“นายจะเอายังไง ว่ามาเลยดีกว่า” ฮอร์นหันกลับมาหาพันเจีย แล้วถามด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“ฉันขอท้านาย สนามหน้าที่กำลังจะถึง ถ้านายแข่งชนะฉันได้ เรื่องที่ผ่านมา ฉันจะถือซะว่าให้มันผ่านไป แต่ถ้านายแพ้! นายต้องยกยัยนั่นให้เป็นผู้หญิงของฉัน แล้วนายก็ต้องถอยออกไปจากเธอ โดยไม่มีข้อแม้ใดใดทั้งสิ้น” ฮอร์นเดินเข้ามาหยุดยืนข้าง ๆ พันเจีย แล้วกระซิบที่ข้างหู
“ตกลง! อีกหนึ่งอาทิตย์เจอกัน นายเตรียมตัวเอาไว้ได้เลย” พูดจบ ฮอร์นก็เดินกลับไปหาไวโอลิน
“เฮ้! พันเจีย นายแน่ใจเหรอว่าจะแข่งกับฮอร์นจริง ๆ” สตีฟ และไฮน์เดินเข้ามาถาม หลังจากที่รู้เรื่องนี้มาจากฟาน
“ทำไม!” พันเจียถามกลับไปแบบห้วน ๆ
“ฉันก็แค่เป็นห่วง เพราะว่านายไม่เคย” สตีฟหยุดคำพูดไว้แค่นั้น แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร รวมถึงพันเจียด้วย เขาจึงตอบกลับไป เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้คลายความสงสัย
“ใช่...ฉันไม่เคยเอาชนะหมอนั่นได้เลย ตลอดแปดปีที่ผ่านมา” คำพูดของพันเจียทำให้เพื่อน ๆ รู้สึกหวั่นวิตก เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นมาอีก
“ถ้าประสบการณ์ของฉันที่มีอยู่ มันจะไม่สามารถเอาชนะหมอนั่นได้ ก็ให้มันรู้ไป ฉันจะเอายัยนั่นมาเป็นผู้หญิงของฉันให้ได้เลยคอยดู ฉันจะทำเหมือนที่มันทำกับเพื่อนของฉัน...ฉันสัญญา!” พันเจียให้คำปฏิญญากับตัวเอง ขณะที่กำมือเอาไว้แน่น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว
“ฉันเชื่อว่าเพื่อนของนาย จะต้องเป็นกำลังใจให้นายอยู่แน่” ฟานกล่าว
“มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว” พันเจียพูดพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย
“กลับกันได้แล้วล่ะ ยัยบ๊อง!” ฮอร์นเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของไวโอลิน เธอเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตากับเขาแล้วถาม
“เรียบร้อยแล้วเหรอ หมอนั่นเรียกนายไปทำไมกัน”
“ไม่มีอะไรหรอกน่า” ฮอร์นตอบกลับไป ขณะที่เธอยังคงยื่นนิ่งอยู่ที่หน้าประตูรถ
“ไม่ไว้ใจกันหรือไง” ฮอร์นถาม เพราะเห็นว่าเธอยังคงยืนนิ่งอยู่
“เปล่าซักหน่อย” ไวโอลินพูดเสียงอ่อน ๆ
“งั้นก็รีบขึ้นรถสิ หรือว่าเธออยากจะให้ฉันอุ้ม” ไวโอลินมองเขาอย่างเอาเรื่อง พลางขบคิดขึ้นมาในใจว่า
‘ให้ตายเหอะ นี่เธอต้องยอมเขาทุกเรื่องเลยหรือไงกัน’
ไวโอลินเม้มริมฝีปากเบา ๆ ก่อนจะเปิดประตูแล้วเข้าไปนั่งในรถ ฮอร์นมองตามอย่างยิ้ม ๆ
เวลาต่อมา ไวโอลินนั่งรถมาได้สักพัก ก็รู้สึกว่าเครื่องปรับอากาศบนรถของฮอร์นเริ่มแรงจนเธอรู้สึกหนาว แต่ไม่กล้าที่จะบอกออกไปตรง ๆ เพราะดูเหมือนว่าฮอร์นจะเป็นคนขี้ร้อน เพราะเขาอยู่สิงคโปร์มาซะนาน และคงคุ้นเคยกับอากาศเย็น ๆ ที่ไม่เหมือนอากาศของเมืองไทยซักเท่าไหร่
“หนาว...ทำไมไม่ยอมบอกล่ะ ยัยบ๊อง!” ไวโอลินตาโต แล้วหันไปมองหน้าเขาอย่างงุนงง ไม่คิดว่าเขาจะรู้ด้วยว่าเธอรู้สึกยังไงอยู่ ฮอร์นเอื้อมมือไปปรับแอร์ที่แรงจัดให้เบาลงพลางพูด
“มีอะไรเกี่ยวกับเธอที่ฉันไม่รู้บ้าง ไหนลองบอกมาซิ” เขาหันมายิ้มแล้วสบตากับเธอ ไวโอลินก้มหน้าลง ก่อนที่เขาจะจอดรถลงข้างทาง
“ถ้าฉันบอกว่าฉันชอบเธอ เธอจะว่ายังไง” ฮอร์นถามออกมาตรง ๆ
“เอ่อ (ไวโอลินอ้ำอึ้ง) ทำไมจู่ ๆ นายถึงถามออกมาแบบนี้ล่ะ” เธอหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที ไม่กล้าสบสายตากับเขาตรง ๆ ฮอร์นยื่นใบหน้าของเขาเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกับเชยคางของเธอให้เงยขึ้นมามองหน้าของเขาชัด ๆ
“ตอบฉันมาสิ” ฮอร์นรอฟังคำตอบ ไวโอลินยังคงนั่งนิ่ง
“ฉัน...ฉันเอ่อ ฉะ...ฉัน” ไวโอลินได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
“ถ้าวันหนึ่ง เธอเกิดเจอคนที่ดีกว่าฉัน หล่อกว่าฉัน ดูแลเธอได้ดีกว่าฉัน ที่สำคัญ เขาอาจจะรักเธอได้พอ ๆ กับฉัน หรืออาจจะมากกว่า เธอจะยอมรับเขาไหม” ฮอร์นถามอย่างจริงจัง ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วซีเรียสที่สุด เท่าที่เขาเคยพูดออกมา
“นายคิดว่าจะมีใครที่หวังดีกับฉัน ได้เท่ากับนายอีกเหรอ” ไวโอลินย้อนถามกลับไป
“ไม่รู้สิ! วันหนึ่งอาจจะมีก็ได้ ซึ่งนั่นก็อาจจะไม่ใช่ฉัน” ฮอร์นตอบด้วยท่าทางเศร้า ๆ ไวโอลินรู้สึกแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก
“แต่นายสัญญากับฉันแล้วนะ ว่านายจะอยู่กับฉันตลอดไป จนกว่า” ไวโอลินหยุดคำพูดไว้แค่นั้น
“จนกว่าจะมีคนที่ดูแลเธอได้ดีกว่าฉัน” ฮอร์นเป็นคนพูดต่อจนจบประโยค
“ซึ่งนั่นไม่มีทางเป็นไปได้เลย ไม่มีใครที่จะดูแลฉันได้เป็นอย่างดีเท่ากับนายอีกแล้ว เชื่อฉันสิฮอร์น...ไม่มีแล้วจริง ๆ” ไวโอลินพูดพร้อมกับยิ้มให้เขา ในขณะที่ฮอร์นเองก็ยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน แต่แววตาของเขากลับดูเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก นาทีนั้นไวโอลินไม่รู้เลยว่าฮอร์นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
วันรุ่งขึ้น ไวโอลินตื่นขึ้นมาแต่เช้า เพราะตั้งใจเป็นพิเศษว่าจะเตรียมหาของขวัญวันเกิดเพื่อเซอร์ไพร์สให้กับฮอร์นที่กำลังใกล้เข้ามาถึงเร็ว ๆ นี้ และเพื่อให้ของขวัญที่ออกมาประทับใจอฮร์นที่สุด แน่นอนว่าเธอเลือกที่จะปรึกษาเรื่องนี้กับบราวนี่ เพื่อนซี้สุดที่รักคนเดียวที่มีอยู่ จึงได้ใช้โทรศัพท์บ้านโทรออกไปหาเธอ ตามคำสั่งของฮอร์น
“บราวนี่นี่ฉันเองนะ ขอโทษด้วยที่วันก่อนไม่ได้กลับพร้อมเธอ พอดีว่าฉันมีเรื่องนิดหน่อย” ไวโอลินยังพูดไม่ทันจบ บราวนี่ก็พูดสวนขึ้นมาซะก่อน
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันเข้าใจ แล้วโทรมามีอะไรหรือเปล่า” บราวนี่เอ่ยถาม เพราะดูเหมือนว่าเธอจะยุ่ง ๆ
“ฉันจะโทรมาถามว่า วันนี้เธอพอจะมีเวลาว่างไหม”
“ตอนนี้เนี่ยนะ พอดีว่าวันนี้ฉันมีนัดกับที่บ้านด้วยสิ ทำไงดีล่ะ”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องลำบากใจหรอกนะ ฉันแค่อยากชวนเธอไปเลือกของขวัญให้ฮอร์น เพื่อทำเซอร์ไพรส์เขาเท่านั้นเอง ถ้าเธอไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะ ฉันไม่กวนล่ะ” ไวโอลินทำท่าจะวางสาย
“เอางี้สิ! ลองทำอะไรอร่อย ๆ ซักอย่างสองอย่าง ให้เขาชิมฝีมือการทำอาหารของเธอดีไหม” บราวนี่เสนอไอเดีย
“บ้าน่า! เธอก็รู้ว่าฝีมือการทำอาหารของฉันมันห่วยแตกแค่ไหน”
“เอ...เอาอย่างงี้แล้วกัน หมอนั่นชอบคิดว่าเธอไม่เอาไหนไม่ใช่เหรอ” พอได้ยินแบบนั้น ไอโอลินก็รู้สึกเหมือนถูกหลอกด่ายังไงอย่างงั้น แต่ก็ลองฟังไอเดียของยัยเพื่อนตัวแสบซะหน่อย คงไม่ได้แย่อย่างที่คิด
“เธอลองถักผ้าพันคอไหมพรมหรือไม่ก็เสื้อกันหนาว อะไรทำนองเนี่ยท่าจะดีนะ ถึงมันจะเป็นอะไรที่ดูเชย ๆ ที่คนสมัยนี้เขาไม่นิยมทำกันแล้ว แต่ฉันว่ามันบอกถึงความตั้งใจ และคิดว่าผู้ชายอย่างฮอร์นน่าจะชอบ”
“จริงสิ นี่ก็ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้วด้วย แต่เอ๋...ฉันถักไม่เป็นนี่นาแถมเขาใส่เสื้อผ้าไซส์อะไรฉันก็ไม่รู้”
“ไม่เห็นจะยากเลยนี่ย๊ะ ที่ร้านขายไหมพรมเขามีแบบและวิธีทำให้เลือกเยอะแยะอยู่แล้ว เธอลองไปหาดูนะ ส่วนเรื่องขนาด ไม่เห็นจะยากเลย เธอกับเขาคงจะเคยกอดกันใช่ไหมล่ะ ฉันรู้หรอกนะ จะไม่รู้ขนาดได้ยังไง” บราวนี่พยายามบอกให้เธอลองนึกขนาดตัวแลพะเสื้อผ้าที่ฮอร์นใส่จากการกอด
“บ้าน่า! ฉันไม่ได้กอดเขาซักหน่อย ฉันถูกเขากอดต่างหากล่ะ” ไวโอลินรีบแย้ง เพราะกลัวว่าเพื่อนจะเข้าใจผิดคิดว่าเธอไวไฟ เป็นฝ่ายกอดผู้ชายก่อน แม้มันจะยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแล้วก็เถอะ
“ก็เหมือนกันนั่นแหละน่า ยังไงเธอก็ลอง ๆ ไปเลือกดูนะ ตามร้านที่ฉันบอกไป” บราวนี่พูดก่อนจะวางสาย หลังจากนั้นไวโอลินก็รีบตรงดิ่งไปที่ห้างสรรพสินค้าที่เธอชอบไปเดินช้อปกับบราวนี่และฮอร์นอยู่บ่อย ๆ
“ยัยบ๊อง! นี่เธออยู่ไหนเนี่ย” เสียงอบอุ่นปนดุ จากสายเรียกเข้าที่โทรเข้ามาเมื่อครู่ทันทีที่ไวโอลินกดรับ
“ฉันอยู่... (ไวโอลินนิ่งไปครู่หนึ่ง) นายจะอยากรู้ไปทำไมล่ะ” เธอย้อนถาม เพราะไม่ต้องการให้เขารู้ว่าเธอกำลังจะเซอร์ไพรส์อะไรเขา
“บอกมา...เพราะว่าตอนนี้ฉันรอเธออยู่ที่หน้าบ้าน” ฮอร์นถามเสียงดุดันยิ่งกว่าเดิม
“แล้วนายไปที่นั่นทำไมเล่า ตอนนี้ฉันอยู่นอกบ้าน”
“เฮ้! ใครให้เธอออกไป เธอขออนุญาตฉันแล้วเหรอ” ฮอร์นถามเสียงเข้ม
“ก็แล้วทำไมจะออกมาไม่ได้ล่ะ มันเรื่องส่วนตัวของฉันนะ” ไวโอลินรีบแย้ง
“อยู่ที่ไหนฉันจะได้ไปรับ!” ฮอร์นถามกลับมา ไวโอลินไม่อยากบอก เพราะกลัวเขาจะรู้ความลับ
“นายไม่ต้องมาหรอก เดี๋ยวฉันนั่งรถเมล์ หรือไม่ก็รถตู้กลับเองได้”
“บอกมาเดี๋ยวนี้” ฮอร์นถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไวโอลินกลัวว่าเขาจะเป็นห่วง เพราะเธอไม่เคยออกไปไหนคนเดียวโดยที่ไม่บอกเขา แน่นอนว่าถ้าเธอเป็นอะไรขึ้นมา ฮอร์นคงจะเสียใจ
“ฉันอยู่ที่ห้าง ที่เราเคยมาทานไอศกรีมด้วยกัน” ไวโอลินตอบอย่างจำยอม
“งั้นรอฉันอยู่ที่นั่น อย่าไปไหนล่ะ” พูดจบ ฮอร์นก็วางสายไป ไวโอลินเดินเลือกซื้อของที่เธอต้องการจนครบ และเดินไปยังลานจอดรถที่เธอมักจะนัดพบกับฮอร์นเวลาที่แยกกันไปทำธุระทุกครั้งที่มาที่นี่
“ได้ของครบเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่วัดขนาดตัวของฮอร์น” ไวโอลินคิดตามแผนการที่บราวนี่พูดถึง คือการวัดขนาดตัวของเขาจากการกอด แทนการถามไซส์เขาไปตรง ๆ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ฮอร์นต้องรู้แน่ ๆ ว่าเธอคิดจะเซอร์ไพรส์อะไรเขา และไวโอลินจะไม่ยอมให้เขารู้ก่อนที่เธอจะทำมันเสร็จอย่างแน่นอน
“เอ๊ะ! นั่นเขา ทำไมมาถึงเร็วจัง” ไวโอลินเหลือบไปเห็นฮอร์นที่ยืนหันหลังอยู่บริเวณลานจอดรถโซน C ที่เธอพึ่งจะเดินมาถึง
“ทำไมวันนี้ฮอร์นถึงได้ดูสูงกว่าปกตินะ” ไวโอลินพึมพำออกมาเบา ๆ แต่ก็คิดว่าช่างเถอะ เพราะว่าความสูงไม่ได้มีผลต่อไซส์เสื้อเท่าไหร่ทำให้เธอวิ่งเข้าไปโผลกอดเขาจากทางด้านหลัง
“ฮอร์น!” ไวโอลินสวมกอดเขา ท่ามกลางสายตาของผู้ชายแปลกหน้าสามคนที่ยืนอยู่บริเวณนั้น และดูเหมือนว่าพวกเขา จะจับจ้องมองมาที่เธอเป็นตาเดียว ราวกับทำเรื่องที่ผิดมหันต์ เพราะใบหน้าของสามคนนั้นดูตกใจกับการกระทำของเธอจนเกินเหตุ
“พันเจีย!” เป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากชายหนุ่มสามคนนั้น