“นายเป็นอะไรหรือเปล่า มีอะไรเล่าให้ฉันฟังได้นะ” ไวโอลินพูดไม่ทันขาดคำ ฮอร์นก็เอื้อมมือทั้งสองข้างมาจับที่ไหล่ของเธออย่างอ่อนโยน เชื่อได้ว่าตอนนี้ เขาอาจจะเห็นใบหน้าที่แดงก่ำเป็นลูกตำลึงของเธออยู่อย่างแน่นอน
ฮอร์นใช้มือข้างหนึ่งเสยผมที่ตกลงมาบดบังใบหน้าเนียนใสของเธอ พลางลูบไล้บนใบหน้าเบา ๆ อย่างอ่อนโยน ในขณะที่ไวโอลินได้แต่นั่งนิ่งมองดูการกระทำเขาด้วยแววตาใสขยับขึ้นลงถี่ ๆ ดูไร้เดียงสา โดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้บ้าง อยู่ ๆ ใบหน้าของเธอก็รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกคล้ายกับเวลาคนจะมีไข้อย่างไงอย่างงั้น
ฮอร์นดึงเธอเข้ามาใกล้ ๆ แล้วค่อย ๆ เลื่อนริมฝีปากของเขาลงมาสัมผัสกับริมฝีปากของเธออย่างช้า ๆ ไวโอลินหลับตาพริ้มลงรอคอยกับสัมผัสที่อ่อนโยนจากเขาตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมานับว่านี่ถือเป็นจูบแรก แต่แทนที่ริมฝีปากอุ่นของเขาจะได้บรรจงลงประทับเรียวปากของเธอ กลับมีเสียงโทรศัพท์ของฮอร์นดังขึ้นมาแทรกในระหว่างนั้น ทำให้ทั้งสองต่างได้สติผละออกห่างจากกันอย่างทันทีทันใด ก่อนที่ฮอร์นจะกดรับสาย… ไวโอลินก้มหน้าลงเขิน ๆ ใบหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึง
[เฮ้! ฮอร์น นายลืมหรือเปล่าว่าวันนี้เรามีนัดกัน]
“นายว่าไงนะฟาน ฉันไม่ค่อยได้ยินเสียงของนายเลย ช่วยพูดดัง ๆ กว่านี้หน่อย” ฮอร์นพูดแทรก เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงจากปลายสาย
[อีก 7 ชั่วโมง เจอกันที่สตีฟเวย์นะ] ฟานพูดเสียงดังขึ้นกว่าเดิม เพื่อย้ำการแข่งขัดนัดพิเศษที่กำลังจะเกิดขึ้นในเย็นวันนี้ ฮอร์นชำเลืองมองไปที่ร่างเล็กของไวโอลินที่นั่งจ้องหน้าเขาอยู่อย่างนิ่งเงียบ หลังจากที่ได้ยินคำเตือนจากอีกฝ่าย
“โอเค อีก 7 ชั่วโมงเจอกัน” ฮอร์นตอบรับก่อนที่เขาจะกดตัดสาย เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วหันมาจ้องหน้าคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ราวกับมีบางอย่างที่อยากจะบอกกับเธอ ไวโอลินที่ใบหน้ากลับมาเป็นสีปกติจ้องมองเขาด้วยความอยากรู้ แต่เขากลับเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมาทั้งสิ้น
‘ยัยบ๊อง! ฉันจะทำยังไงกับเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดสำหรับเราดี จะทำยังไง ให้เวลาของเราหมดไปอย่างคุ้มค่าที่สุด’ ฮอร์นได้แต่คิดทบทวนอยู่ภายในใจ
“ฮอร์น...นายมีอะไรจะบอกฉันหรือเปล่า” ไวโอลินเห็นเขาหน้าเครียดยิ่งกว่าเดิมหลังจากที่วางสาย เธอถาม เขาส่ายหน้าไปมาแล้วระบายยิ้มออกมาบาง ๆ เหมือนอย่างเคยเท่านั้น
“ไม่ล่ะ! แล้วเธอ อยากจะบอกอะไรกับฉันไหม” ฮอร์นถามกลับ
“ก็แฮปปี้เบิร์ดเดย์ไง สุขสันต์วันเกิดครบรอบ 25 ปีของนายนะ” ไวโอลินยื่นกล่องของขวัญสีหวานที่ข้างในมีถุงมือหนังสีดำ สำหรับใช้สวมใส่ในการแข่งขัน ฮอร์นยิ้มรับ แล้วเปิดกล่องของขวัญออกมาดู เขาประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่าเธอจะเตรียมของสิ่งนี้ให้ ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้เขาจะมีการแข่งขัน
“ขอบคุณมากนะ สำหรับของขวัญ นี่เธอรู้มาก่อนหรือเปล่าว่าวันนี้ฉันจะลงสนาม”
“นายว่าอะไรนะ วันนี้เหรอ” ไวโอลินย้อนถาม
“ใช่...วันนี้!” ฮอร์นตอบพลางยิ้มเล็ก ๆ
“ความจริงฉันตั้งใจว่าจะถักเสื้อกันหนาวให้นาย แต่เผอิญว่ามันเสร็จไม่ทัน ฉันก็เลยต้องหาของขวัญอย่างอื่นมาชดเชยให้นายแทน ขอโทษด้วยนะ ส่วนเรื่องเสื้อ ถ้าเสร็จแล้วฉันจะรีบเอามาให้นายทันทีเลยนะ” ฮอร์นหุบยิ้มลงทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ
“แบบนี้เองสินะ ที่เธอเล่นหายไปเลยเมื่อหกวันก่อน (ฮอร์นพูด เธอพยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ) ไวโอลิน วันนี้...เธอช่วยไปดูฉันแข่งหน่อยได้ไหม ฉันอยากให้เธอไปดูการแข่งขันของฉันนะ” ฮอร์นพูดออกมาตรง ๆ ไวโอลินทำตาโต แม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฮอร์นชวนเธอไปดูเขาแข่งขันในฐานะแฟน เธอจึงไม่ลังเลที่จะตอบตกลง
“ได้สิฮอร์น ฉันจะไปเชียร์นาย ฉันจะไปดูนายแข่งขันนะ” ไวโอลินตอบตกลงอย่างไม่รีรอ
“ว่าแต่...นายแข่งกับใครเหรอ พอจะบอกได้ไหม” ไวโอลินเอ่ยถาม พลางจ้องหน้าอย่างรอคำตอบ
“ชิน...เอ่อ! หมายถึงพันเจีย” เขาตอบเรียบ ๆ
“อิตาชินจังนั่นเหรอ” ไวโอลินหลุดปากเรียกสรรพนามที่เธอตั้งให้เขาออกมา
“ว่าไงนะ เธอเรียกพันเจียว่าชินจัง ทำไมถึงเรียกแบบนั้นล่ะ” ฮอร์นถามพลางขมวดคิ้วเพื่อรอคำตอบ
“เอ่อ...ก็ตานั่นออกจะเหมือนตัวการ์ตูนในเรื่องชินจังจอมแก่น ถึงจะสูง คางแหลม ปากนิด จมูกหน่อย แต่คิ้วหนา ๆ ชอบพูดจาไม่เข้าท่า เหมือนชินจังชะมัด! ตลกออกจะตายไป”
“เอ๋...ดูเหมือนว่าเธอจะจดจำอะไร ๆ ของหมอนั่นได้ระเอียดยิบเลยทีเดียวนะ ทั้ง ๆ ที่เคยเจอกันแค่ครั้งเดียวเมื่ออาทิตย์ก่อน” ฮอร์นกะพริบตาขึ้นลงพลางจ้องหน้าเธออย่างสงสัย
“เอ่อ...คือ ไม่มีอะไรหรอกนะ แค่เห็นอิตานั่น แล้วนึกถึงตัวการ์ตูนชินจัง อย่างที่พึ่งจะบอกนายไปเท่านั้น”
“แต่ก็อย่างว่าแหละ เจ้านั่นหน้าตาดี หล่อ เท่ สูงขาวโดนใจสาว ๆ ซะขนาดนั้น” ไวโอลินหันกลับไปนั่งตัวตรง ๆ แล้วมองออกไปที่หน้ารถแทนการสบตากับฮอร์น เพราะเธอไม่อยากรื้นฟื้น หรือ พูดเกี่ยวกับเรื่องที่เธอเจอมากับผู้ชายที่ชื่อพันเจียให้เขาได้รู้
ขืนฮอร์นรู้เข้ามีหวัง เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ ๆ ไวโอลินก้มหน้าลง ในขณะที่ฮอร์นเองมีเรื่องที่ต้องกังวลมากกว่าเรื่องรายละเอียดของพันเจียที่ไวโอลินจดจำได้มากมาย แม้จะพบกันเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่ก็น่าแปลก ที่ฮอร์นยอมชมผู้ชายคนอื่นง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยเอ่ยปากชมใครมาก่อน ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้

หนึ่งชั่วโมงต่อมา
รถสปอร์ตคันสีดำของทั้งคู่ก็แล่นเข้ามาจอดที่ริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง เป็นทะเลสาบที่เงียบสงบ จนหลายครั้งอาจสัมผัสได้ถึงความเหงาที่ปะปนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ แสงแดดจัดตกกระทบลงบนผิวน้ำเป็นประกายวิบวับ เงาสะท้อนจากดวงอาทิตย์ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ ดูสวยงามไม่ต่างจากริมทะเลในที่อื่น ๆ เลย แต่ที่นี่กลับเงียบสงบยิ่งกว่า ไวโอลินจำได้ดีว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่แรก ซึ่งเขาและเธอพบกันเมื่อหนึ่งปีก่อน
“ทำไมนายถึงพาฉันมาที่นี่ล่ะ” ไวโอลินหันไปถามฮอร์น หลังจากที่รถจอดนิ่งสนิทอยู่ครู่หนึ่ง
“ฉันอยากเก็บภาพความทรงจำดีๆ นี้ไว้” ฮอร์นบอกพร้อมกับก้าวขาลงจากรถ ไวโอลินเดินตามไล่หลังลงไปห่างๆ
“เก็บภาพความทรงจำเหรอ...นายเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสิ เดี๋ยวฉันถ่ายรูปให้” ไวโอลินบอกออกมาอย่างซื่อๆ แต่ฮอร์นกลับไม่ได้หมายถึงอย่างงั้น
“ฉันหมายถึง ฉันอยากเก็บความทรงจำเอาไว้ ไม่ใช่ด้วยเมมโมรี่ในรูปแบบมัลติมีเดียอะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่ฉันหมายถึงภาพความทรงจำที่มีชีวิต ที่ฉันจะจดจำมันไปตลอดชีวิตของฉันเองตั้งหากล่ะ” ฮอร์นหันมาสบตากับเธอนานอยู่หลายวินาที
“เอ๋… (ไวโอลินนิ่งเงียบไป) นายหมายถึงจดจำมันด้วยความรู้สึกลึก ๆ ใช่ไหม” ไวโอลินยิ้มพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้ ๆ ร่างสูงของคนที่กำลังจ้องหน้าเธออยู่
“จริงสิ นายจำได้หรือเปล่าว่าริมทะเลสาบแห่งนี้ มันเป็นที่ที่เราพบกันครั้งแรก เมื่อหนึ่งปีก่อน” ไวโอลินเอ่ยถาม
“เธอจำได้ ฉันก็ต้องจำได้สิ” ฮอร์นบอกกับไวโอลิน
“วันนั้นฉันเจอนายที่นี่ มันเป็นที่ที่พี่เลิฟมักจะพาฉันมาเวลาที่เขากลับมาเมืองไทย แต่ว่าฉันกลับต้องมาที่นี่แค่เพียงคนเดียว เพราะว่าในวันนั้นฉันไม่มีพี่เลิฟยืนอยู่ด้วยอีกแล้ว” ไวโอลินพูดน้ำตาคลอ ฮอร์นเดินเข้ามายืนข้าง ๆ แล้วทอดสายตาออกไปยังริมทะเลสาบที่เต็มไปด้วยแสงระยิบระยับอยู่เต็มผืนน้ำ
“วันนั้นฉันเห็นเธอนั่งเศร้าอยู่ที่นี่ และรู้ว่าเธอเสียใจมากที่ต้องสูญเสียนายเลิฟไป เธออาจจะคิดว่าฉันเป็นแค่ตัวแทนของพี่ชายของเธอ แต่สำหรับฉัน เธอเป็นมากกว่านั้นนะ” ฮอร์นหันมาสบตากับเธอ ไวโอลินระบายยิ้มออกมาเล็ก ๆ
“ขอบคุณนะ สำหรับช่วงเวลาดี ๆ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา นายเป็นทั้งพี่ และแฟนที่ดีของฉัน” ไวโอลินยิ้มให้เขาอย่างขอบคุณ ฮอร์นยิ้มรับด้วยสายตาที่อบอุ่น
“ฉันรักเธอนะ ไวโอลิน” อยู่ ๆ ฮอร์นก็พูดคำนั้นออกมา พร้อมกับดึงเธอเข้ามาสวมกอดเอาไว้อย่างแนบแน่น ไวโอลินตกใจมาก เพราะฮอร์นไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
'ไม่สิ! ไม่ใช่ว่าไม่เคยเป็น แต่เขาไม่เคยพูดแบบนี้ออกมาด้วยเลยต่างหาก'
“นาย...เป็นอะไรหรือเปล่าฮอร์น” ไวโอลินถาม แต่เธอก็รู้สึกดีและอบอุ่นที่เขาส่งความรักผ่านมาทางอ้อมแขน และความรู้สึกลึก ๆ ข้างในหัวใจของเขา
“ขอบคุณนะที่รักฉัน” ไวโอลินกอดตอบอย่างซาบซึ้งใจ ที่อย่างน้อย ๆ ฮอร์นก็เป็นคนรักที่ดี แม้ว่าจะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ฮอร์นได้พิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นเสมือนตัวแทนของพี่เลิฟ พี่ชายของเธอ และเป็นแฟนที่น่ารักของเธอมาโดยตลอด ทั้งคู่โอบกอดกันอย่างแนบแน่น ก่อนที่น้ำตาใส ๆ จะไหลรินออกมาจากดวงตาคมของผู้ชายอย่างฮอร์นโดยที่ไวโอลินเองไม่รู้ตัว
“เราไปที่สตีฟเวย์กันเถอะนะ ใกล้ถึงเวลาที่ฉันต้องลงสนามแล้วล่ะ” ฮอร์นลอบซับน้ำตาก่อนจะผละร่างของเธอออกจากอ้อมแขน แล้วบอกกับเธอด้วยสีหน้าที่เปื้อนยิ้ม รอยยิ้มที่อบอุ่นในครานี้ กลับแฝงไปด้วยความกดดันที่ซ่อนอยู่อย่างมากมายจนเต็มไปหมด
“นายโอเคใช่ไหม” ไวโอลินย้ำถาม เพราะเห็นสีหน้าที่ดูผิดปกติไปจากทุกวันของเขา ดวงตาที่ดูแดงก่ำ รอยยิ้มที่ดูเปลี่ยนไปจากเดิมกว่าทุกครั้ง
“ฉันไม่เป็นไร สงสัยว่าที่นี่ลมจะแรงมากไปหน่อย เรารีบไปที่รถเถอะ” ฮอร์นพูดพร้อมกับคว้าที่ข้อมือเล็ก แล้วพาเธอไปที่รถ ไวโอลินพยายามที่จะไม่คิดอะไร แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เพราะท่าทางที่ดูแปลกไปของเขามันทำให้เธอรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก แม้จะไม่รู้ว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตาม