หลังจากโดนคำด่าชุดใหญ่ไฟกะพริบระเบิดใส่หน้าท่ากลางลานโรงงานอุตสาหกรรม ‘ตาร์’ ที่เพิ่งทรงตัวยืนได้อย่างมั่นคงบนรองเท้าส้นสูงสองนิ้วเจ้ากรรมก็หน้าร้อนผ่าว ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างจ้องลึกเข้าไปในตาของ ‘หัวหน้าปูน’ ช่างหนุ่มรุ่นน้องจอมปากจัดอย่างเอาเรื่อง สัญชาตญาณสาววัยยี่สิบแปดปีที่ถือคติ ‘ด่ามาด่ากลับไม่โกง’ ทำงานทันควันทันที!
“นี่คุณปูน! แซวแรงไปแล้วนะคะ! คนเกือบจะเจ็บตัวแทนที่จะถามไถ่กันดี ๆ แต่กลับมาพ่นไฟด่าสับใส่กันยาวเป็นชุดขนาดนี้!” ตาร์โต้เถียงกลับทันควันพลางสะบัดแขนข้างที่โดนปูนคว้าไว้ออกเบา ๆ ใบหน้างามเชิดขึ้นแง่งอน “ฉันยอมรับค่ะว่าฉันใส่รองเท้าผิดประเภทมาหน้างานเพราะความรีบร้อน แต่มันก็เป็นอุบัติเหตุไหมคะ? ไม่เห็นต้องลากไปถึงขั้นยกเลิกสัญญาหรือแช่งให้ฉันเข้าห้องไอซียูขนาดนั้นเลยนี่!”
ปูนเลิกคิ้วหนา จ้องมองยัยเซลล์รุ่นพี่ที่กำลังยืนเท้าสะเอวเถียงเขาฉอด ๆ อย่างไม่ยอมแพ้ แววตาคู่คมยังคงนิ่งสนิทขัดกับอารมณ์ฉุนเฉียวเมื่อครู่
“ผมไม่ได้แช่ง แต่ผมพูดตามความเป็นจริง หน้างานจริงมันไม่มีคำว่า ‘ขอโทษ’ หรอกครับคุณตาร์ ถ้าเจ็บตัวขึ้นมาก็คือเจ็บจริง เจ๊งจริง” ปูนพูดเสียงเรียบเย็นแต่เด็ดขาด “ถ้าคุณคิดว่าการเตือนสติเรื่องความปลอดภัยคือการซ้ำเติม วันหลังคุณก็ไม่ต้องลงมาเดินตรวจหน้างานกับทีมช่างอีก ยืนรอฟังผลสรุปในห้องแอร์นู่น”
ตาร์สูดหายใจเข้าลึก กัดฟันกรอดด้วยความขัดใจในความเถรตรงไม่ไว้หน้าใครของไอ้เด็กหนุ่มอายุยี่สิบหกตรงหน้า เธออยากจะอ้าปากเถียงต่ออีกสักสามประโยค แต่พอเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตและแฟ้มเอกสารที่ปูนช่วยก้มเก็บขึ้นมาปัดฝุ่นให้อย่างลน ๆ ในมือ ประกอบกับความจริงที่ว่าถ้าไม่มีมือหนาคู่แกร่งคู่นั้นคว้าแขนเธอไว้เมื่อครู่ เธอคงได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลจริง ๆ ศักดิ์ศรีในใจจึงยอมลดราวาศอกลงมานิดหนึ่ง
“...เออ ๆ ยอมรับผิดก็ได้ค่ะ!” ตาร์สะบัดเสียงใส่เล็กน้อย ก่อนจะกระแอมในคอแล้วเอ่ยเสียงอ้อมแอ้มตามมารยาทที่ควรจะมี “แต่... ยังไงก็... ขอบคุณแล้วกันนะคะที่ช่วยคว้าไว้ทันเมื่อกี้”
ปูนชะงักไปนิดเมื่อได้ยินคำขอบคุณแบบฝืนใจของหญิงสาว ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาทำหน้าเคร่งขรึมตามเดิม “ขอบคุณแล้วก็จำไว้ด้วยครับ... เอาล่ะ ไปหาพี่บีฝั่งนู้นเถอะ เขาเดินนำไปถึงตู้ควบคุมแล้ว”
บ่ายสามโมงครึ่ง ณ ออฟฟิศ บริษัท พีเอ็ม เซอร์วิส แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด
ตาร์เดินทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานของตัวเองอย่างหมดแรง สภาพเท้าทั้งสองข้างบวมเป่งจากการฝืนเดินบนพื้นปูนขรุขระในโรงงานแช่แข็ง หญิงสาวถอดรองเท้าคัทชูออกแล้วเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะใส่ในออฟฟิศทันที พลางกระแทกสมุดโน้ตลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง ปัง!
“เป็นไงจ๊ะตาร์? ไปสำรวจหน้างานโรงงานอาหารแช่แข็งมหาชัยมา สนุกสมใจไหม?” ‘พี่เจน’ ซีเนียร์เซลล์รุ่นพี่เดินถือแก้วกาแฟเข้ามาร้องทักพร้อมรอยยิ้มล้อเลียนเมื่อเห็นสภาพหมดอาลัยตายอยากของรุ่นน้อง
“สนุกกับผีน่ะสิคะพี่เจน!” ตาร์โวยวายออกมาทันที ดวงตาคู่สวยลุกโชนไปด้วยความอัดอั้น “พี่เจนรู้ไหมคะ ไอ้หัวหน้าปูนผู้ช่วยฝ่ายซ่อมบำรุงคนนั้นน่ะ ปากร้ายยิ่งกว่ากรรไกรตัดเหล็กซะอีก! วันนี้ตาร์รีบจัดจนใส่คัทชูส้นสูงไป แล้วพื้นโรงงานมันลื่นคราบน้ำเมือกปลา ตาร์เกือบสะดุดล้มหัวฟาดตะแกรงเหล็ก ดีนะที่เขายังมีแก่ใจคว้าแขนตาร์ไว้ทัน”
“อ้าว! แล้วไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม?” พี่เจนทำตาโตหน้าตาตื่น
“ไม่เจ็บค่ะพี่เจน แต่หัวใจเกือบวายเพราะคำด่าของเขาเนี่ยแหละ!” ตาร์เบ้ปาก “พอคว้าแขนตาร์ปุ๊บ แทนที่จะถามว่า ‘คุณตาร์เป็นอะไรไหมครับ’ ตามมารยาทสุภาพบุรุษ แต่เปล่าเลยค่ะ! เขาพ่นไฟด่าตาร์ยาวเป็นชุด หาว่าตาร์เห็นโรงงานเป็นรันเวย์เดินแบบบ้างล่ะ ขู่ว่าถ้าหัวฟาดไปสัญญาคงไม่ต้องเซ็นกันแล้วต้องไปเซ็นเข้าไอซียูแทนบ้างล่ะ ด่าจนตาร์หน้าชาไปหมดเลยค่ะพี่! ปากจัดไม่มีใครเกิน เกิดมาตาร์ยังไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนพูดจาขวานผ่าซากขนาดนี้เลย!”
ตาร์พ่นความอัดอั้นตันใจออกมาเป็นชิ้น ๆ หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นพลางนึกถึงแฟนหนุ่มของตัวเองที่ปกติมักจะพูดจาคะขา สุภาพเรียบร้อยและคอยเอาใจเธออยู่เสมอ พอมาเจอเด็กหนุ่มรุ่นน้องบ้าพลังที่ด่าเอาราวกับเธอไปเผาบ้านเขาแบบนี้ มันช่างขัดหูขัดตาชวนให้หงุดหงิดสิ้นดี
ในขณะที่ตาร์กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยง พี่เจนกลับระเบิดเสียงหัวเราะร่าออกมาอย่างชอบใจจนกาแฟในแก้วเกือบหก
“อุ๊ย... พี่เจนหัวเราะอะไรคะ! ตาร์เกือบจะหัวฟาดพื้นปูนตายในหน้าที่เลยนะ!” ตาร์ท้วงเสียงเขียว
“พี่ไม่ได้ขำเรื่องที่ตาร์เกือบล้มหรอกย่ะ” พี่เจนปาดน้ำตาที่เล็ดออกมาจากการหัวเราะ “แต่พี่ขำที่ตาร์โดน ‘เด็กซ่อมบำรุง’ สั่งสอนเข้าให้แล้วไงล่ะ”
พี่เจนลากเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้ดูเป็นงานเป็นการมากขึ้น “ฟังพี่นะตาร์... พฤติกรรมแบบคุณปูนน่ะ มันเป็นเรื่อง ‘ปกติของคนที่ทำงานหน้างานแล้วโดนคนอื่นกดดันมหาศาล’ ยิ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ต้องแบกรับวิกฤตไลน์ผลิตมูลค่าเป็นสิบล้านของ ‘พี่สมชาย’ ผู้จัดการฝ่ายผลิตที่พร้อมจะสับหัวเขาได้ทุกเมื่อ ความเครียดในหัวมันเลยพุ่งทะลุปรอทตลอดเวลา”
ตาร์นิ่งฟัง คิ้วที่ขมวดอยู่เริ่มคลายออกเล็กน้อย
“คนประเภทนี้เวลาอยู่ที่หน้างาน เขาจะกลายเป็นโหมดป้องกันตัวเองขั้นสุด” พี่เจนอธิบายต่อพลางเคาะนิ้วกับโต๊ะ “พอเขาเครียดและกดดันจากเบื้องบนที่เขาควบคุมไม่ได้ เขาก็เลยต้องหาทางระบายหรือปลดปล่อยพลังงานลบเหล่านั้นออกมากับคนที่เขาสามารถควบคุมได้ หรือคนที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าในสถานการณ์นั้น ๆ... ซึ่งในหน้างานโรงงานบ่ายวันนี้ คนคนนั้นก็คือตาร์ไงล่ะจ๊ะ”
“หมายความว่าเขาเห็นตาร์เป็นที่ระบายอารมณ์เพราะตาร์เป็นเซลล์ใหม่เหรอคะ?” ตาร์ถามเสียงขุ่น
“มันก็ไม่เชิงระบายอารมณ์อย่างไร้เหตุผลหรอก แต่อารมณ์ดุดันขวานผ่าซากของเขามันมาจากความห่วงหน้าพะวงหลังลึก ๆ ของเขาด้วยนั่นแหละ” พี่เจนยิ้มเจ้าเล่ห์ “เขากลัวว่าถ้าตาร์เกิดเป็นอะไรไปในพื้นที่ของเขา งานเขาจะยิ่งพัง ยิ่งโดนกดดันหนักกว่าเดิม เขาก็เลยเลือกที่จะด่ากลบเกลื่อนความเครียดเพื่อตัดปัญหาไม่ให้ตาร์ทำอะไรเปิ่น ๆ อีก”
ตาร์ถอนหายใจยาวพลางพยักหน้าตามคำวิเคราะห์ของรุ่นพี่ซีเนียร์... เออแฮะ พอมาคิดดูดี ๆ ตอนที่อยู่ในร้านกาแฟเมื่อวาน ปูนก็พูดถึงเรื่องความรับผิดชอบและแรงกดดันสิบล้านจากฝ่ายผลิตด้วยน้ำเสียงจริงจังจนเธอเถียงไม่ขัด
“เอาเถอะค่ะ... ถึงจะเข้าใจเหตุผล แต่คราวหน้าคราวหลังตาร์ไม่ยอมให้ด่าฟรีแบบนี้แน่” ตาร์เม้มริมฝีปากแน่น แววตากลับมามุ่งมั่น “พี่บีสรุปอาการหน้างานมาแล้วค่ะว่าตู้ MDB และระบบ Chiller มีจุดที่ต้องเปลี่ยนพาร์ทเสริมอีกสองสามรายการ เดี๋ยวตาร์จะรีบทำใบเสนอราคาฉบับสมบูรณ์ส่งให้หัวหน้าปูนสุดโหดคนนั้นดู คราวนี้แหละ... ตาร์จะใส่ชุดเซฟตี้เต็มยศ รองเท้าผ้าใบหนาปึ้ก เดินเข้าไปยื่นเอกสารอัดหน้าเขาให้ดูเลยคอยดู!”
พี่เจนตบมือชอบใจ “ดีมากตาร์! มันต้องสู้ยิบตาแบบนี้สิ ถึงจะสมฐานะนักล่าสัญญาของพีเอ็มเซอร์วิส!”
แม้ปากจะบอกว่ารำคาญและเกลียดความปากร้ายของช่างหนุ่มรุ่นน้องคนนี้แค่ไหน แต่ตาร์ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วิกฤตและความกดดันที่เกิดขึ้นในโรงงานอาหารแช่แข็งมหาชัยครั้งนี้ กำลังผลักดันให้เธอก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองและเติบโตขึ้นในฐานะเซลล์มืออาชีพอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คิดไว้เสียอีก!