ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

2064 Words
ตั้งแต่ที่เต้าหู้ได้วางขาย ทุกวันจางหย่งและหลิวหงจะเป็นผู้นำเต้าหู้ไปขายวันละสองร้อยจินนั่นสุดความสามารถที่พวกเขาสามารถทำได้แล้ว ถึงแม้ว่าเถ้าแก่จีจะกลับมาแล้วแต่นางก็ส่งให้จีหม่านโหรวได้แค่หนึ่งร้อยจินต่อวันเท่านั้น เฉียวลู่แม่เฒ่าหลี่ฉินอี้เหยาและฉินจื่อเฉินทำเต้าหู้รออยู่ที่หมู่บ้านมู่โฉว ก่อนจางหย่งกลับมาเขาก็ต้องออกไปหาซื้อถั่วเหลืองที่หมู่บ้านที่ห่างออกไป เพราะหมู่บ้านที่อยู่รอบๆ นั้นจางหย่งไปรับซื้อมาหมดจนแล้ว “ดูเหมือนถั่วเหลืองที่เรามีจะสามารถทำเต้าหู้ได้อีกไม่ถึงห้าวันแล้วนะเจ้าคะ หากให้ท่านอาหย่งไปไกลมากกว่านี้ข้าเกรงว่ามันจะไม่คุ้มยิ่งช่วงนี้หิมะเริ่มตกหนักขึ้นทุกวันอาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้ อีกอย่างสงสารเจ้าแก่ด้วยมันต้องออกเดินทั้งที่อากาศหนาวเช่นนี้ข้ากลัวว่ามันจะทนไม่ไหว” แม่เฒ่าหลี่เองก็คิดเรื่องนี้เอาไว้บ้างแล้วแต่นางยังมีโอกาสได้คุยกับเฉียวลู่ในเรื่องนี้ “จริงดั่งที่อาลู่พูดเงินทองสามารถหาได้ตลอดถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ เอาอย่างนี้เถอะเราก็ขายเต้าหู้แค่หมดถั่วเหลืองชุดนี้ รอให้อากาศดีกว่านี้ค่อยมาคิดหาทางกันใหม่พวกเจ้าว่าอย่างไร” แม่เฒ่าหลี่หันไปถามลูกชายลูกสะใภ้ของตนที่ทำหน้าที่ออกไปขายเต้าหู้ทุกวัน “ท่านแม่ว่าอย่างไรเราสองคนก็เห็นดีด้วยขอรับ” หลิวหงพยักหน้าเห็นด้วยกับสามี ดังนั้นหลังจากที่ตกลงกันเสร็จแล้ววันต่อมาเมื่อจางหย่งไปส่งเต้าหู้ที่จีหม่านโหรวเขาก็ได้บอกเรื่องนี้แก่ผู้ช่วยเหวินที่มารอตรวจสินค้าในตอนเช้า “เจ้าว่าอย่างไรนะ ไม่มีเต้าหู้แล้วอย่างนั้นหรือ” ผู้ช่วยเหวินที่ตกใจจนเผลอตะคอกจางหย่งไปจึงรีบกระแอมไอกลบเกลื่อนท่าทางที่ดูไม่สำรวมของตน “ไหนเจ้าลองบอกมาซิว่าเหตุใดถึงได้ไม่มีเต้าหู้” ตอนนี้ทั้งเต้าหู้และหม่าล่าหม้อไฟนั้นเป็นอาหารที่ขายดีและขึ้นชื่อของอำเภอเป่ยจิงหากอยากจะกินนั้นต้องมาที่จีหม่านโหรวเท่านั้น ไม่ว่าที่ไหนก็หาไม่ได้แล้วยิ่งเต้าหู้ที่นำมาขายนั้นมีจำนวนจำกัดในแต่ละวัน นั่นยิ่งเพิ่มมูลค่าให้กับมันมากกว่าเดิม อาหารที่ทำจากเต้าหู้หนึ่งอย่างราคาสองถึงสามตำลึงเชียว แต่ถึงอย่างนั้นนักชิมทั้งหลายที่มาจากตระกูลผู้มั่งคั่งต่างก็ยอมจ่ายให้กับราคาที่แสนแพงของอาหารรสเลิศนี้ “ความจริงเราหาซื้อถั่วเหลืองไม่ได้แล้วขอรับดังนั้นจึงต้องหยุดการทำเต้าหู้เอาไว้ก่อน” ผู้ช่วยเหวินเข้าใจในปัญหาทันที “เช่นนั้นเจ้ายังสามารถมาส่งเต้าหู้ให้ข้าได้อีกกี่วัน” ผู้ช่วยเหวินเหมือนจะนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้จึงถามจางหย่งเพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าสามารถประวิงเวลาไปได้นานเท่าใด “สี่วันขอรับ” ผู้ช่วยเหวินนิ่งไป เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เขาจะต้องไปปรึกษากับนายท่านก่อน “เรื่องนี้เอาไว้ข้าจะลองคุยกับเถ้าแก่ดูก่อนว่าจะมีทางช่วยพวกเจ้าได้หรือไม่” ล้อเล่นหรือเงินทั้งนั้นจะให้หยุดขายได้อย่างไร เรื่องนี้เรื่องใหญ่รอเวลาไม่ได้แล้ว จางหย่งลาผู้ช่วยเหวินจากนั้นจึงแวะไปที่ร้านธัญพืชเพื่อชื้อเมล็ดพันธุ์ของผักบุ้งให้เฉียวลู่เขาไม่รู้ว่านางจะซื้อไปทำไม อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะปลูกอะไรก็คงไม่มีทางงอกงามได้แน่ แต่เมล็ดพันธุ์ผักบุ้งราคาไม่แพงคงไม่เป็นไรหากนางจะอยากลองดู ต่อให้มันไม่งอกก็คงไม่เจ็บตัวเท่าไหร่ นอกจากผักบุ้งยังมีถั่วเขียวอีกสี่จินที่นางขอให้จางหย่งซื้อกลับไปด้วย ช่วงสายหิมะตกลงมาเล็กน้อยเจ้าวัวแก่ลากเกวียนกลับมาที่หมู่บ้านมู่โฉวอย่างเชื่องช้าถึงมันจะแก่แต่มันยังคงสามารถทำงานได้ดี เจ้าวัวตัวนี้อยู่กับจางหย่งมาเกือบยี่สิบปี มันจึงเป็นเสมือนครอบครัวของเขา เมื่อกลับมาถึงเรือนสกุลจางจางหย่งปลดเจ้าวัวแก่ไปเก็บที่คอกของมัน จากนั้นจึงให้หญ้าและน้ำกับมันแล้วก่อไฟให้ให้ความอบอุ่น ส่วนหลิวหงขนถั่วเขียวกับเมล็ดพันผักบุ้งเข้าไปในเรือน ทุกคนนั่งพร้อมหน้าอยู่ในห้องโถงเพื่อรอพวกเขา “ท่านอาจางท่านน้าหลิวท่านกลับมาแล้ว” เฉียวลู่ทักทายจางหย่งกับภรรยา หลิวหงวางถั่วเขียวกับเมล็ดพันธ์ุผักบุ้งเอาไว้บนโต๊ะ “อาลู่เจ้าให้ข้าซื้อของพวกนี้มาทำไมหรือ” เฉียวลู่รีบไขข้อข้องใจให้ทุกคนได้รู้ “ข้าแค่อยากลองปลูกดูเท่านั้นเจ้าค่ะ หน้าหนาวหาผักสดกินยากข้าเบื่อที่จะต้องกินหัวไชเท้าดองทุกวันแล้ว อยากกินผัดผักสดๆ บ้าง” ทุกคนในห้องต่างก็ไม่เข้าใจว่าเฉียวลู่กำลังพูดเรื่องตลกอะไร อากาศหนาวจนเป็นน้ำแข็งเช่นนี้จะยังสามารถปลูกผักอะไรได้ “อาลู่ข้าเข้าใจที่เจ้าเบื่อหัวไชเท้าดองแต่อากาศเช่นนี้ปลูกอะไรไม่ได้หรอกนะ เจ้าอดทนรอสักหน่อยผ่านเดือนสองไปหิมะก็หยุดตกแล้ว” ฉินอี้เหยาเอ่ยปลอบผู้ใหญ่ที่อายุน้อยที่สุดในห้องที่ทำท่างอแงเรื่องอาหารทุกวัน ความจริงเฉียวลู่สามารถสั่งจากในสมุดบันทึกของนางก็ได้ แต่นั่นมันจะกลายเป็นพิรุธว่านางเอาผักสดมาจากไหน หากจะแอบกินคนเดียวนั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่นางไม่ใช่คนที่เห็นแก่ตัวขนาดนั้น ดังนั้นนี่จึงเป็นทางเดียวที่นางจะสามารถกินผักแบบสดๆ ได้คือต้องปลูกผักที่ขึ้นง่ายใช้เวลาไม่นานและไม่จำเป็นต้องพึ่งพาดิน สุดท้ายจึงจบลงที่ถั่วเขียวกับผักบุ้ง “ข้าจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจนะเจ้าคะผักบุ้งนั้นปลูกง่ายโตเร็วสิบห้าถึงยี่สิบวันก็สามารถตัดกินได้แล้ว ถั่วเขียวยิ่งเร็วกว่าผักบุ้งสี่ห้าวันก็นำมาทำอาหารได้แถมยังอร่อยด้วย” ทุกคนมองเฉียวลู่แต่ก็ยังทำท่าเหมือนกับไม่เข้าใจถั่วเขียวเนี่ยนะทำอาหารได้อร่อย “อาลู่เจ้าจะปลูกผักได้อย่างไรในเมื่อดินยังเป็นน้ำแข็งอยู่เช่นนี้” แม่เฒ่าหลี่เอ่ยปรามเฉียวลู่เพราะนางคิดว่าเด็กคนนี้ไม่เคยทำไร่ทำนานางอาจจะไม่รู้เรื่องนี้ก็เป็นได้ “ปลูกได้สิแต่ปลูกในน้ำนะเจ้าคะไม่ได้ปลูกในดิน เอาเถอะเดี๋ยวข้าจะสอนพวกท่านเองแต่ก่อนอื่น ท่านอาจางเจ้าคะข้าเห็นท่านมีตะกร้าไม้ไผ่นึ่งอยู่หลายใบที่ยังไม่ได้นำไปขายใช่หรือไม่ ท่านยกพวกมันให้กับข้าได้หรือเปล่า พรุ่งนี้ท่านไปส่งเต้าหู้ช่วยแวะซื้ออ่างไม้สำหรับล้างหน้าขนาดกลางมาให้ข้าสักสิบใบนะเจ้าคะ” “ได้สิ” จาหย่งพยักหน้ารับปาก ถึงจะไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เฉียวลู่กำลังทำแต่พวกเขาก็เคารพการตัดสินใจของนาง เพราะที่พวกเขามีวันนี้ได้นั้นต้องขอบคุณนางเช่นกัน “ออ...ข้าลืมบอกไปอีกอย่าง พรุ่งนี้ท่านเอาเต้าหู้สองร้อยจินไปส่งที่จีหม่านโหรวทั้งหมดไปเลยดีกว่านะเจ้าคะ ไม่ต้องไปทนหนาวขายที่ตลาดแล้ว ข้าคิดว่าผู้ช่วยเหวินจะต้องดีใจยิ่งกว่าเดิมแน่ที่ได้เต้าหู้ทั้งหมดมาไว้ที่จีหม่านโหรว” จางหย่งพยักหน้ารับอีกครั้ง จากนั้นเฉียวลู่ก็พาเด็กๆ และฉินอี้เหยากลับเรือน ที่ห้องโถงของเรือนเฉียวลู่มีพื้นที่กว้างกว่าห้องนอนถึงสามเท่า นางจึงคิดจะใช้ห้องที่จุดไฟที่เตาผิงให้ความอบอุ่นอยู่ตลอดได้ใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ถึงแม้พวกนางจะไม่อยู่ก็ตาม เมื่อกลับมาถึงเรือนนางก็ทำการแช่ถั่วเขียวกับเมล็ดผักบุ้งด้วยน้ำอุ่นทันที ความคิดที่แปลกประหลาดของเฉียวลู่นั้นไม่ใช่แค่เพียงพวกบ้านจางเท่านั้นที่ไม่เข้าใจ แม้แต่เหล่าองครักษ์เงาที่คอยเฝ้าดูอยู่ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่ทุกการกระทำของนางนั้นล้วนถูกรายงานไปที่บุรุษหน้ากากดำหรือนายท่านเยี่ยนทั้งหมด วันต่อมาเมื่อจางหย่งกลับมาแล้วเขาได้นำอ่างไม้สำหรับล้างหน้ามาส่งที่เรือนของเฉียวลู่ นางให้ทุกคนดูถั่วงอกที่นางแช่เอาไว้ทั้งคืนว่าเป็นอย่างไร เพราะอุณหภูมิห้องที่อบอุ่นทำให้ทั้งถั่วเขียวและเมล็ดผักบุ้งเริ่มแตกหน่อออกมาเล็กน้อย “พวกท่านเห็นหรือไม่ ข้าแค่แช่เอาไว้แค่หนึ่งคืนเท่านั้นยังแตกหน่อมากเพียงนี้ เอาไว้อีกสี่ห้าวันมาดูกันว่าพวกมันจะเป็นอย่างไร” ตอนที่ได้เห็นพวกเขาต่างก็คิดว่าสิ่งที่เฉียวลู่ทำนั้นช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก ปลูกผักในช่วงหน้าหนาวไม่เท่าไหร่ ยังมาปลูกผักในน้ำที่ไม่ต้องใช้ดินแม้แต่น้อยนั่นยิ่งน่าตกตะลึง ไม่เคยมีใครในที่นี้เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อน “อาลู่เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร” คำถามของฉินอี้เหยาทำเอาเฉียวลู่อึ้งไปบ้าง นางลืมเตรียมคำตอบเอาไว้ก่อน หัวสมองของเฉียวลู่หมุนวนทำงานอย่างหนักเพื่อหาคำตอบ “คะ...คือว่าเมื่อก่อนตอนที่ข้าอยู่ที่โยวโจวกับท่านพ่อเคยได้พบมิชชันนารีท่านหนึ่งเขาเคยสอนข้าเอาไว้ เมื่อไม่นานมานี้ข้าพึ่งจะนึกได้เจ้าค่ะ” เฉียวลู่ตอบตะกุกตะกักแต่ฉินอี้เหยาก็พยักหน้ารับว่านางเข้าใจแล้ว ด้วยเพราะนางไม่เคยรู้เรื่องของเฉียวลู่ในอดีตแต่ผิดกับแม่เฒ่าหลี่ที่รู้ว่าเฉียวลู่ความจำเสื่อม นางมองไปที่เฉียวลู่ที่กำลังวุ่นอยู่กับการทำงาน ไม่ใช่ว่านางจำอะไรไม่ได้หรือทำไมนางถึง.... แม่เฒ่าหลี่สงสัยเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก บางทีความทรงจำบางส่วนของเฉียวลู่อาจจะกลับมาแล้วก็ได้ เพราะนางเป็นคนมองโลกในแง่ดีจึงไม่นึกสงสัยอะไร ต่างจากองครักษ์เงาทั้งสี่ที่คอยเฝ้าดูเรือนของเฉียวลู่อยู่ห่างๆ เขาได้รายงานเรื่องทั้งหมดไปยังเจ้านายของตน “มิชชันนารีอย่างนั้นหรือ มันคืออันใด” บุรุษหน้ากากดำทำหน้าสงสัยมองไปที่คนส่งสารของตน “ข้าก็ไม่ทราบเช่นกันขอรับ นางบอกว่าเคยพบที่โยวโจว” องครักษ์เงาคุกเข่าลงตอบคำถามด้วยความนอบน้อม “ข้าก็เคยอยู่ที่โยวโจวกับนางแต่เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อมิชชันนารีออกมาจากปากพวกเขาพ่อลูกเลยสักครั้ง” บุรุษหน้ากากดำนิ่งคิดเล็กน้อย “ไปสืบมาว่ามิชชันนารีคือผู้ใด” องครักษ์ที่ติดตามเขาตลอดก้าวออกมาทำความเคารพจากนั้นจึงรีบออกไปทำตามคำสั่งทันที เขาได้รับรายงานเกี่ยวกับนางและบุตรชายทั้งสองทุกวัน ยิ่งได้รู้เกี่ยวกับนางมากเท่าไหร่เขายิ่งรู้สึกประหลาดใจ นางไม่เหมือนกับตัวนางในชาติก่อนที่ทั้งอ่อนแอและเปราะบาง สตรีที่เขาเห็นอยู่ในตอนนี้ทั้งฉลาดเฉลียวและเข้มแข็งนางไม่ยอมพึ่งพาผู้อื่นและไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแก “เจ้าเป็นใครกันแน่นะหรือว่าบางที....เจ้าเองก็อาจจะ....”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD