ณ ร้านอาหารอิตาเลี่ยนบนชั้น 9 ของห้างชื่อดัง แพรวาก้าวเท้าเข้าไปภายในร้าน แล้วบริกรหนุ่มของร้านก็ออกมาต้อนรับ แต่สาวน้อยก็พยายามสอดส่ายสายตามองเข้าไปในร้าน และก็เห็นบิดานั่งตรงโต๊ะติดกับผนังกระจก หญิงสาวรีบเดินตรงเข้าไปหาทันที
แต่ทว่าเท้าก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นว่ามีคนนั่งร่วมโต๊ะด้วยอีกคน เธอคือ บัวระวงค์ ผู้หญิงที่คอยดูแลและอยู่ข้างกายบิดา ‘ไม่ใช่เมียใหม่’ แต่ก็ได้รับความสำคัญเชิดชู ออกหน้าออกตาแทนที่มารดาของเธอที่เสียชีวิตไปสิบกว่าปี
เพราะบิดาได้สัญญาว่าจะไม่แต่งงานใหม่ และจะไม่มีผู้หญิงคนไหนแทนที่แม่ของเธอได้อีก บัวระวงศ์จึงไม่ได้ถูกระบุสถานะอะไรทางสังคมกับบิดาของเธอ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าเธอคือนายหญิงคนใหม่ของไร่อัญชัญ และเป็นเลขาส่วนตัวของท่านพิภพ
สาวน้อยรู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจ พาลให้ไม่อยากจะเดินเข้าไปที่โต๊ะ แต่ก็กลับตัวไม่ได้แล้ว เมื่อบิดาหันหน้ามาสบตาเข้ากับเธอพอดี
“แพรวาทางนี้ลูก” ท่านพิภพโบกมือเรียกบุตรสาวสุดที่รัก พลางลุกขึ้นยืนกางแขนออกกว้าง ยิ้มด้วยความดีใจที่ได้เจอกันในรอบสองเดือน
แพรวายิ้มตอบและวิ่งเข้าไปที่โต๊ะ เธอโผตัวเข้าไปกอดบิดาด้วยความคิดถึง และทำเป็นเมินตั้งใจจะไม่ทักบัวระวงศ์ ทำให้ท่านพิภพต้องเป็นคนเอ่ยปากเตือน
“น้าบัวก็มาด้วยนะลูก”
“ค่ะ” แพรวาพยักหน้า แต่ก็ไม่ได้หันไปทักหรือยกมือไหว้แต่อย่างใด
“หนูหิวแล้วค่ะ คุณพ่อสั่งอะไรไปบ้างคะ”
“น้องแพรวาสบายดีนะคะ” บัวระวงศ์พูดแทรกขึ้นมา เมื่อลูกสาวคนเดียวของท่านพิภพทำหยิ่งและเชิดใส่ ไม่ยอมทัก เธอจึงต้องยอมเป็นฝ่ายออกปากทักก่อน
“แล้วคุณตะวันล่ะคะ” หญิงสาวคลี่ยิ้ม เมื่อเห็นสาวน้อยชะงักและหันมาจ้องหน้าเธอ หลังจากถูกจี้โดนปมเข้าถูกจุด
“จะไปรู้ได้ไง เดี๋ยวก็คงมามั้ง” แพรวาพูดด้วยน้ำเสียงห้วน และชักสีหน้าใส่คนที่นั่งตรงข้าม
สาวน้อยไม่เคยชอบผู้หญิงคนนี้เลย แม้หน้าตาภายนอกจะดูสวยอ่อนหวานใจดี แต่ใครจะรู้บ้างว่าภายในแล้ว ผู้หญิงคนนี้ทั้งเจ้าเล่ห์และเจ้ากี้เจ้าการแผนสูง แบบที่ผู้ชายคนไหนก็ตามไม่ทัน
“บัวก็นึกว่าจะมาด้วยกันกับน้องแพรวาซะอีก” บัวระวงศ์พูดแล้วหัวเราะเบาๆ อย่างมีเลศนัย ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกร้อนตัว จนไม่สามารถเก็บปากเก็บคำ ได้อีกต่อไป
“ก็อยากจะมาด้วยกันนะคะ แต่พอดีต่างคนต่างมีธุระ ไม่ได้ว่างสาระแนเรื่องคนอื่น เหมือนใครบางคน” สาวน้อยเปิดฉากฟาดกลับโดยไม่สนใจบิดาที่นั่งอยู่ด้วย
“มาอยู่กรุงเทพก็คงจะสนิทสนมกันขึ้น หลายเท่าเลยสินะคะ” บัวระวงศ์จงใจพูดเพื่อยั่วโมโห ทำให้สาวน้อยรู้ว่าเธอ ได้รู้อะไรบางอย่างเข้าแล้ว
“ก็สนิทกันเหมือนเดิม แต่เรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณ คุณพ่อ ที่เลือกคนมาดูแลหนูได้ดี คุณอาตะวันคอยช่วยเหลือหนูทุกอย่างเลยค่ะ” ท้ายประโยคเธอหันมาพูดกับบิดาเสียงอ่อนลง แต่ก็ถูกพูดขัดคอขึ้นอีก
“เอ๋แล้วดีพอที่จะเป็นลูกเขยท่านได้มั้ยน้า…”
“น้าบัว!” นังงูพิษ! แพรวาโมโหจนควันออกหูเธอกัดฟันแน่น พยายามข่มอารมณ์โกรธเอาไว้
“อุ้ยน้าล้อเล่นค่ะ ท่านค่ะ อย่าถือสาบัวเลยนะคะ” หญิงสาวหันมาพูดกับชายหนุ่มสูงวัย แต่หน้าตายังหล่อเหลาและดูอ่อนกว่าวัย
“เพราะบัวคิดถึงน้องแพรวา เลยอยากคุยเล่นด้วย ก็แค่นั่นแหละค่ะ” บัวระวงศ์หัวเราะร่วนร่าเริงสดใสเอาใจท่านพิภพ
ทำให้อีกฝ่ายยิ้มและคิดว่าเธอ ช่างเป็นคนเอาอกเอาใจเก่ง และไม่ถือสาหาความ ถึงแม้แพรวาจะทำเมินไม่ทัก แต่ก็ยังใจดีพยายามหาเรื่องพูดคุยด้วยอีก
“งั้นเรามาสั่งอาหารกันก่อนดีมั้ย แพรวาอยากทานอะไรลูก” ท่านพิภพหันมาถามบุตรสาว
แล้วตอนนั้นชายหนุ่มที่ถูกกล่าวถึงก็เดินเข้ามาในร้านพอดี เขาเปลี่ยนไปใส่ชุดสูทสีดำ ไม่ได้แต่งตัวเหมือนช่วงเช้าที่ผ่านมา
“สวัสดีครับท่าน ขอโทษที่มาช้าครับ” ตะวันยกมือไหว้เจ้านายเก่า และเป็นผู้มีพระคุณกับเขา ก่อนจะหันไปยิ้มให้บัวระวงศ์และแพรวา
“ไม่เป็นไรนั่งลงๆ นี่พวกเรากำลังจะสั่งอาหารกัน”
“ครับท่าน” ตะวันนั่งลงข้างๆ บัวระวงศ์ตรงข้ามกับแพรวา เขาเห็นว่าสาวน้อยทำหน้าบูดบึ้ง ก็พอจะเดาได้ว่าคงกำลังปะทะคารมกับบัวระวงศ์อยู่แน่ๆ
อาหารค่อยๆ ถูกทยอยออกมาเสิร์ฟ แพรวาตักแซลมอนรมควันให้คุณอาตะวันก่อนอย่างลืมตัว แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น ถ้าไม่ถูกทักขึ้นมาเสียก่อน
“น้องแพรวาค่ะ ควรตักอาหารให้คุณพ่อก่อนนะคะ”
“ก็หนูกำลังจะตักให้คุณพ่ออยู่นี่ไงค่ะ น้าบัวอย่ามาพูดปั่นให้คุณพ่อน้อยใจสิค่ะ” สาวน้อยกำช้อนกับซ้อมในมือแน่น อยากจะเอาซุปเห็ดราดศีรษะของคนที่ชอบพูดจายั่วโมโหเธอดีนัก
“น้าบัวทานเข้าไปเยอะๆ นะคะ ปากจะได้ไม่ว่าง แล้วไม่ต้องพูดอะไรอีก”
“แพรวา” คุณอาตะวันรีบปล่ามหลานสาวคนสวย เมื่อเธอเริ่มพูดจาก้าวร้าวไม่น่ารัก เขาสบตากับสาวน้อยแล้วส่ายหน้า เป็นเชิงเตือน
“ไม่เป็นหรอกค่ะ คุณตะวัน บัวชินแล้วค่ะ”
“อืมแซลมอนรมควันอร่อยมากเลย คุณบัวเลือกร้านได้ดีนะ” ท่านพิภพเอ่ยชมเพื่อจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา แต่นั่นยิ่งทำให้บรรยากาศแย่ลงไปอีก
“หมายความว่าไงคะ ร้านนี้น้าบัวเป็นคนเลือกงั้นเหรอ” แพรวาชักสีหน้าไม่พอใจ หมดอารมณ์อยากจะกินอาหารขึ้นมาทันที รู้สึกน้อยใจที่บิดาเอาใจนังงูพิษมากกว่าตัวเอง
“หนูขอตัวไปเข้าห้องน้ำนะคะ รู้สึกคลื่นไส้อยากจะอ้วก” แพรวาลุกขึ้นยืนแล้วโยนผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะอย่างประชดประชัน และทุกคนบนโต๊ะก็เงยหน้าขึ้นมามองเธอ ด้วยความรู้สึกอึดอัดไม่ต่างกัน
“แพรวาเป็นอะไรรึเปล่าลูก” ท่านพิภพจับที่แขนบุตรสาวด้วยความห่วงใย
“คุณพ่อไม่ต้องห่วงนะคะ หนูไม่เป็นไรหรอกค่ะ อาหารอร่อยมากใช่มั้ยคะ เชิญทานต่อเถอะค่ะ” สาวน้อยยังไม่หยุดพูดประชด
“น้องแพรอย่าพูดแบบนั้นกับคุณพ่อสิค่ะ ไม่น่ารักเลยนะคะ”
“หุบปาก!” แพรวาหันมาตวาดบัวระวงศ์และหันกลับไปหาบิดา
“หนูไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ เดี๋ยวกลับมาค่ะ” แพรวาพยายามระงับอารมณ์โกรธ และไม่อาละวาดต่อหน้าผู้คน
ท่านพิภพรู้จักลูกสาวดีว่าตอนนี้กำลังอารมณ์ขึ้น และต้องปล่อยให้เธอไปจัดการกับอารมณ์ตัวเอง
“บัวว่าบัวคงต้องไปง้อน้องแพรหน่อยดีกว่าค่ะ”
“ผมว่าคุณบัวนั่งอยู่นี่เถอะครับ เดี๋ยวแพรวาก็กลับมาเอง” ตะวันพูดขัดขึ้น เพราะเขากลัวว่าการที่บัวระวงศ์ ไปพูดจาเซ้าซี้สาวน้อยจะยิ่งทำให้เธออารมณ์ร้อนขึ้นกว่าเดิม
“แหมมเข้าใจกันดีเหลือเกินนะคะ อาหลานคู่นี้ แต่บัวก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี ท่านค่ะบัวขอไปดูน้องแพรนะคะ”
ท่านพิภพพยักหน้าอนุญาต แล้วบัวระวงศ์ก็รีบลุกจากเก้าอี้ เดินตามสาวน้อยที่เดินหายเข้าไปทางห้องน้ำ
แพรวากำลังยืนล้างมืออยู่หน้ากระจกบานใหญ่ เธอมองหญิงสาวที่ก้าวเข้ามาในห้องน้ำผ่านกระจกเงาสะท้อน สาวน้อยเอื้อมมือไปปิดก๊อกน้ำ แล้วหันมาเผชิญหน้ากับนังงูพิษ
“เสนอหน้ามาที่นี่ทำไม หนูบอกแล้วใช่ไหม ว่าให้ต่างคนต่างอยู่...” ขณะที่แพรวากำลังพูดอยู่นั้น
บัวระวงศ์ก็ก้าวเท้าเข้ามาใก้ล แล้วแหวกเปิดคอเสื้อของสาวน้อยออก เพื่อดูรอยแดงที่คอและเนินอก หลังจากตอนที่นั่งทานอาหารอยู่ แอบเห็นว่าที่คอของแพรวามีรอยแดง ซึ่งไม่น่าจะเกิดจากสัตว์กัดต่อย แต่คงจะเป็นคนมากว่าที่ทำให้เกิดรอยนี้ขึ้นมา
“เดี๋ยวนี้คุณตะวัน กลายเป็นพวกชอบความรุนแรงไปแล้วเหรอเนีย” บัวระวงศ์หัวเราะเบาๆ
“มันก็แค่รอยแดงนิดๆ หน่อยๆ แต่เทียบไม่ติดกับความฟินที่ได้หรอกค่ะ”