ตอนที่ 1 - เจ้านายใหม่ (1/3)

1369 Words
| แพรรุ้ง | “แพรรุ้ง ขอให้หนูตั้งใจทำงานแบบนี้ต่อไป ที่ผ่านมาหนูรับผิดชอบงานได้ยอดเยี่ยมมาก งานดีไม่มีตกหล่น ขอบคุณที่อดทนกับผมมาตลอดสองปีนะ” นี่คือคำอำลาที่ท่านประธานพีรพลบอกกับฉัน ก่อนท่านจะมอบของขวัญกล่องเล็กๆ ให้เป็นของตอบแทน ในวันที่ท่านปลดตัวเองออกจากตำแหน่งประธานบริษัท ธีรินทร เอนจิเนียริ่ง กรุ๊ป ซึ่งหลังจากนี้จะให้คุณพาริส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนสุดที่รักเข้ามาเรียนรู้งานแทน ตั้งแต่อาทิตย์หน้าเป็นต้นไป ส่วนฉัน ‘แพรรุ้ง รุ่งรังสรรค์’ หญิงสาววัยยี่สิบหก ย่างยี่สิบเจ็ดปี เลขาจำเป็นที่ต้องมาทำงานแทนป้าฉวี เลขาคนเก่าของคุณพีรพล ที่จู่ๆ ก็เกิดป่วยกะทันหัน ป่วยจนสุดท้ายแกก็ขอลาออก เพราะสุขภาพไม่สู้จะดีนัก หลายโรคเริ่มรุมเร้าจนทำงานไม่ไหว ด้วยความที่ป้าฉวีเป็นห่วงท่านพีรพลมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ฉันต้องมารับตำแหน่งนี้แทน เพราะในบรรดากลุ่มแก๊งชาวเลขาหน้าห้องของผู้บริหารระดับสูง ป้าฉวีแกไว้ใจฉันที่สุด ไม่อยากจะบอกเลยว่าเพราะอะไร…มันไม่ค่อยน่าปลื้มใจเท่าไรนัก เรื่องทำงานคล่อง ขยัน เก่งรอบด้านที่ป้าฉวีแกชมบ่อยๆ นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุด แกบอกเอาไว้ว่า ฉันเฉิ่มและเชยดี แกกลัวว่าถ้าเอาคนสวยๆ แต่งตัวจัดๆ ไปเป็นเลขา กลัวว่าคุณกันศนีย์ เมียคนใหม่ของท่านจะไม่ปลื้มเอา แล้วเดี๋ยวจะมาวีน มาโวยวายที่บริษัทเหมือนอย่างกรณีของเลขาคนก่อนหน้าที่มาทำงานแทนป้าฉวี เธอคนนั้นเข้ามาอ่อยคุณพีรพลจนโดนคุณกันศนีย์จับได้ กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตให้คนซุบซิบนินทากันทั้งบริษัท ส่วนความเฉิ่มเชยของฉันที่ป้าฉวีแกว่าเอาไว้คืออะไรน่ะเหรอ!? มันคือการแต่งตัวของฉันเองนั่นแหละ เสื้อเชิ้ตลายดอกตัวโคร่ง สวมทับด้วยสเวตเตอร์ไหมพรมสีอ่อน เข้าคู่กับกระโปรงบานทรงพลีทยาวเลยเข่า เกล้าผมทรงสูง หน้าตาจืดชืด ปากแทบไม่มีสี แถมยังใส่แว่นตากรอบทองห้อยโซ่ไข่มุกคล้องคอ ดูยังไงก็ป้า แกบอกอย่างนั้น เอาเถอะ ฉันไม่ได้แคร์อะไรมากนัก ที่ฉันใส่ชุดแบบนี้ก็แค่ชอบความวินเทจ ย้อนยุค และมันก็ใส่สบายกว่าเสื้อผ้าตัวเล็กๆ รัดๆ ที่จะเดินเหินไปไหนแต่ละทีก็แสนจะลำบาก เอาหน่า...แค่มีงานให้ทำ มีเงินเดือนให้ใช้แต่ละเดือนในอัตราที่ฉันพอใจ แค่นี้มันก็ดีถมเถไปแล้ว งานสมัยนี้หายากจะตาย กอดงานที่ได้เงินดีไว้…คือสิ่งที่ดีที่สุด ฉันคิดอะไรเพลินๆ ในขณะที่มือก็กำลังจัดเรียงเอกสารใส่แฟ้มส่งคืนฝ่ายงานต่างๆ ก่อนที่ใครบางคนจะมายืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของฉัน “แพร…เย็นนี้ท่านประธานเชิญทีมเลขาไปกินโต๊ะจีน” เสียงคุณกังสดาล หรือพี่กั้ง เลขาของผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งของบริษัทพูดโพล่งขึ้นมา พี่กั้งแกเป็นคนสวย จิตใจดี พูดเก่ง เป็นคนที่ฉันสนิทด้วยที่สุดในบริษัทนี้รองจากป้าฉวี “เหมือนเดิมนะพี่กั้ง แพรไม่อยากไป แพรจะรีบกลับไปดูซีรีส์เกาหลี แพรดูค้างไว้ ถึงตอนไคลแม็กซ์ของเรื่องแล้วด้วย” “ไอ้แพรเอ๊ย…งานนี้แกต้องไปว่ะ ไม่ไปนี่น่าเกลียดแย่เลย คุณพีรพลท่านเดินมาเชิญด้วยตัวเอง ท่านบอกว่าทุกคนต้องไป” “แต่แพรก็บอกลาท่านไปแล้วนะ ยังต้องไปอีกเหรอ” “แพร…!!” “โอเคๆ ก็ได้ๆ ไปก็ได้ค่ะพี่กั้ง ไม่ปฏิเสธแล้ว” “เออ ก็แค่เนี้ย หัดออกงานสังคม หัดออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างนะเรา ขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง อุดอู้แย่” ที่พี่กั้งพูดแบบนี้ก็เพราะฉันผู้เฉิ่มเชยอย่างที่ใครๆ ว่า ไม่เคยไปกินเลี้ยง หรือไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อนๆ หรือรุ่นพี่ในบริษัทเลย ฉันบอกปฏิเสธทุกครั้งที่พวกเขาชวน แม้แต่งานเลี้ยงบริษัทเอง ฉันก็ไม่เคยไปเลยสักครั้งเช่นกัน แต่ครั้งนี้…ไม่ไปก็คงไม่ได้ “เอ้อ...แล้วพี่พอจะรู้มั้ย ว่าคุณพาริสเขาจะเข้ามาทำงานวันไหน เห็นท่านพีรพลบอกอาทิตย์หน้า แต่อาทิตย์หน้าวันไหน แพรจะได้เตรียมทำใจไว้แต่เนิ่นๆ” “ทำใจเรื่องอะไรวะแพร” “ก็เรื่องที่คุณพาริสเขาเจ้าชู้มากไง” “โอ๊ย…ไอ้แพรเอ๊ย เคยรู้อะไรบ้างมั้ยเนี่ย คุณพาริสเขาเป็นเกย์ สาวๆ ที่คุณพาริสควงแต่ละคน ที่เราเห็นว่าเอ็กซ์ๆ นมตูมๆ ตูดใหญ่ๆ แต่งตัวนุ่งน้อยห่มน้อยพวกนั้นน่ะ เพื่อนสาวของเขาทั้งนั้น อ้อ…แต่ถึงแม้เขาจะไม่ใช่เกย์ สมมติว่าเขาเป็นชายแท้ แมนทั้งแท่ง แกก็ไม่อยู่ในสายตาเขาหรอก เฉิ่มเชยขนาดนี้” “โห…พี่กั้ง แรงอะ” “นี่พี่สนิทนะ ถึงกล้าพูดแบบนี้ หรือแพรว่ามันไม่จริงล่ะ” “เฮ้อ…ก็จริงอย่างที่พี่พูดแหละ” ฉันมองหน้าพี่กั้ง ก่อนหัวเราะแห้งๆ ตอบกลับไป “งั้นเย็นนี้แพรไปกับพี่ละกัน หกโมงเย็นนะแพร” “โอเคค่ะพี่” พี่กั้งหันหลังเดินกลับไปทำงานที่โต๊ะของตัวเองต่อ ส่วนฉันก็ง่วนอยู่กับกองเอกสารกองใหญ่ที่เคลียร์ยังไงก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยสักนิด ฉันทำงานด้วยความง่วงตลอดทั้งบ่าย หันไปดูนาฬิกาอีกทีก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว ฉันลุกขึ้นชะเง้อคอมองไปทางโต๊ะทำงานพี่กั้ง แต่สิ่งที่ฉันเห็น คือพี่ๆ เลขาแต่ละคนกำลังเติมหน้าเติมปากให้กลับมาสวยเช้งวับอีกครั้ง เดี๋ยวนะ…แค่ไปกินโต๊ะจีน ต้องแต่งสวยจัดเต็มกันขนาดนั้นเลยเหรอ!? แต่เอาเหอะ ใครอยากทำอะไรก็ทำไป ฉันเริ่มเก็บข้าวของยัดลงกระเป๋าผ้าใบใหญ่ ก่อนเดินไปหาพี่กั้งที่โต๊ะ จากนั้นเราก็เดินลงจากชั้นยี่สิบมาที่ลานจอดรถของบริษัท พี่กั้งขับรถอีโคคาร์คันจิ๋วของเธอ พาเราไปยังภัตตาคารจีนในโรงแรมห้าดาวใจกลางกรุง แม้จะอยู่ไม่ไกลจากตึกของบริษัทมากนัก แต่ที่นานก็เพราะวันนี้ฝนตกหนัก รถติด แถมยังเป็นเย็นวันศุกร์ ตามสูตรเป๊ะๆ เกือบชั่วโมงก็มาถึงภัตตาคารที่ว่า หลายคนมาถึงก่อนหน้านี้แล้ว พวกเรานั่งรออยู่ไม่นาน เจ้าภาพก็มาถึง บรรยากาศโต๊ะจีนเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ส่วนมากก็มักจะหยิบเอาเรื่องเก่าๆ สมัยดึกดำบรรพ์ของบริษัทออกมาเล่ากันอย่างมันปาก ส่วนฉันที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่ปี ใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่สนใจสิ่งที่พวกรุ่นพี่เขาเมาท์มอยกันเท่าไรนัก “เอ้อ…แพรรุ้ง วันจันทร์ลูกชายฉันจะเข้าไปทำงานที่บริษัท ผมอยากให้คุณช่วยสอนงานเขาหน่อย ว่าต้องทำอะไรจัดการตรงไหนบ้าง” “ให้แพรสอนคุณพาริสเนี่ยนะคะท่าน โห…แพรว่าให้พี่เล็ก หรือพี่นิดหน่อยแนะนำคุณพาริสน่าจะดีกว่าค่ะ” “เจ้าพาริสมันหัวไว คุณสอนน่าจะเข้าใจมากกว่า อายุเท่ากัน คุยภาษาเดียวกันเข้าใจง่ายกว่า ไหนๆ คุณก็ต้องเป็นเลขาพาริสเขาอยู่แล้ว” “แต่…” พี่กั้งที่นั่งถัดจากฉันเอาเท้าเธอมาสะกิดเท้าฉัน นี่คงเป็นสัญญาณที่บอกว่า ยัยแพรรุ้ง…เธอควรหุบปาก อย่าเถียงเจ้านาย “ก็ได้ค่ะ แพรจะลองดูค่ะท่าน” ฉันตอบคุณพีรพลไป พร้อมกับยิ้มกว้างเห็นฟันครบทุกซี่ ทำไงได้ล่ะ เป็นเลขาก็ต้องทำตามคำสั่งเจ้านายนั่นแหละ เอาจริงๆ ใครมันจะไปกล้าขัดคำสั่งท่านได้ล่ะ :: โปรดติดตามตอนต่อไป :: Enjoy Reading ka :)
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD