อยเท่ากับอายุของเขาจริงๆ จึงทำให้ฉินจื่อเฉินกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ “ข้าขอขอบคุณพวกท่านมากขอรับ” เด็กชายพูดออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ เฉียวลู่กอดฉินจื่อเฉินที่นั่งอยู่ข้างนางแล้วลูบหลังเด็กน้อยเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบโยน อวี้หลงและอวี้ชิงที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนักในเรื่องของผู้ใหญ่แต่เมื่อเห็นท่านแม่ที่รักของพวกเขากอดพี่ชายที่แวะมาที่เรือนบ่อยๆ เขาสองคนก็ยื่นมือเล็กๆ ไปลูบหลังฉินจื่อเฉินเลียนแบบเฉียวลู่บ้าง ทำเอาแม่เฒ่าหลี่กับหลิวหงที่นั่งน้ำตาซึมหัวเราะออกมาพร้อมกัน “เจ้าหัวไชเท้าน้อยสองหัวนี้ช่างน่ารักเสียจริง” หลิวหงพูดออกมาและยังหัวเราะทั้งน้ำตา หลังจากแจกแจงเรื่องเงินเสร็จแล้วทุกคนก็กลับไปทำหน้าที่ของตนอีกครั้ง เมื่อท่านอาหารเช้าเรียบร้อยฉินจื่อเฉินกลับมาที่เรือนของเขาอีกครั้งพร้อมอาหารที่เฉียวลู่แบ่งเอาไว้ให้เขาทั้งเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉินอี้เหยาท่านแม่ของเขาฟังทั้งหมด นางร้องไห้ออกมาทั้งลูบหน้าลูบไหล่บุตรชาย ลูกชายคนเดียวของนางต้องลำบากถึงเพียงนี้ที่นางทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่นะ ถ้าหากนางไม่แกล้งความจำเสื่อมและกลับไปที่นั่น บุตรชายของนางป่านนี้อาจจะยืนอยู่เหนือผู้คนนับหมื่น หรือไม่ก็อาจจะตายไปแล้วเพราะใครบางคนที่คิดทำร้ายพวกเขา ฉินอี้เหยาถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าใจ “ดีแล้วจ้ะเมื่อแม่หายดีแล้วแม่จะไปช่วยลูกเหมือนกัน” ฉินจื่อเฉินโผเข้ากอดมารดาของตนด้วยความดีใจ ในที่สุดท่านแม่ของเขาก็เลิกเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนเสียที “ท่านแม่ข้าดีใจมากขอรับ ท่านต้องทานอาหารให้มากๆ และอย่าลืมทานยาที่ท่านหมอชางให้มานะขอรับท่านจะได้หายป่วยเร็วๆ” ฉินอี้เหยาพยักหน้าให้บุตรชายของนาง “ได้สิแม่เชื่อเฉินเอ๋อ” หลังจากที่ฉินจื่อเฉินดูแลท่านแม่ของเขาเรียบร้อยเขาก็ตรงไปที่กระท่อมของเฉียวลู่ทันที นางเตรียมตัวรออยู่แล้วเมื่อเห็นฉินจื่อเฉินเดินมาแต่ไกลนางก็ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “มาแล้วหรือจื่อเฉินน้อยพวกเรากำลังจะไปกันพอดี” ฉินจื่อเฉินยิ้มตอบนาง เป็นครั้งแรกที่เฉียวลู่เห็นเด็กชายยิ้มออกมาด้วยความจริงใจไม่ใช่ยิ้มธุรกิจเหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มเปิดใจให้ใครบ้างแล้ว คณะของเฉียวลู่ตรงไปที่สระบัวอีกครั้งเมื่อพวกนางไปถึงที่นั่นชาวบ้านมากมาต่างจับกุ้งอยู่ในสระบัวทำเอาเฉียวลู่ถึงกับงง ทำอะไรไม่ถูก “นี่พวกท่าน!!” ชาวบ้านต่างหันมายิ้มให้เฉียวลู่ หญิงวัยกลางคนที่ทักแม่เฒ่าหลี่เมื่อวานก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย “มาแล้วหรือเฉียวลู่ เมื่อวานข้าได้ยินว่าเจ้ารับซื้อกุ้งหรือวันนี้ยังรับซื้อเหมือนเดิมหรือไม่” เฉียวลู่สติกลับมาเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของตนเอง “เจ้าค่ะก็ยังรับเหมือนเดิมแต่ข้ารับเฉพาะตัวใหญ่เท่านี้นะเจ้าคะ จับตัวเล็กมาก็โดนคัดออกอยู่ดี” เฉียวลู่จับกุ้งในตะกร้าของเด็กชายคนหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากนางยกให้พวกเขาดู ทุกคนต่างพยักหน้ารับรู้จากนั้นพวกเขาก็หันมาดูกุ้งที่อยู่ในตะกร้าของตนตัวเล็กก็ปล่อยลงน้ำไปเพื่อให้มันตัวโตในวันหน้าพวกเขาจะได้กลับมาจับมันอีก เฉียวลู่พยักหน้าให้กับเหล่าชาวบ้านที่ยังมีจิตสำนึก ไม่หลับหูหลับตาจับเอามาทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กโดยไม่สนว่าจะขายได้หรือไม่ “นี่พี่หลี่เมื่อเช้าเป็นอย่างไรบ้างกุ้งพวกท่านขายดีหรือไม่” แม่เฒ่าหลี่ที่กำลังงมกุ้งอยู่หันมามองคนที่ถามตน “ก็พอได้ต้องขอบคุณน้ำจิ้มสูตรลับของตระกูลเฉียวไม่อย่างนั้นกุ้งย่างเปล่าๆ ไม่มีคนซื้อหรอก” แม่เฒ่าหลี่พูดสกัดชาวบ้านที่คิดนำกุ้งไปขายเลียนแบบบ้างให้กลับไปคิดใหม่อีกครั้ง การค้าขายเป็นเรื่องอิสระที่ใครๆ ก็สามารถขายได้แต่จะขายดีหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง แต่ถ้าหากไม่มีคู่แข่งนั่นยิ่งเป็นเรื่องดี จางหย่งไม่ได้มาจับกุ้งด้วยเหมือนเคย เขาทำหน้าที่ตัดไม้ไผ่ทำกระบอกใส่กุ้งย่างหม่าล่าเฉียวลู่มีความคิดบางอย่าง นางอยากจะทำหม่าล่าต้มด้วยในหน้าหนาว แต่รอไปก่อนเอาไว้ให้อากาศเย็นกว่านี้นางคิดว่ามันจะต้องขายดีมากกว่าตอนนี้แน่นอน ถึงตอนนั้นหากไม่มีกุ้งก็ใช้อย่างอื่นมาทำแทนเช่นเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อกระต่าย เห็ดหรือผักได้ทั้งนั้น ถ้ามีกระบอกไม้ไผ่เรื่องใส่น้ำซุปไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงอีกต่อไป เฉียวลู่เกรงว่าจางหย่งทำงานคนเดียวจะทำให้เขาเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป ดังนั้นนางจึงเสนอให้เขาชวนคนที่รู้จักมาช่วยตัดกระบอกไม้ไผ่และลับขอบปากกระบอกให้เรียบเนียน กระบอกไม้ไผ่หนึ่งร้อยอันในราคายี่สิบเหวินไม้ไผ่บนภูเขามีมากมายพวกผู้ชายกว่าครึ่งหมู่บ้านต่างรีบมาช่วยงานจางหย่งหลังจากได้ยินข้อเสนอของเขา ช่วงนี้ไม่ใช่หน้าเก็บเกี่ยวพวกเขาได้งานที่ง่ายดายขนาดนี้ทั้งยังไม่ต้องลงทุนอะไรใช้แค่แรงที่พวกเขามีอยู่แล้วเหลือเฟือ งานแบบนี้ไม่นับว่าเหนื่อยอะไรเหมือนจับเสือมือเปล่าก็ว่าได้ ตัดกระบอกไม้ไผ่ไม่ใช่งานยากสำหรับพวกเขาเลย ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ที่หน้าเรือนสกุลจางแม่เฒ่าหลี่กำลังทำหน้าที่ชั่งกุ้งของชาวบ้านที่นำมาขายคนสุดท้าย จางหย่งกำลังต้มกระบอกไม้ไผ่ในเรือนเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่พวกเขาไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรตามคำสั่งของเฉียวลู่ ฉินจื่อเฉินอวี้หลงและอวี้ชิงกำลังทำหน้าที่นำไปคว่ำผึ่งลมเอาไว้ใช้ในวันพรุ่งนี้ กระบอกไม้ไผ่มีหลายร้อยกระบอกนับว่ามีใช้อย่างเหลือเฟือไปหลายวัน แต่พรุ่งนี้มีคนจองเอาไว้แล้วแปดสิบชุดดังนั้นพวกเขาจึงต้องกันส่วนนี้เอาไว้ไม่นับรวมที่จะขายต่อไป “กินข้าวได้แล้วเจ้าค่ะทุกคน” เฉียวลู่และหลิวหงรับหน้าที่ทำอาหารซึ่งดูเหมือนนางจะทำได้ดีทีเดียวอาหารที่ทำจากกุ้งมากมายวางอยู่บนโต๊ะ เฉียวลู่ทำข้าวต้มกุ้งใส่หม้ออุ่นไว้บนเตาด้วย “จื่อเฉินน้อยมาทานด้วยกันก่อนสิอย่าพึ่งกลับห้ามปฏิเสธนะ” ตอนแรกฉินจื่อเฉินจะกลับไปที่เรือนของตนแต่เฉียวลู่บอกให้เขาทานที่นี่ก่อนเด็กชายทำตามที่เฉียวลู่สั่งอย่างว่าง่าย บุตรชายทั้งสองของเฉียวลู่นั้นยิ่งไม่ต้องให้พูดเป็นครั้งที่สองเข้าประจำที่นั่งอย่างรวดเร็ว พวกเขาสองคนเมื่อก่อนก็มาทานอาหารที่นี่บางครั้งก่อนที่เฉียวลู่จะตกเขาไป แต่เพราะนางไม่มีความทรงจำของเฉียวลู่คนก่อนนางจึงไม่รู้เรื่องที่เด็กน้อยทั้งสองของนางชอบมาทานอาหารที่เรือนสกุลจาง หลังจากทานอาหารเสร็จพวกเขาก็คุยนัดแนะเรื่องเกี่ยวกับการขายกุ้งย่างสำหรับวันพรุ่งนี้เล็กน้อยจากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับเรือนของตน เฉียวลู่ยกหม้อข้าวต้มตามฉินจื่อเฉินไป “เดี๋ยวก่อนจื่อเฉินน้อยรับนี่ไปสิท่านแม่ของเจ้ายังไม่ได้ทานอาหารเย็นใช่หรือไม่” ฉินจื่อเฉินยื่นมือไปรับหม้อข้าวต้มมา “ขอบคุณขอรับพี่เฉียวลู่” เขาไม่ปฏิเสธนางอีกแล้วเพราะเฉียวลู่บอกว่ามันเป็นสวัสดิการที่มีไว้สำหรับครอบครัวของพนักงานซึ่งฉินจื่อเฉินไม่เข้าใจว่ามันคือสิ่งใดแต่เขาเชื่อในสิ่งที่เฉียวลู่พูด เขาพยักหน้าทำตามแต่โดยดี เขาคิดว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่พี่เฉียวลู่สั่งเขาล้วนทำตามเพราะนางไม่มีทางสั่งเขาให้ทำในสิ่งที่ไม่ดีแน่ “เอาล่ะเด็กๆ เราก็กลับกระท่อมน้อยของเรากันดีกว่า” เด็กชายทั้งสองพยักหน้าจูงมือเฉียวลู่เดินขึ้นไปบนเชิงเขาที่ตั้งของกระท่อมน้อยพร้อมกับตะวันที่กำลังค่อยๆ ลับทิวเขาไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD