หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
Lapangan Terbang Antarabangsa Changi Singapura หรือ ท่าอากาศยานชางงี สนามบินหลักแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ นับเป็นสนามบินที่ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสนามบินที่ดีที่สุดของโลกมาอย่างต่อเนื่อง
ไวโอลิน เด็กสาววัยแรกรุ่นที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงของวัยสาว หน้าตาน่ารัก ใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวอมชมพู แก้มใส ปากนิด จมูกหน่อย กับทรงผมหน้าม้าปัดข้างที่ยาวไม่มากนัก ดูสวยเหมาะสมกับวัย พึ่งจะเดินทางมาถึงที่นี่ในช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา
ทันทีที่ขาทั้งสองข้างก้าวเข้าสู่อาคารผู้โดยสารเธอก็พบว่าที่นี่ได้รับการออกแบบที่สวยงามแบบไร้ที่ติ ถือเป็นประตูไปสู่วิถีแห่งศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร และความบันเทิงในท้องถิ่นนี้
ไวโอลิน เดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเองเพียงลำพัง หลังจากที่นัดกับพ่อแม่ของเธอ เพื่อไปเคารพศพของพี่ชายในวาระครบรอบหนึ่งปีของการจากไป อากาศของที่นี่เย็นสบายไม่ร้อน และไม่หนาวอย่างที่คิด อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 26 องศาเซลเซียสอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ที่นี่ดูสะอาดสะอ้านมาก สมกับเป็นสนามบินที่ดีที่สุดของโลกด้วยการจัดอันดับ ผู้คนส่วนใหญ่ยิ้มแย้มแจ่มใสไม่ผิดไปจากเมืองไทยมากนัก เพียงแต่แค่คนที่นี่ไม่ได้ใช้ภาษาไทย แต่เป็นภาษาอังกฤษซะส่วนใหญ่ จีน มลายู ทมิฬบ้างประปราย
ไวโอลิน โดยสารรถแท็กซี่ออกจากสนามบินมุ่งหน้าสู่ที่พักใช้เวลาไม่นานนัก ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ยี่สิบถึงสามสิบห้าเหรียญสิงคโปร์ เธอจองห้องพักไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านถนนออชาร์ด ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงแรมที่เธอจองไว้ในระดับห้าดาว ราคาอยู่ที่ประมาณสองเหรียญต่อคืน หรือราว ๆ สี่พันกว่าบาท ที่เลือกที่นี่ก็เพราะอยู่ติดกับสถานีขนส่งมวลชน มีสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่ช้อปปิ้ง รวมไปถึงสถานบันเทิงที่มีอยู่ครบครัน
แต่ไวโอลินกลับไม่ชอบไปเที่ยวในสถานที่แบบนั้นสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่าเธอไม่ดื่มและเต้นไม่ค่อยเก่ง รวมถึงไม่ชอบบรรยากาศที่ต้องพบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา ที่สำคัญเธออายุยังไม่ครบสิบแปดปีเต็ม ซึ่งจริง ๆ แล้วที่เธอเลือกที่พักในย่านนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเดินทางที่สะดวก เน้นช้อปเที่ยวกินเป็นหลัก ที่สำคัญ ออชาร์ด (ที่แปลว่า สวนผลไม้) ยังเปรียบได้กับถนนฟิฟธ์แอเวนิวของนิวยอร์ก หรือ อาฟว์นูว์เดช็องเซลีเซของปารีส เหมาะสำหรับขาช้อปอย่างเธออีกด้วย
“ว้าว! ห้องพักสวยหรู สมราคาแฮะ” ไวโอลินรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง หลังจากเมื่อหนึ่งปีก่อน เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่ออ่านข้อความบนแอปพลิเคชันไลน์ แน่นอนว่าเจ้าของข้อความเป็นชายหนุ่มคนพิเศษของเธอที่อยู่เมืองไทยในตอนนี้
“ถึงสิงคโปร์แล้ว อย่าลืมไลน์บอกฉันด้วย เป็นห่วงนะ ยัยบ๊อง!” งื้อ! ไวโอลินยิ้มแก้มแดงพลางขบเม้มริมฝีปากชมพูอย่างเขิน ๆ หลังจากที่ได้อ่านข้อความหวาน ๆ ของชายหนุ่มคนดังกล่าว ก่อนที่เธอจะเปิดโหมดบนมือถือเพื่อถ่ายภาพของตัวเองแล้วกดส่งกลับไปในไลน์ของเขา
“ถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงนะ…” รัก! ไวโอลินเว้นวรรคไว้แค่นั้น เพราะเธอไม่มีทางบอกรักผู้ชายก่อนแน่
ให้ตายเถอะ! แม้จะอยู่ในศตวรรษที่ 21 แล้วก็ตาม แต่คงจะไม่ดีแน่ ถ้าหากว่าเธอบอกแบบนั้นออกไป ท่องไว้ ๆ กุลสตรีไทย
จากนั้น ไวโอลินก็ลุกขึ้นสำรวจห้องพักสวย ๆ กับบรรยากาศดี ๆ ที่เธอจะต้องอยู่ที่นี่ ตลอดหนึ่งเดือนเต็ม
เช้าวันใหม่
ไวโอลินออกจากที่พักเพื่อเดินทางไปยัง เซ็นโตซ่า ตามที่นัดไว้กับพ่อและแม่ของเธอ ซึ่งท่านทั้งสองทำงานอยู่ที่นี่มานานหลายปี จนกระทั่งมันได้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของพวกท่านไปแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้เลือกที่จะพักรวมกับพวกท่าน เพราะคงจะไม่สะดวกหากว่าท่านจะต้องมาดูแลเธอไปด้วย ทั้ง ๆ ที่งานของทั้งสองคนก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว
ไวโอลินแวะที่ถนนออชาร์ด เพื่อเลือกซื้อของฝากสำหรับชายหนุ่มคนพิเศษ ผู้ชายผิวขาว คิ้วเข้ม สูงเกินกว่ามาตรฐานชายไทย แม้ว่าเขาจะเป็นคนไทยแท้ๆ แต่ใบหน้าของเขาก็ดูไม่ค่อยจะเหมือนคนไทยเสียเท่าไหร่ ฮอร์น คือชื่อเรียกของผู้ชายคนนั้น ที่เธอคบมาได้ประมาณปีกว่าๆ หลังจากที่สูญเสียพี่ชายไป ฮอร์นก็รับหน้าที่เป็นทั้งพี่ชาย แฟน และคน...อืม! คน…ไม่ ไม่ ไม่! ขอเว้นไว้เท่านี้พอ เพราะเธอต้องท่องคำว่า กุลสตรีไทย เอาไว้อยู่เสมอ
ไวโอลินมีงบเพียง 150 เหรียญ และเธอต้องซื้อของไปฝาก บราวนี่ ยัยเพื่อนสนิทตัวแสบที่กินจุเอามากๆ แต่กินเท่าไหร่ก็ยังไม่อ้วนสักที แน่นอนว่าของฝากที่ว่านั้นคือ ขนมหวาน สำหรับฮอร์น ต้องเป็นกล่องที่ใหญ่ที่สุด ส่วนกล่องเล็กรองลงมาเป็นของยัยบราวนี่เพื่อนรักของเธออย่างไม่ต้องคิดให้มากความ
ไวโอลินนั่งกระเช้าลอยฟ้าไปยังเซ็นโตซ่า (Sentosa Island) เป็นกระเช้าลอยฟ้าที่นั่งจากภูเขาเมาท์เฟเบอร์ (Mount Faber) ข้ามไปยังเกาะเซ็นโตซ่า โดยระหว่างทางเธอนั่งชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลสิงคโปร์จากบนกระเช้าแถมยังมองเห็นเกาะของประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย จากนั้นเธอเลือกที่จะโดยสารรถเมล์ต่อไปยังหาดปาลาวัน เพื่อไปตามนัดที่ให้ไว้กับพ่อและแม่ แถมยังถือโอกาสให้ท่านทั้งสองเลี้ยงฉลองสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมปลายให้เธอล่วงหน้าด้วยเลย
นี่ถือเป็นความคิดที่เฉลียวฉลาดมากทีเดียว สำหรับวัยรุ่นที่อายุกำลังจะครบสิบแปดปีเต็ม ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
ไวโอลินใช้เวลาในการเดินทางเพียงไม่นานก็มาถึง สถานที่พักสงบของสุสานแห่งหนึ่งบนเกาะแห่งนี้ “พี่คะ พี่สบายดีใช่ไหม ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หนูจะเป็นเด็กดี จะตั้งใจเรียน และจะเป็นน้องสาวที่น่ารักของพี่และหลานสาวที่น่ารักของคุณป้า หนูสัญญาว่าจะมาที่นี่ทุกปี พักให้สบายนะคะ พี่เหนื่อยมามากแล้ว” ไวโอลินยืนอยู่ต่อหน้าหลุมฝังศพของ เลิฟ พี่ชายสุดที่รักของเธอ ที่เสียชีวิตที่นี่ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหนึ่งปีก่อน
ไวโอลิน นำช่อดอกลิลลี่สีขาวขนาดใหญ่ไปวางไว้ที่หน้าหลุมฝังศพ แล้วก้มหน้าลงเศร้า ๆ แม้ว่าพี่ชายของเธอจะจากไปนานแล้ว แต่เธอก็ยังจดจำใบหน้าที่หล่อเหลา และรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นของเขาได้เสมอ รอยยิ้มที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน
จนกระทั่งวันที่เธอได้พบกับฮอร์น ชายหนุ่มคนพิเศษ เธอถึงได้รู้ว่าฮอร์น คือรอยยิ้มของพี่ชายที่ไม่เคยจางหายไป และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ ฮอร์นพิเศษกว่าชายหนุ่มคนอื่น ๆ ที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาที่เธอสูญเสีย
“หนูรักพี่นะคะ”
ไวโอลินระบายยิ้มออกมาบาง ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองสถานที่สวยงามแห่งนี้ สถานที่พักสงบในอ้อมกอดของพระเจ้า ผู้ที่ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และมวลมนุษยชาติ
ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ ที่มีแต่หลุมฝังศพที่อบอวลไปด้วยกลีบของดอกไม้นานาชนิด ที่ญาติของพวกเขาเหล่านั้นนำมาวางไว้ เสมือนอยู่ท่ามกลางสวนพฤกษชาติมันสวยงามและเงียบสงบเกินกว่าจะเป็นเพียงสถานที่ฝังศพเท่านั้น ไวโอลินคิดว่า
จริง ๆ แล้วความตายก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใคร ๆ คิด แต่การจากลาต่างหาก ที่เป็นเรื่องน่าเศร้า
เธอมองดูป้ายชื่อที่หน้าหลุมฝังศพของเลิฟ จนเผลอน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว 'เพราะไม่ว่ายังไง มันก็อดที่จะคิดถึงเขาไม่ได้จริง ๆ'
หลังจากนั้น
พ่อและแม่ก็พาเธอไปรับประทานอาหารมื้อพิเศษด้วยกันตามที่เธอขอไว้ ซึ่งไวโอลินสั่งอาหารจีนที่พี่ชายของเธอชอบทานมากที่สุด เป็นเมนูชุด หม้อไฟร้อน หรือ ที่นี่เรียกกันว่า หั่วกัว ซึ่งในสมัยก่อนเรียกเจ้าหม้อไฟนี้ว่า กู่ต่งเกิง เป็นเสียงของเนื้อนุ่ม ๆ สัมผัสลงในน้ำต้มเดือด ๆ แบบที่เรากินชาบู ซึ่งที่นี่นิยมใช้เนื้อวัวหรือเนื้อแกะในการรับประทาน
ส่วนรสชาติของซุปที่ใช้จะมีรสเผ็ดร้อน เหมาะสำหรับทานในช่วงอากาศหนาว ๆ เสน่ห์ของหม้อไฟ ก็คือการกินไปด้วยลวกเนื้อไปด้วย เรียกได้ว่าฟินระดับ 10 เลยทีเดียว ระหว่างที่รับประทานหม้อไฟร้อนอยู่นั้น ไวโอลินก็ได้พบกับ ไมค์ ที่เป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียนของพี่ชายเธอ หนึ่งอาทิตย์นับจากนี้ ไมค์รับอาสาเป็นไกด์ทัวร์พาเธอตะลอนเที่ยวไปให้ทั่วสิงคโปร์
'คิดแล้วก็น่าสนุกใช่ไหมล่ะ แน่นอนว่ามันไม่ได้สนุกอย่างที่คิด'
เพราะว่าไมค์มักจะพูดภาษาซิงลิช (Singlish) หรือ ภาษาอังกฤษในแบบที่คนสิงคโปร์ชอบพูดกัน ซึ่งมันเป็นสำเนียงที่ค่อนข้างจะฟังยาก แม้ว่าไมค์จะพูดไทยได้ แต่เขาก็มักที่จะพูดภาษาที่ทำให้เธองุนงงอยู่เสมอ
“เฮ้...หวัดดี! อะไรเข้าฝันให้เธอตัดผมทรงนี้เนี่ย” 'เป็นคำทักทายประโยคแรกที่ดูไม่ค่อยจะเป็นมิตรสักเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ไมค์กำลังพูดอยู่กับน้องสาวของเพื่อนรักคนสนิทอยู่นะเนี่ย' คิ้วโค้งสวยได้รูปขมวดเข้าหากัน เมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากหลบซ่อนอยู่ในคำพูดทีเล่นทีจริงของเขา
“นายมีปัญหาอะไรไมค์” ไวโอลินพูดสวนกลับไปขณะที่ไมค์หันไปยิ้มทักทายพ่อและแม่ของเธอ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ น้องสาวตัวแสบของเพื่อนรัก