เรื่องเหลือเชื่อ

1963 Words
สิ่งที่เฉียวลู่คิดว่าเป็นเรื่องบ้าบอทั้งหมดกำลังจะเกิดขึ้นกับเธอ นักแสดงสาวโสดวัยสามสิบกว่าที่ไม่เคยมีแฟนเลยสักครั้งเพราะตั้งมั่นที่จะทำตามความฝันให้เป็นจริง จนกระทั่งเธอได้เป็นนักแสดงชื่อดังแถวหน้าของจีน แล้วดูตอนนี้สิว่ามันเกิดอะไรขึ้นเธอต้องมากลายเป็นแม่แบบไม่รู้ตัวท่านเทพเซียนกำลังเล่นตลกอะไรกับเธอกันแน่ เธอจะเอาชีวิตรอดจากที่นี่ไปได้ยังไง นี่ไม่ใช่เกมส์เซอร์ไวเวอร์เอาชีวิตรอดจากอดีตนะที่เล่นแพ้แล้วจะสามารถรีเซตใหม่ได้ ท่าทางว้าวุ่นของเฉียวลู่ทำให้เด็กชายทั้งสองเป็นห่วงพวกเขาเดินเข้ามาจับมือของเธอเอาไว้คนละข้างแล้วส่งสายตาให้กำลังใจมาที่เธอ เฉียวลู่ที่พึ่งเป็นท่านแม่หมาดๆ ถึงกับใจเหลวเป็นน้ำให้กับท่าทางที่น่ารักของพวกเขา “เอาเถอะเป็นไงเป็นกันฟูมฟายไปก็เท่านั้น เรื่องทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้วมีแต่ต้องเดินหน้าต่อไป” นั่นเป็นข้อดีของเฉียวลู่คือเธอเป็นคนที่มีสติและเหตุผลต่อให้เกิดเรื่องร้ายแรงแค่ไหนเธอก็สามารถควบคุมตนเองได้ดีทุกครั้ง และอีกหนึ่งข้อดีของเธอคือเมื่อเธอตั้งใจที่จะทำอะไรแล้วเธอจะมุ่งมั่นไม่ยอมหยุดจนกว่าจะทำสำเร็จเพราะแบบนี้เธอจึงได้รับการยอมรับจากผู้กำกับและนักแสดงในวงการอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะใช้ชีวิตต่อไปให้ได้อันดับแรกเธอจะต้องเรียนรู้และทราบข้อมูลเกี่ยวกับที่ที่เธอจะต้องอาศัยอยู่ซะก่อน เฉียวลู่พาเด็กทั้งสองกลับเข้าไปในกระท่อมหลังน้อยที่เธอพึ่งจะเดินออกมา หลังจากรักษาบาดแผลที่ขาของเธอเรียบร้อยแล้วเฉียวลู่ก็อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายของเด็กทั้งสองและตัวเธอเอง เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งสามคนแทบจะไม่มีชิ้นดีทั้งเก่าและมีรอยปะมากมาย เฉียวลู่มองชุดที่อยู่ในมือของตัวเองด้วยความจนใจ เอาไว้ค่อยคิดหาวิธีหาเงินก่อนแล้วกัน นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องเพราะไม่อย่างนั้นทั้งเธอและเด็กๆ คงได้อดตายก่อนที่จะได้ใช้ชีวิตต่อไปแน่นอน ถ้าหากเด็กๆ รู้ว่าเราไม่ใช่แม่ที่แท้จริงของพวกเขา พวกเขาจะตกใจขนาดไหนกันนะน่าสงสารจริงๆ อายุน้อยแค่นี้ก็ต้องมาเป็นกำพร้าพ่อเองก็ไม่รู้หายไปไหนถึงได้ปล่อยให้ครอบครัวลำบากขนาดนี้ดูสิเด็กๆ ผอมแห้งเหมือนขาดสารอาหารมานานปี เฉียวลู่คิดในใจระหว่างที่ดูแลเด็กชายทั้งสอง หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วเฉียวลู่เดินกะเผลกเข้าไปในครัวที่มุงเป็นเพิงอย่างง่ายๆ ในนั้นมีเตาที่ทำจากดินดูเหมือนจะไม่ได้จุดไฟมาสักพักเพราะขี้เถ้าเย็นไปนานแล้ว ในครัวมีถ้วยชามเก่าๆ สามสี่ใบที่เหมือนถูกใช้มานานและมันเทศหนึ่งหัวขนาดไม่ใหญ่มาก ในกระท่อมที่พวกเขาใช้อาศัยบังแดดบังฝนนั้นแทบไม่มีอะไรเลย แม้แต่ข้าวสารจะหุงก็ไม่มี ดูเหมือนว่าพวกเขาจะยากจนถึงที่สุดก็ว่าได้ “ท่าทางจะไม่มีอะไรให้กินเลยนะบ้านหลังอื่นที่เห็นอยู่ไกลๆ ก็ไม่ได้ดูแย่ขนาดนั้นสักหน่อยเเต่ทำไม่บ้านของเด็กสองคนนี้ถึงได้ดูยากจนขนาดนี้” เฉียวลู่หันไปมองเด็กชายทั้งสองที่เดินตามติดเข้ามาในครัวเป็นเหมือนหางน้อยๆ ของนาง “นี่เด็กๆ พวกเธอ.... ไม่สิ พวกเจ้าปกติแล้วอยู่ที่นี่ใช้ชีวิตกันอย่างไร เช่นว่าปกติพวกเจ้ากินอะไรกันคือ....ก่อนหน้านี้แม่ไม่สบายใช่หรือไม่ดังนั้นจึงลืมเรื่องทั้งหมดไปพวกเจ้าสองคนใครก็ได้ช่วยเล่าให้ มะ....แม่ฟังหน่อย” เฉียวลู่รู้สึกว่าตนเองยังคงไม่ชินในเรื่องที่ต้องมาเป็นแม่ของเด็กชายทั้งสองทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ถึงจะเคยรับบทคุณแม่ยังสาวแต่นี่มันค่อนข้างทำใจลำบากอยู่สักหน่อย การแสดงกับความรู้สึกจริงๆ นี่มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยนะ เด็กชายสองคนมองหน้าเฉียวลู่แล้วหันมองหน้ากันไปมาแล้วเดินไปหยิบหัวมันเทศมายื่นให้นาง เฉียวลู่มองมันเทศในมือเล็กแล้วรู้สึกท้อใจนางมาอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย เด็กสองคนถามอะไรก็เอาแต่พยักหน้ากับส่ายหัวแล้ววันนี้จะได้รู้เรื่องไหม เฉียวลู่รับมันเทศหัวนั้นมาแล้วมองอย่างจนใจ “เอาเถอะเครียดไปก็เปล่าประโยชน์ เช่นนั้นพวกเรามาทำอะไรกินกันดีหรือไม่” ประโยคสุดท้ายเฉียวลู่หันมาถามเด็กชายทั้งสอง หลังจากที่เฉียวลู่จัดการก่อไฟอย่างทุลักทุเลสภาพของนางแทบไม่ต่างจากตอนแรกที่ยังไม่ได้อาบน้ำ เนื้อตัวเต็มไปด้วยขี้เถ้าและฝุ่นผงเฉียวลู่หันมายิ้มแห้งๆ ให้เด็กชายทั้งสอง ไม่ใช่ว่านางเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อนะแต่ต้องมาใช้หินจุดไฟแบบนี้มันยากไปสำหรับคนยุคใหม่ที่เป็นถึงนักแสดงแถวหน้าเช่นนาง เด็กชายหนึ่งในสองที่เฉียวลู่ยังแยกไม่ออกว่าใครเป็นใครเพราะพวกเขามีใบหน้าที่เหมือนกันอย่างกับแกะ ทำท่าทางว่าเขาจะทำเอง เฉียวลู่ถอยออกมาดูห่างๆ ไม่นานเด็กชายก็จุดไฟได้สำเร็จมันดูง่ายดายเหมือนเป็นเรื่องที่เขาทำบ่อยจนชำนาญ ดูเหมือนหลังจากนี้มีหลายเรื่องที่เฉียวลู่ต้องรู้เกี่ยวกับเด็กทั้งสองคน เฉียวลู่ปอกเปลือกมันเทศและหั่นเต๋าใส่ลงในหม้อจากนั้นใส่เกลือที่มีอยู่เพียงน้อยนิดลงไป และเติมน้ำเปล่าลงไปให้ท่วมเล็กน้อยแล้วปิดฝาหม้อที่ทำจากไม้เอาไว้ ช่วงเวลาที่เฉียวลู่กำลังทำอาหารในครัวเด็กชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เดินออกจากระท่อมไปโดยที่นางไม่รู้ตัว ผ่านไปราวสิบห้านาทีเฉียวลู่เปิดฝาหม้อออกดู มันเทศสุกได้ที่นางจึงเทน้ำในหม้อที่เหลือเล็กน้อยออกและใช้ช้อนค่อยๆ บดให้มันเทศละเอียดจากนั้นจึงเติมน้ำและเคี่ยวอีกครั้ง มันเทศหนึ่งหัวจึงดูเยอะขึ้นหลังจากเติมน้ำและเกลือหยิบสุดท้ายลงไป กลิ่นหอมของโจ๊กมันเทศทำให้ท้องของเฉียวลู่ร้องประท้วงเสียงดัง ดูเหมือนว่าร่างกายนี้ก็คงไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องมาเป็นเวลานานดูจากที่แค่ได้กลิ่นโจ๊กมันเทศก็สามารถทำให้มีความอยากอาหารได้ถึงขนาดนี้ เฉียวลู่ตักโจ๊กมันเทศลงในชามสามชามแล้วยกกลับไปที่ห้องเดิมที่ตนเองได้ฟื้นขึ้นมาครั้งแรก ตอนนี้ยังสว่างอยู่แต่พระอาทิตย์ก็กำลังคล้อยต่ำลงไปเรื่อยๆ กระท่อมหลังนี้ดูเหมือนจะไม่มีเทียนด้วยเหมือนกัน เฉียวลู่หันมามองเด็กชายอีกคนที่เดินตามนางมา “อีกคนเล่า ชื่ออะไรนะอวี้หลงหรืออวี้ชิง” เฉียวลู่ถามเด็กชายที่กำลังยืนมองหน้านางอยู่ “อวี้ชิง” เสียงเล็กๆ แต่แหบแห้งดังขึ้น เหมือนกับว่าเขาไม่ได้ใช้เสียงมาเป็นเวลานาน “เจ้าชื่ออวี้ชิงหรือ” เด็กชายส่ายหน้าไปมา “เช่นนั้นก็อวี้หลง” อวี้หลงพยักหน้าขึ้นลง ดูเหมือนเด็กบ้านนี้จะไม่ชอบพูดเฉียวลู่มองใบหน้าเล็กที่ซูบตอบของเขา อวี้หลงมีไฝเม็ดเล็กๆ ที่ใต้ตาข้างขวา ทำให้ดวงตากลมโตดูโดดเด่นทั้งๆ ที่พวกเขาผอมมากขนาดนี้ เสียงเดินเบาๆ ด้านนอกทำให้เฉียวลู่ละความสนใจจากอวี้หลงแล้วหันไปมอง อวี้ชิงที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงมาที่พวกเขาทั้งสองคน ในมือถือบางอย่างเอาไว้ทั้งสองข้างเมื่ออวี้ชิงหยุดยืนตรงหน้าเฉียวลู่เขายื่นบางอย่างมาที่หน้าของนาง “อะไรหรือ” เฉียวลู่มองอย่างสงสัย เมื่ออวี้ชิงแบมือเล็กที่ผอมแห้งของเขาออกทำให้เฉียวลู่เห็นไข่นกใบเล็กๆ สองฟอง เฉียวลู่เห็นดังนั้นถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เด็กคนนี้กตัญญูต่อแม่ของพวกเขาจริงๆ ตัวก็เล็กแค่นี้แต่กลับทำท่าทางเหมือนตนเองเป็นผู้ใหญ่ “ท่านแม่....กิน” อวี้ชิงพูดเสียงเบาแต่เฉียวลู่กลับได้ยินมันอย่างชัดเจน คำพูดเพียงคำเดียวของเด็กชายมันได้สลักลึกลงไปในใจของนาง นับแต่วินาทีนั้นเฉียวลู่ได้สัญญากับตัวเองในใจว่า ไม่ว่าเด็กสองคนนี้จะเป็น ลูกของตนหรือไม่นางก็จะเลี้ยงดูพวกเขาเป็นอย่างดีไม่ให้พวกเขาต้องลำบากอีกต่อไป เฉียวลู่เก็บไข่นกสองฟองเอาไว้และให้อวี้หลงกับอวี้ชิงกินโจ๊กมันเทศที่ตนทำ เด็กทั้งสองคนไม่ยอมลงมือกินจนกว่าเฉียวลู่จะเริ่มกินก่อน นั่นยิ่งทำให้เฉียวลู่รู้สึกว่าเด็กสองคนนี้ต้องถูกเลี้ยงดูสั่งสอนมาเป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่ท่าทางดูหิวโหยขนาดนั้นแต่พวกเขากลับไม่ยอมกินและเวลากินก็ดูเรียบร้อยไม่มูมมามเหมือนอย่างที่เฉียวลู่คิด โจ๊กมันเทศถูกทั้งสามคนจัดการจนหมดไปอย่างรวดเร็ว แต่เฉียวลู่ยังรู้สึกว่าตนเองยังคงหิวอยู่และนางก็คิดว่าเด็กทั้งสองคนก็คงไม่อิ่มเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรได้กระท่อมหลังนี้ไม่มีของกินเลยคงต้องอดทนจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ พระอาทิตย์ยามเย็นคล้อยต่ำลงไปเรื่อยๆ กระท่อมของเฉียวลู่ตั้งอยู่บนเนินเขาทำให้เมื่อยามที่พระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาทำให้มองเห็นภาพบรรยากาศของธรรมชาติที่สวยงามที่แทบจะหาดูได้ยากในโลกก่อนของนาง เฉียวลู่พาเด็กๆ ออกมานั่งหน้ากระท่อมมองพระอาทิตย์ยามเย็นเผื่อจะทำให้ลืมเรื่องหิวไปได้ นั่งไปสักพักเฉียวลู่ก็นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปถามอวี้หลงที่ดูเหมือนจะพูดเก่งกว่าอวี้ชิงเล็กน้อย “อวี้หลงจ๊ะ ท่านพ่อของพวกเจ้าไปอยู่ที่ไหนหรือทำไมแม่ไม่เห็นเขาเลยพวกเจ้าลำบากขนาดนี้ทำไมเขาไม่อยู่ที่นี่คอยดูแลพวกเจ้า คงไม่ใช่ว่า.....” ประโยคสุดท้ายเสียงของนางเบาลง เฉียวลู่ไม่กล้าพูดในสิ่งที่ตนเองคิดออกไปเพราะกลัวว่าถ้าเกิดมันเป็นเรื่องจริงอาจจะกระทบจิตใจของเด็กทั้งสองคนได้ ช่างเถอะเขาจะอยู่ที่ไหนก็ช่างแต่ตอนนี้เขาได้จากไปแล้วและเด็กทั้งสองคนก็เป็นหน้าที่ของนางเพียงคนเดียวที่จะต้องดูแลเลี้ยงดูพวกเขาให้เติบใหญ่ บางทีการที่นางทะลุมิติมาที่นี่อาจเป็นเพราะเด็กสองคนนี้ก็เป็นได้ เฉียวลู่เลิกสนใจที่จะถามหาพ่อของเด็กชายทั้งสองสิ่งสำคัญที่นางต้องใส่ใจในตอนนี้คืออวี้หลงและอวี้ชิงเท่านั้น
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD