เวลไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าเขาจะมาทำบ้าอะไรที่คณะบริหารบ่อย ๆ เพียงเพราะบอลเพื่อนเขาเรียนคณะนี้ บอลเป็นพี่ชายของพริ้งซึ่งเป็นพี่รหัสของมิ้น
ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าน้องสาวบอลจะไม่เคยเล่าเรื่องอะไรของเด็กสาวคนนั้นให้คนเป็นพี่ชายฟังเลยตั้งแต่รู้ว่าพวกเขาเลิกกัน คนรู้จักของเธอทุกคนก็ดูเหมือนจะตั้งหน้าเกลียดชังเขากันหมด แต่ครั้งนี้ต่างออกไปเมื่อได้ยินข่าวที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงเข้า
“เธอดรอปเรียน” เขาตกใจมากกับข่าวที่ได้รับรู้ ตลอดช่วงเวลาที่คบกัน มิ้นพูดหลายต่อหลายครั้งว่าพี่ชายเธอเป็นห่วงเรื่องการเรียนของเธอมาก เพราะผลการเรียนเธออยู่ในระดับแค่พอไปวัดไปวาได้ไม่ได้เรียนได้ดีเหมือนพี่ชาย เวลามาค้างกับเขาที่คอนโดเธอจึงหอบหนังสือมาอ่านด้วยเพื่อไม่ทำให้พี่ชายผิดหวัง แล้วคนที่มีความตั้งใจขนาดนั้นเนี่ยนะจะหยุดเรียนกลางคัน มันแปลกเกินไปแล้ว
“ทำไมเขาต้องดรอปเรียนวะ”
“กูจะรู้เหรอ” บอลตอบทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเมื่อเพื่อนถามกัน แต่ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“หรือเพราะเขาเสียใจเรื่องมึง” บอลคาดเดาเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด และบอกตามตรงว่ามีโอกาสจะเป็นเรื่องจริงสูงมากทีเดียว
ตอนสองคนนี้คบกันน้องมิ้นทั้งรักและหลงเพื่อนเขามาก พอเลิกกันแล้วจะเสียใจมากจนไม่เป็นอันทำอะไรก็ไม่แปลก แต่ที่แปลกคือเรื่องนั้นผ่านมาเกือบสองเดือนแล้ว ก่อนหน้านี้พริ้งเคยเล่าให้เขาฟังว่าน้องมิ้นก็ดูกลับมาร่าเริงปกติดี แล้วทำไมมาเสียศูนย์ตอนนี้หว่า
“หรือมึงไปทำอะไรให้น้องเขาเสียใจอีก” บอลยังคงคาดเดาต่อ
“อย่ามามั่ว” อย่างยัยนั่นเนี่ยนะจะมาเสียใจเพราะเขา หลังเลิกกันเธอไม่เคยติดต่อเขาอีกเลย ทำเหมือนเขาไม่เคยมีตัวตนในชีวิตเธอ มีแต่เขานี่แหละท่าจะบ้าแอบไปส่องเฟสบุ๊คเธอเหมือนคนโรคจิต จนล่าสุดถึงได้รู้ว่าเธอกดบล็อกเขาไปแล้วเพราะไปส่องไม่ได้อีก แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามยังคอยแอบถามข่าวคราวเธออย่างเนียน ๆ จากคนอื่น ๆ จนตัวเองยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้
ตอนแรกเลยเขาเจ็บใจพี่ชายเธอ เขาและแพนเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่มัธยม ทุกคนล้วนรู้กันหมดว่าเขาเคยจีบแพน แต่ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัยมีแมวมองมาทาบทามแพนไปถ่ายแบบและเล่นละคร ทำให้แพนได้พบกับมาร์คและเกิดหลงใหลมาร์คเข้า ถ้าจะให้พูดตามตรงความรู้สึกตอนนั้นคือเขาเสียหน้ามากเพราะไม่เคยถูกสาวที่ไหนปฏิเสธ ทำให้เพื่อน ๆ ของเขาเก็บเรื่องนี้มาแซวเขาได้เป็นเดือน ๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าเสียหน้าก็เท่านั้น
วันนั้นมิ้นและเพื่อนไปเที่ยวผับที่เขาเป็นนักร้องอยู่ เขาจำได้ว่าเธอดูสะดุดตายิ่งกว่าใคร เธอดูใสซื่อและบริสุทธิ์มากท่ามกลางเหล่า เสือ สิงห์ กระทิง แรด และดูระมัดระวังตัวมาก หนุ่ม ๆ มากมายเข้าไปขายขนมจีบรวมทั้งเพื่อน ๆ ของเขาด้วยแต่เธอก็ไม่สน จนเพื่อน ๆ ของพวกเขาพนันกันว่าถ้าใครจีบมิ้นสำเร็จจะได้รับเงินพนันไป ตอนนั้นเขากำลังต้องการเงินพอดีจึงร่วมพนันกับพวกนั้นด้วยอย่างนึกสนุก
ตอนหลังเขาถึงได้พบว่าการได้คบกับเธอนั้นถือว่าโชคดียิ่งกว่าถูกหวย เธอไม่เรื่องมาก ไม่น่ารำคาญเหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่ผ่านมาเธอเหมือนลูกไก่ในกำมือ เขาบอกอะไรเธอก็เออออไปด้วยหมด จากแค่คิดจะจีบเธอเล่น ๆ เอาเงินพนัน ไป ๆ มา ๆ กลับคบกับเธอถึงหนึ่งปี ทั้งที่เขาก็ทำใจไว้บ้างแล้วว่าเขาและเธอเริ่มต้นกันอย่างไม่ถูกต้อง ยังไงเสียสักวันที่เธอรู้ความจริงก็ต้องมาถึง แต่พอวันนั้นมาถึงเขากลับกระวนกระวายมากกว่าที่ตัวเองคิดจนแม้แต่เขายังไม่เข้าใจตัวเอง
พอลูกไก่ลุกขึ้นสู้ฮึดจะบินออกจากกรงเขาเลยร้อนรน นี่แหละมั้งสาเหตุของอาการกระวนกระวายใจที่เขามี
“เลิกพูดถึงเด็กนั่นเถอะ” เวลตัดบทอย่างเซ็ง ๆ ตอนนี้เขาไม่อยากจะรับรู้เรื่องอะไรของยัยเด็กนั่นให้รำคาญใจอีก
หลังจากนั่งเงียบกันสักพักเสียงเรียกเข้ามือถือก็ดังขึ้น ทั้งที่ปากบอกเพื่อนว่าไม่อยากจะฟังเรื่องอะไรเกี่ยวกับเธออีก แต่พอเห็นว่าใครโทรมามือเขาก็สั่นอย่างห้ามไม่อยู่
‘ที่รัก’ เป็นชื่อที่เจ้าตัวเอาไปพิมพ์เอง บอกว่าเวลาเธอโทรเข้าคนอื่นจะได้รู้ว่าเขามีแฟนแล้ว เวลรีบกดรับทันทีเพราะกังวลว่าปลายสายจะวางไปก่อน
“พรุ่งนี้เย็นเจอกันหน่อยได้ไหมคะ” เสียงหวานดังมาตามสายทันทีที่เขากดรับโทรศัพท์โดยไม่มีถ้อยคำสวัสดี หรือถามไถ่กันก่อนด้วยซ้ำ
แม้ไม่รู้ว่าเธออยากจะคุยกับเขาเรื่องอะไร แต่เจ้าตัวก็ยังตอบรับคำไปอย่างรวดเร็วจนเขายังนึกตลกตัวเอง
เย็นวันถัดมาหลังจากเลิกเรียนเวลก็รีบบึ่งบิ๊กไบค์คู่ใจที่เขาหาซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองไปหาเธอที่ร้านที่เธอนัดไปเจอทันที เขาถอดหมวกกันน็อคออก เซ็ตผมให้เข้าที่อีกสักหน่อย พยายามอย่างยิ่งไม่ให้ริมฝีปากของตัวเองโค้งขึ้นอย่างได้ใจเมื่อพบว่าร้านที่เธอนัดมาเจอก็คือร้านที่พวกเขามาเดตกันครั้งแรกหลังจากตกลงเป็นแฟนกัน
เขาจำได้ว่าตอนที่เธอพามาร้านนี้ครั้งแรกตัวเองต้องพยายามข่มความอายกว่าจะกล้าเดินเข้ามาในร้านหวานแหววแบบนี้ได้ ก็คนอย่างเขาเหมาะกับร้านเหล้าร้านเบียร์มากกว่าร้านเค้กที่แต่งสีชมพูแหววไปทั้งร้านแบบนี้ ก่อนจะก้าวเข้าร้านเขาก็ส่องประตูกระจกเช็กความเรียบร้อยของตัวเองอีกสักหน่อย เธอเป็นผู้หญิงที่มีความเป็นผู้หญิงสูง อ่อนหวาน รักสวยรักงาม ถ้าเห็นเสื้อผ้าเขาหลุดลุ่ยหน่อยเธอจะไม่ชอบใจ
เมื่อเวลเปิดประตูเข้าไปในร้าน เขาเห็นเธอนั่งอยู่คนเดียวโต๊ะริมหน้าต่างที่มองออกไปเห็นสวนดอกไม้ข้างร้าน ร่างสูงก็ตรงเข้าไปหาเธอทันที ทั้งที่เขาก็มาก่อนเวลาเกือบสิบนาทีแต่เธอก็ยังมาถึงก่อนเขา
“แฮ่ม...ถึงนานแล้วเหรอ” เวลส่งเสียงให้รู้ว่าเขามาถึงแล้วเมื่อเธอยังคงมองเหม่อไปนอกหน้าต่างเหมือนคนกำลังมีเรื่องอะไรให้คิด ใบหน้าหวานค่อนข้างซีดจึงหันมามองเขาเมื่อได้ยินเสียง พอเธอหันมาเขาก็นั่งลงตรงข้ามโดยไม่ต้องรอให้เธอเชิญ
“คุณลูกค้ารับเมนูอะไรดีคะ” พนักงานเสิร์ฟผมสั้นอายุน่าจะพอ ๆ กับผู้หญิงที่นั่งตรงหน้าเขาเดินเข้ามาถามทันทีเมื่อเขานั่งลง
เขาไม่ตอบพนักงานกลับเลื่อนเมนูไปตรงหน้าคนที่นั่งอยู่ก่อนแทน
“สั่งให้หน่อย”
ถ้าเป็นแต่ก่อนขนมและน้ำจะมารอตรงหน้าเขาโดยที่เขายังมาไม่ถึงร้านด้วยซ้ำ ผู้หญิงคนนี้จะมาถึงก่อนเขาเสมอเธอบอกว่าไม่อยากให้เขารอนาน เธอรู้ว่าเขาไม่ชอบกินของหวานถ้ามาร้านแบบนี้จะสั่งอเมริกาโน่กับพวกขนมหวานน้อยให้เขา ซึ่งทุกครั้งเขาก็จะกินขนมไม่หมดแล้วเธอก็จะเอาส้อมของตัวเองมาจิ้มกินต่อ แต่วันนี้กลับต่างออกไป เธอยื่นเมนูคืนให้พนักงานเมื่อเห็นเขาไม่สั่ง
“เขาไม่รับเครื่องดื่มค่ะ”
พนักงานที่มารอรับออเดอร์ถือเมนูกลับไปอย่างเซ็ง ๆ ผู้หญิงที่มาถึงก่อนก็สั่งแค่น้ำเปล่ากับเค้กชิ้นเล็กที่เจ้าตัวยังไม่ได้กินด้วยซ้ำ คนมาใหม่ก็ได้เสิร์ฟแค่น้ำเปล่าแบบนี้ร้านจะได้กำไรอะไรกัน
“ฉันอยากจะขอยืมเงิน” เธอตัดสินใจข่มความอายพูดกับเขาออกไปตรง ๆ เมื่อพนักงานเดินออกไปเพราะไม่รู้จะพูดอ้อมค้อมแบบไหนและไม่อยากนั่งอยู่ตรงนี้นาน
“ฮะ?” เวลตวัดตามองเธออย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ที่ผ่านมาผู้หญิงคนนี้ใช้จ่ายไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำ พี่ชายเธอเป็นนายแบบดาราชื่อดังที่เปย์น้องสุดฤทธิ์ ช่วงที่คบกันน้อยครั้งมากที่เธอจะใส่เสื้อผ้าซ้ำตัวเดิม เวลามีโอกาสพิเศษต่าง ๆ เธอก็มักจะซื้อของมาให้เขาอย่างเอาใจ จนเขาต้องบอกเธอให้เลิกซื้อของแพง ๆ มาเพราะเขาไม่ชอบ แต่ตอนนี้เธอกลับมาขอยืมเงินเขาเนี่ยนะ
“ไม่ได้เหรอ” เธออึดอัดกับสายตาที่มองมาอย่างค้นคว้าของเขา ถ้าไม่ได้เธอจะได้ไม่ต้องเสียเวลาแล้วไปหาวิธีอื่น
“เท่าไหร่ล่ะที่มิ้นต้องการ”
เธอกัดริมฝีปากอิ่มอย่างชั่งใจก่อนจะตัดสินใจบอกจำนวนเงินที่ตัวเองต้องการออกไป
“สองแสน”
คนฟังวางหน้านิ่งเดาไม่ออกว่าเขารู้สึกแบบไหน ร่างสูงยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากอดอก เอนกายพิงพนักเก้าอี้มองเธอ
“มันเป็นเงินที่มากพอสมควรนะ…พี่ไม่เคยให้ใครยืมเงินด้วยสิ” เขาพูดออกไปแบบนั้นทั้งที่ความจริงเงินจำนวนเท่านั้นเขาจะยกให้เธอเลยก็ได้ แต่เขาจะต้องรู้เหตุผลที่เธอต้องการใช้เงินเสียก่อน
“ช่างเถอะ งั้นขอโทษที่รบกวน” มิ้นจับกระเป๋าถือที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอก็แค่ลองเสี่ยงดวงดูเพราะไม่รู้จะหวังไปพึ่งใครแต่ถ้าไม่ได้ก็ช่างเถอะ เธอค่อยหาวิธีแก้ปัญหาอีกทีแล้วกัน
พอเธอลุกขึ้นจากโต๊ะเขาก็รีบลุกขึ้นตามแล้วเดินเข้าไปขวาง
“เดี๋ยว...ความจริงก็ไม่ใช่จะไม่ได้ แต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้อะไร” มิ้นพยายามสงบสติอารมณ์คุยกับเขา คนเรานี่ก็แปลกตอนที่รักตอนที่หลงเขา เธออยากจะเห็นหน้าเขาตลอดเวลาวันละสามมื้อก่อนอาหารเลยยิ่งดี แต่ตอนนี้แม้แต่เพียงเสี้ยววินาทีเธอยังไม่อยากมอง ดูอย่างตอนนี้ที่เธอเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือจากเขา เขาจะช่วยเหลือเธอบ้างในฐานะแฟนเก่า หรือในฐานะคนที่เคยมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกันบ้างไม่ได้เลยหรือ หรืออาจเพราะเขาไม่เคยมีความรู้สึกอะไรดี ๆ ให้เธอเลยถึงได้แล้งน้ำใจได้ขนาดนี้
“ถ้าช่วงนี้มิ้นไม่รู้จะทำอะไรและต้องการเงิน มาทำงานกับพี่เป็นไง” เขาพูดพร้อมกับจ้องเธอนิ่ง แค่ไม่กี่เดือนผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนไปมาก ดวงตาเรียวนั้นไม่เหลือเค้าความชื่นชมที่เคยมีให้เขาเลยสักนิด
ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ได้รับรู้ทำให้เขารู้สึกแปลกมาก แปลกจนเข้าขั้นหงุดหงิด
“ฉันขอตัว” เมื่อเขาไม่ยอมให้ยืมเธอก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอยู่ตรงนี้อีก เธอค่อยหาทางเองแล้วกัน