“นี่เธอ!”
ชายหนุ่มผิวขาวรูปร่างสูงโปร่ง ทรงผมรากไทรซอยสไลด์ปิดหูความยาวระดับบ่า นัยน์ตาคมกริบ คิ้วดกดำหนาเข้ม จมูกโด่งได้รูปรับกับใบหน้าเนียนใส ประดุจผิวทารกแรกเกิด ผู้เป็นเจ้าของโครงหน้าหล่อเหลากำลังสื่อสารกับไวโอลินด้วยภาษาซิงลิช หลังจากที่เธอพึ่งจะหมดสติไป
“นี่เธอ…ได้ยินฉันไหม! อย่ามาตายตรงนี้นะ”
กลิ่นคาวคละคลุ้งของเลือดอุ่น ๆ ค่อย ๆ ลอยมาสัมผัสเข้าที่ปลายจมูกโด่ง ขณะที่เลือดสด ๆ ไหลย้อยลงมาตามใบหน้าที่เริ่มจะหงุดหงิด จนต้องรีบยกแขนเสื้อข้างหนึ่งขึ้นมาซับเบา ๆ ก่อนจะเห็นเป็นคราบเลือดสีแดงสด ซึ่งไหลมาจากบาดแผลบริเวณศีรษะที่ได้รับการกระแทกอย่างเต็มแรงและแม่นยำ ด้วยโทรศัพท์มือถือจนเกิดรอยแตกมีเลือดไหลเป็นทางยาว ด้วยฝีมือยัยตัวแสบที่นอนสลบไสลอยู่บนตัก
“ยัยบ้านี่...ทำหัวฉันแตก! ฟื้นมาเมื่อไหร่ เธอเจ็บตัวแน่!” เจ้าของใบหน้าหล่อใสแบบคนเอเชียที่ผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออก ดูไม่รู้ว่าเชื้อสายไหนกันแน่กำลังจ้องมองไวโอลินอย่างไม่ลดละ ราวกับคุ้นหน้าคุ้นตาเธอมาแต่ชาติปางไหน ขณะที่เขาพึมพำอยู่กับร่างของเธอ
“ไวโอลิน!!!” เสียงของไมค์ ร้องเรียกหา ก่อนที่เขาจะเข้ามาเห็นสภาพเธอที่หมดสติคาอกของชายหนุ่มอีกคน
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ยชิน! แล้วนายมาอยู่นี่ได้ไง” ไมค์เอ่ยทักร่างสูงที่หน้าประตูห้องน้ำที่เขาพึ่งจะพังมันลงมา หลังจากประคองร่างของไวโอลินให้ลุกขึ้นมาพร้อมกัน
“ไงไมค์…ก็อย่างที่เห็น แล้วนายรู้จักกับยัยหัวเห็ดนี่ด้วยเหรอ” ผู้ชายที่ถูกเรียกว่าชินเอ่ยถามไมค์กลับไปเสมือนรู้จักกันเป็นอย่างดี ก่อนจะช้อนร่างเธออุ้มขึ้นมา
“มีอะไรให้ช่วยไหม” ไมค์ถามหลังจากเห็นสภาพของทั้งคู่ที่ดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ทันใดนั้นเอง ผู้ชายรูปร่างสูงพอ ๆ กับไมค์และชิน ซึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาที่ดูเป็นหนุ่มเอเชีย กับอีกคนที่หน้าออกไปทางลูกครึ่งเกือบจะยุโรปจ๋า จะเดินเข้ามาสมทบ
“พันเจียนี่มันเกิดอะไรขึ้น! ทำไมหัวของนายถึง…มีเลือด!” ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มคนแรกที่เดินเข้ามาหลังไมค์เป็นคนถามคำถามนั้นออกมา
“ไมค์…นี่เพื่อนของฉัน ฟาน ส่วนนี่ไฮน์ และก็สตีฟ (ไมค์หันไปยิ้มให้อย่างเป็นมิตร) แล้วนี่ก็ไมค์เพื่อนสมัยเรียนระหว่างฉันอยู่ที่นี่” พันเจีย ที่ก่อนหน้านี้ถูกเรียกว่าชิน แนะนำเพื่อน ๆ ของเขาให้ได้รู้จักกัน
“เฮ้ไมค์!” หนุ่ม ๆ โบกมือทักทายกันไปมา
“เฮ้...หวัดดี!” ไมค์ทักกลับ ก่อนที่ฟานจะถามขึ้นมาอีกครั้ง
“สรุปว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงมาสลบอยู่ตรงนี้ได้”
“อย่าพึ่งถามเลยน่า ฉันว่าเราออกไปคุยข้างนอกกันดีกว่า ขืนอยู่ในนี้ ยัยนี่ได้ตายก่อนแน่” พันเจียพูด “งั้นก็รีบพาเธอออกไปเลยสิ” ไฮน์เห็นด้วย ก่อนที่พันเจียจะรีบพาร่างของไวโอลินออกไป เพื่อให้มีอากาศถ่ายเท เพราะเขากลัวว่าเธอเป็นอะไรไปมากกว่านี้ หากว่าต้องทนอยู่กับบรรยากาศห้องน้ำชาย ที่เธอดันเผลอเข้ามาแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
“นายสบายดีใช่ไหม” ไมค์ถาม หลังจากที่เขาและพันเจีย แยกตัวออกมาคุยกันเพียงลำพัง ระหว่างที่เขาปล่อยให้ไวโอลินนอนพักอยู่ที่ม้านั่งใต้ร่มไม้ขนาดใหญ่ โดยมีฟาน ไฮน์ และสตีฟคอยเฝ้าอยู่ด้วย
“ฉันมาทำตามสัญญา…หนึ่งปีแล้วสินะ ที่หมอนั่นจากเราไป” พันเจียไม่ตอบถึงเรื่องความเป็นอยู่ แต่พูดถึงจุดประสงค์ที่เขาพาเพื่อน ๆ มาที่นี่แทน
“ใช่ หนึ่งปีแล้ว แต่ฉันคิดว่ามันผ่านไปแค่เดือนเดียวซะอีก” ไมค์พูด
“สำหรับฉัน ฉันยังรู้สึกว่าหมอนั่น พึ่งนั่งอยู่กับฉันเมื่อวานนี้เอง” พันเจียตอบอย่างเศร้า ๆ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาเอามาก ๆ แม้จะตอบไม่ได้ว่าเขามีเชื้อสายอะไร แต่กระนั้นความหล่อในแบบเอเชีย ผสมผสานกับตะวันออกและตะวันตก ยังคงเปล่งประกายอยู่เสมอ แม้ว่านัยน์ตาของเขาจะดูแดงก่ำ เสมือนคนจะร้องไห้อยู่ก็ตาม
“ฉันเสียใจ” ไมค์พูดอย่างเศร้า ๆ ทั้งคู่สบตากันอย่างลูกผู้ชาย
“เฮ้! พันเจีย ยัยนั่นฟื้นแล้ว เรียกหานายใหญ่เลยนะไมค์” ฟานรีบวิ่งมาตามทั้งสองหนุ่ม แต่พันเจียกลับบอกให้ฟานไปตาม ไฮน์และสตีฟมาหาเขาที่นี่แทน เพราะพวกเขาจะต้องเดินทางกลับเมืองไทยในอีก สองชั่วโมงข้างหน้านี้แล้ว
“ฉันไปก่อนนะ ถ้ามีโอกาส เราคงได้พบกันอีก” พันเจียบอก พลางเดินเข้ามาจับที่ไหล่ของไมค์เบา ๆ ไมค์พยักหน้า ก่อนจะแยกออกไปดูไวโอลินที่ฟื้นขึ้นมาแล้ว
“เฮ้! ฟื้นแล้วเหรอ” ไมค์เดินเข้ามาหาไวโอลินที่นั่งมึน ๆ งง ๆ อยู่บนม้านั่งที่ใต้ร่มไม้ขนาดใหญ่
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้ว…มือถือฉันล่ะ นายเห็นมือถือของฉันไหม” ไวโอลินถามท่าทางยังคงมึน ๆ งง ๆ อยู่
“ฉันเป็นคนพาเธอมาที่นี่เอง ส่วนมือถือของเธอ ฉันไม่เห็นเลยนะ เดี๋ยวฉันเข้าไปหาให้เธอก็ได้ ว่าแต่...เธอไม่ได้ตั้งใจเข้าห้องน้ำของผู้ชายหรอกใช่ไหม” ไมค์ถาม ไวโอลินกะจะโวยวาย แต่เขาก็รีบเบรกเธอเอาไว้ซะก่อน
“หยุดเลย! ฉันแค่ล้อเล่น เอาเป็นว่าเรื่องโทรศัพท์ ฉันจะเป็นคนเข้าไปหามาให้ ส่วนเธอนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อน...โอเคไหม” ไมค์เสนอไอเดีย ซึ่งไวโอลินเองก็เห็นด้วย เพราะเธอยังไม่ค่อยจะมีเรี่ยวแรงขึ้นมาสักเท่าไหร่ ขืนลุกขึ้นเดินตอนนี้ มีหวังเป็นลมไปอีกแน่ ๆ
“โอเค...ขอบใจนายมากนะไมค์” ไวโอลินยิ้มรับ จากนั้นไมค์จึงเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำ ไวโอลินลองนั่งปะติดปะต่อถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะจำได้ว่าตัวเองเขวี้ยงมันออกไปจากห้องน้ำ แล้วก็มีผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งพังประตูเข้ามาเอาเรื่องเธอ แล้วหลังจากนั้น เธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
เวลาผ่านไปราว ๆ สิบกว่านาทีไมค์ก็เดินกลับออกมาจากห้องน้ำชาย ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุที่ไวโอลินคิดว่ามือถือของเธอน่าจะยังอยู่ในนั้น แต่ไมค์กลับเดินออกมาบอกว่าเขาหามันไม่เจอ และเป็นไปได้ว่าอาจจะมีคนเก็บมันไปแล้ว
“เสียดายจัง! นั่นเป็นโทรศัพท์เครื่องที่ฮอร์นซื้อให้ฉันด้วยสิ” ไวโอลินพึมพำออกมาเบา ๆ ไมค์ที่ไม่รู้ว่าไวโอลินนั้นกำลังคบหาอยู่กับฮอร์นที่เป็นเพื่อนสนิทของเขาและพี่ชายของเธอ ซึ่งเขาเองก็ได้ยินไม่ค่อยถนัด จึงเอ่ยปากถามออกไปว่า
“เมื่อกี้เธอว่าไงนะ ฮอร์น! เธอพูดถึงชื่อนี้เหรอ” ไมค์ถามพลางจ้องหน้าเธอแปลก ๆ เพราะทั้งไมค์และฮอร์น ไม่ได้พบกันตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อปีก่อน และเขาก็คิดว่าเธอเองก็คงจะไม่ได้เจอกับฮอร์นเช่นเดียวกัน
“เอ่อ! เปล่าหรอก...ไม่มีอะไร เรากลับกันเถอะนะ คืนนี้ฉันต้องรีบกลับไปจัดกระเป๋าเดินทาง เพื่อเตรียมตัวกลับเมืองไทยแล้วล่ะ” ไวโอลินกลัวว่าจะหลุดเรื่องที่ตัวเองคบฮอร์น เพราะความสัมพันธ์แปลก ๆ ของเพื่อนกลุ่มนี้ที่ดูไม่ค่อยจะสนิทสนมกันเหมือนเดิม หลังจากที่พี่ชายของเธอเสียไป ทำให้ไวโอลินจึงต้องตอบออกไปอย่างเลี่ยง ๆ
“อื้อ! จริงด้วยสิ” ไมค์พยักหน้าแล้วเข้ามาช่วยพยุงร่างของไวโอลินให้ลุกขึ้น
'แม้จะยังรู้สึกเสียดายโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมตัดใจทิ้งไป อีกอย่างเครื่องมันก็เก่าแถมหน้าจอก็ยังร้าวอีกด้วย คงถึงคราวที่จะต้องเปลี่ยนใหม่เสียที'
อันที่จริง...ที่ไวโอลินยังนึกเสียดายมือถือเครื่องนั้นอยู่ เป็นเพราะว่าในนั้นมีภาพบันทึกความทรงจำดี ๆ ของเธออยู่ด้วยต่างหาก ความทรงจำระหว่างเธอกับฮอร์น…
สามวันต่อมา ที่ร้านไอศกรีมในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร ไวโอลินนั่งท้าวคางก้มหน้าก้มตารอหนุ่มคนพิเศษในร้านแห่งนี้ หลังจากที่ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมาหนึ่งเดือนเต็ม ๆ
ชายหนุ่มร่างสูงผิวพรรณดีเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ในฝั่งตรงข้ามกับไวโอลิน ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมามอง ด้วยความสูงของเขาทำให้คนในร้านต่างพากันเหลียวหลัง ไวโอลินยิ้มออกมาหวาน ๆ เธอรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะความสูงเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เขาเป็นเป้าสายตาคนอื่น ๆ แน่นอนว่าใบหน้าหล่อ ๆ ของเขามีส่วนอยู่มาก ที่ทำให้ตัวของผู้ชายนี้ เป็นที่สะกดสายตาคนที่ผ่านไปผ่านมา 'ฮอร์น นั่นแหละเขาเลย'
“ยัยบ๊อง!” ไวโอลินหุบยิ้มลงแทบไม่ทัน ‘เนี่ยเหรอคำทักทายแรกของเขา หลังจากที่ไม่ได้เจอกันเลยตลอดหนึ่งเดือนเต็ม’ไวโอลินคิดอย่างกลุ้มใจ
“ช่วยทักฉันให้ดีกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง” ไวโอลินพึมพำออกมาเบา ๆ เพราะ จริง ๆ แล้วเธอไม่ค่อยจะชอบให้เขาเรียกเธอในทำนองนี้ซะเท่าไหร่ แม้ว่าฮอร์นจะอายุมากกว่าเธอหลายต่อหลายปี แต่เธอก็ไม่อยากที่จะให้เขาเรียกเธอราวกับเด็ก ๆ เพราะเธอไม่ต้องการเป็นเด็กในสายตาของเขา
“อากาศข้างนอกร้อนชะมัดเลย!” ดูเหมือนว่านี่จะเป็นคำพูดประโยคแรกที่ได้เจอกัน หลังจากเมื่อเดือนก่อน ‘มันน่าน้อยใจซะมัด’ ไวโอลินคิดว่า ‘เขาน่าจะมีประโยคทักทายที่ดีกว่านี้นะ’ เธอหน้ามุ่ยแล้วถอนหายไปออกมาเฮือกใหญ่
“นายจะช่วยพูดอะไรที่มันหวาน ๆ กว่านี้ไม่ได้เลยหรือไง” ไวโอลินบ่นอุบ ฮอร์นส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย ขณะที่ซุกซ่อนบางอย่างเอาไว้ด้านหลังตั้งแต่ที่เขาเดินเข้ามาแล้ว
“อ่ะนี่! ดอกไม้ของเธอ ยินดีด้วยนะสำหรับงานสำเร็จการศึกษา” ดวงตากลมสวยนัยน์ตาเป็นประกาย ใบหน้าเปลี่ยนสีไปจากเดิมกลายเป็นสีแดงระเรื่อเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่มีอยู่ทั่วทั้งใบหน้า หลังจากได้เห็นดอกไม้ช่อโตที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า
“ขอบคุณนะ ไม่คิดว่านายจะซื้อของแบบนี้มาให้ด้วย” ไวโอลินยิ้มกว้างแล้วยื่นมือออกไปรับพร้อมกับก้มลงสูดดมความหอม จากกลีบดอกไม้ช่อโตที่ถูกจัดแต่งอย่างสวยงาม นับว่าเป็นดอกไม้ช่อแรกที่ได้จากเขา ทำให้เธอหายหงุดหงิดลงไปเป็นปลิดทิ้ง ไวโอลินก้มหน้าลงอย่างเขิน ๆ ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งที่เต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ
“จริงสิ! ฉันเองก็มีของให้นายเหมือนกันนะ” ไวโอลินวางช่อดอกไม้ไว้ที่โต๊ะแล้วหยิบถุงของฝากขึ้นมา ก่อนจะส่งให้กับมือเรียวแกร่งของเขาฮอร์นรับแล้วแง้มอยู่สิ่งที่อยู่ด้านใน