หลิงหยู่เยียนที่ตายเพราะอุบัติเหตุวิญญาณก็ล่องลอยไปมาอย่างไร้จุดหมาย เฝ้ามองเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างเบื่อหน่าย เธอเป็นบอดี้การ์ดมือดีที่นักธุรกิจหลาย ๆ คนต้องการตัว แต่กลับต้องมาตายลงเพราะอุบัติเหตุโง่ ๆ
“เฮ้อ!” หญิงสาวทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างห้ามได้ ไม่รู้ว่าจากนี้จะต้องทำยังไงต่อไป จะล่องลอยไร้จุดหมายเช่นนี้หรือ
ในขณะที่กำลังยืนคิดอย่างเหม่อลอยนั้นร่างกายของนางก็ค่อย ๆ เลือนหายไป หลิงหยู่เยียนได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจ
“เกิดอะไรขึ้น” ยังไม่ทันที่จะเอ่ยจบวิญญาณของเธอก็ได้ไปโผล่ยังที่ที่ไม่คุ้นตา “ที่นี่ที่ไหน”
หลิงหยู่เยียนมองดูหญิงสาวที่ร่างกายผอมแห้งนอนโดดเดี่ยวอย่างน่าเวทนา แม้จะอยากยื่นมือเข้าไปช่วยมากเพียงใดแต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะเธอก็เป็นเพียงวิญญาณเท่านั้น แต่จะว่าไปใบหน้านี้ก็คล้ายตัวเธอไม่น้อย
หญิงสาวยืนมองภาพนั้นอยู่นานก็รู้สึกเบื่อหน่ายจึงเดินไปนั่งยังเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกล อย่างน้อยก็อยู่กับอีกฝ่ายในช่วงสุดท้ายของชีวิตหน่อยจะได้ไม่ดูโดดเดี่ยวเกินไป
จู่ ๆ ก็มีแสงสว่างออกมาจากร่างที่นอนไร้เรียวแรง เธอรู้ดีว่าเหตุการณ์เช่นนี้หมายถึงอันใด เพราะเธอเจอมาหลายครั้งแล้วหญิงสาวผู้นี้กำลังจะตาย
และก็เป็นไปตามที่หลิงหยู่เยียนคาดเดา แต่ที่แปลกไปก็คือเธอเห็นหญิงสาวผู้นั้น แต่ทุกครั้งที่เจอเหตุการณ์แบบนี้เธอไม่เคยเห็นวิญญาณของคนอื่น
“หลิงหยู่เยียนได้เจอกันเสียที”
หลิงหยู่เยียนยื่นมองใบหน้าที่เหมือนกันอย่างกับแกะอย่างทำอะไรไม่ถูก อีกฝ่ายรู้จักชื่อเธอได้อย่างไร
“เธอรู้จักฉันเหรอ” หยู่เยียนถามอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าก็คือข้า ข้าก็คือเจ้า” หญิงสาวปริศนายิ้มบาง ๆ “ชีวิตหลังจากนี้ข้าขอยกให้เจ้า เรื่องเดียวที่ข้ายังวางไม่ลงก็คือความแค้นที่มีต่อคนสกุลเหยียน เจ้าช่วยล้างแค้นให้ข้าและลูกของเราด้วย”
พูดจบร่างนั้นก็ค่อย ๆ หายไปและพุ่งเข้าไปในตัวของหลิงหยู่เยียน ก่อนที่ร่างผอมแห้งนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับร่างที่ไร้ตัวตนนั้นค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
หลิงหยู่เยียนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา สรุปแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้นภาพต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับหญิงสาวที่พึ่งสิ้นลมไปก็แล่นเข้ามาในหัวของเธออย่างไม่ขาดสาย จนร่างบางทนรับไม่ไหวแล้วสลบไปในที่สุด
เมื่อตื่นขึ้นมาหญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างหมดอาลัยตายอยาก หากให้นางมีชีวิตอีกครั้งก็ขอมีชีวิตที่ดีกว่านี้มิได้หรือ เหตุใดต้องมาอยู่แทนที่สตรีที่สามีไม่รักเช่นนี้
จะด่าก็ด่าได้ไม่เต็มปากเพราะก่อนที่สตรีผู้นั้นจะจากไปได้บอกว่านางก็คือข้า ข้าก็คือนาง ด่าไปก็เหมือนด่าตนเอง แต่เรื่องเดียวที่อีกฝ่ายร้องขอนั้นนางก็จะทำตามความต้องการของอีกฝ่าย ก่อนที่จะไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ
ทว่าตอนนี้นางต้องหาทางรอดจากเรือนที่เส็งเคร็งนี่เสียก่อน ไม่รู้ว่าหลิงหยู่เยียนคนก่อนอยู่ไปได้อย่างไร เป็นถึงบุตรสาวคหบดีที่รวยเป็นอันดับหนึ่งของเมืองหลวงแต่ต้องมาอยู่เรือนที่ซอมซ่อเช่นนี้
หลังจากจบเรื่องที่สกุลเหยียนนางจะขอกลับไปใช่ชีวิตอย่างสุขสบายที่จวนสกุลหลิงสักครั้ง ทั้งชีวิตนางลำบากมามาก ขอใช้ชีวิตอย่างสุขสบายสักครั้งจะเป็นอันใดไป
หลิงหยู่เยียนออกไปเดินดูบริเวณรอบ ๆ นี่เป็นเรือนหลังเล็กท้ายจวน ที่ไม่มีผู้อยากจะมาเหยียบ เป็นเช่นนี้ก็ดีจะได้ไม่ต้องมีคนเข้ามาวุ่นวาย
ตอนนี้สิ่งแรกที่นางควรจะต้องทำก็คือกลับไปที่จวนสกุลหลิง หากำลังเสริมเสียก่อน จะสู้เพียงคนเดียวเช่นนี้ไม่ได้อย่างน้อยก็ควรมีสาวใช้ที่วางใจได้สักสองสามคน
เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ลอบออกจากจวนด้วยทักษะที่ติดตัวมา กำแพงแค่นี้ทำอันใดนางไม่ได้หรอก หลังจากออกจากจวนสกุลเหยียนได้หญิงสาวก็ไปจ้างรถม้ารับจ้างที่อยู่แถวนั้นไปที่จวนสกุลหลิงทันที
“คะ คุณหนู” องครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูจวนเมื่อเห็นคนที่หายหน้าไปนานก็พากันร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
“ท่านพ่ออยู่หรือไม่” เท่าที่จำได้บิดาต้องเดินทางไปต่างเมืองเพื่อทำการค้าบ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าตอนนี้จะอยู่ที่จวนหรือไม่
“นายท่านอยู่ที่จวนของรับ พึ่งกลับมาได้ไม่นาน”
“ดี” หยู่เยียนเอ่ยไปเพียงเท่านั้นก็เดินเข้าไปในจวน ตอนนี้นางยังคิดไม่ตกว่าจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองหรือจะขอความช่วยเหลือจากกระกูลดี ตอนนี้ขอเข้าไปพักผ่อนให้สบายกายสบายใจก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
“ท่านแม่” หยู่เยียนวิ่งเข้าไปหามารดาด้วยความคิดถึง เมื่อได้เห็นใบหน้านี้ชัด ๆ ก็อดคิดถึงมารดาในโลกที่จากมาไม่ได้ ทั้งสองมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกันมาก เพียงแต่ใบหน้าของสตรีผู้นี้ดูมีอายุกว่าหน่อย เพราะมารดาของนางนั้นจากไปตั้งแต่นางยังเล็ก จำได้เพียงราง ๆ เท่านั้น
“เยียนเอ๋อร์ มาให้แม่กอดหน่อย” ฟานลู่เสียนเรียกชื่อบุตรสาวด้วยความคิดถึง ไม่ได้เจอหน้ากันเสียนานเพราะนางต้องออกไปทำการค้ากับผู้เป็นสามี
“เยียนเอ๋อร์คิดถึงท่านแม่ที่สุดเลยเจ้าค่ะ” หยู่เยียนเข้าไปกอดมารดาอย่างต้องการความอบอุ่น ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้นางก็โหยหาความอบอุ่นเช่นนี้เสมอ
“แม่ก็คิดถึงเจ้า ไหน ๆ มาให้แม่ดูสิ” ลู่เสียนดันตัวบุตรสาวออกจากอ้อมกอด และสำรวจบุตรสาวที่ไม่ได้พบหน้ากันนานด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าบุตรสาวสุดที่รักแต่งตัวเช่นไร
“เหตุใดเจ้าจึงแต่งกายเช่นนี้ได้” นี่สกุลเหยียนไม่ได้ดูแลบุตรสาวของนางให้ดีหรืออย่างไร เหตุใดเสื้อผ้าของบุตรสาวของนางจึงได้เก่าเช่นนี้
หลิงหยู่เยียนมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในจวนสกุลเหยียนดีหรือไม่
“แล้วถิงถิงเล่าเหตุใดไม่มากับเจ้าด้วย” ลู่เสียนมองไปรอบ ๆ เมื่อไม่เห็นสาวใช้ที่ติดตามมาด้วยก็เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“นาง นางกลายเป็นอนุของหนิงอวี่ไปแล้วเจ้าค่ะ” หยู่เยียนตอบเสียงสั่นพยายามแสดงความน่าสงสารออกมาให้มากที่สุด ตอนนี้นางตัดสินใจได้แล้วว่าควรให้ผู้อื่นช่วยเหลือดีกว่าจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง
“เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร!” ลู่เสียนมองหน้าของของบุตรสาวอย่างไม่อยากจะเชื่อ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ นางให้ติดตามไปดูแลบุตรสาวเหตุใดจึงกลายเป็นอนุภรรยาของบุตรเขยนางได้
หลิงหยู่เยียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในสกุลเหยียนให้ผู้เป็นมารดาฟังทั้งหมด ยกเว้นเรื่องที่ท้อง เพราะตอนนี้นางก็ไม่ได้มีบุตรอยู่ในท้องเรื่องนี้จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก
“พวกเขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร!!” ทันทีที่หลิงหยู่เยียนเอ่ยจบก็มีเสียงเข้มเอ่ยมาจากด้านหลัง ก่อนที่ผู้เป็นบิดาจะเดินเข้ามานั่งด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ เขาเลี้ยงบุตรสาวมาเป็นอย่างดี ไม่คิดว่าจะมีคนกล้าทำกับบุตรสาวสุดที่รักของเขาเช่นนี้
“ท่านพ่อ” หยู่เยียนลุกขึ้นทำความเคารพบิดาที่พึ่งเดินเข้ามา
“เจ้าทนอยู่เช่นนั้นไปทำไม เหตุใดไม่กลับมาที่จวนของเรา” หนิงป่อหลินถามบุตรสาวเสียงสั่น นางเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเขา เขาไม่มีทางยอมให้นางต้องลำบากเช่นนั้นอีกอย่างแน่นอน
“พวกเขาไม่ยอมให้ข้าออกจากจวนเจ้าค่ะ” ในความทรงจำเก่านางจำได้ว่าคนสกุลเหยียนไม่ยอมให้หยู่เยียนออกห่างจากเรือนเล็กหลังนั้นเลย
“ดี ดียิ่งนัก” ป่อหลินฟาดมือลงที่โต๊ะอย่างแรงด้วยความโมโห กล้ามากที่ทำกับบุตรสาวของเขาเช่นนี้ รอดูว่าเขาจะจัดการกับคนสกุลเหยียนอย่างไร
“ท่านพี่ เราไปที่จวนสกุลเหยียนกันเถิดเจ้าค่ะ กล้าดีอย่างไรมาทำกับบุตรสาวของเราเช่นนี้” นางอุตส่าห์ยอมให้บุตรสาวแต่งงานด้วย หากไม่ได้สามีของนางช่วยมีหรือที่สกุลเหยียนจะมาถึงจุดนี้ได้
“ไป คนสกุลเหยียนต้องรู้ว่าทำเช่นนี้จะมีผลลัพธ์เช่นไร” ป่อหลินลุกขึ้นเตรียมที่จะเอาเรื่องคนสกุลเหยียน แต่ก็ถูกบุตรสาวห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ท่านพ่อ เรื่องนี้ข้าขอจัดการเองได้หรือไม่ ข้าไม่ต้องการให้เรื่องทุกอย่างมันจบลงง่าย ๆ เช่นนี้ คนพวกนั้นจะต้องได้รับกรรมอย่างสาสมกับสิ่งที่พวกมันทำ” นางจะยอมเดินออกมาง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร คนพวกนั้นทำเรื่องเลว ๆ กับนางเอาไว้มาก นางจะไม่ยอมเห็นพวกนั้นเสวยสุขบนความทุกข์ของนางเด็ดขาด
“เจ้าคิดที่จะทำอันใด” เขาไม่เห็นด้วยที่บุตรสาวจะกลับไปอยู่ที่จวนนั้นอีก แค่นี้บุตรสาวของเขาก็ทนทุกข์มากพอแล้ว
“ข้าจะกลับไปอยู่ที่นั่น ทวงทุกอย่างที่เป็นของข้าคืนเจ้าค่ะ” นางบอกความต้องการของตนเองให้บิดาและมารดารับรู้ นางไม่มีทางยอมให้พวกนั้นทำเหมือนเมื่อก่อนอย่างแน่นอน
“ทำเช่นนี้จะดีหรือ” ลู่เสียนเอ่ยแย้ง นางไม่อยากให้บุตรสาวกลับไปอยู่ในที่ที่อันตรายเช่นนั้นอีก คนพวกนั้นร้ายกาจเกินที่บุตรสาวตัวน้อย ๆ ของนางจะรับมือได้
“ข้าตัดสินใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะกลับไปที่จวนสกุลเหยียน” เรื่องนี้นางไม่มีทางเปลี่ยนใจอย่างแน่นอน คนพวกนั้นต้องได้รับกรรมที่พวกมันทำ
“แต่พ่อไม่วางใจที่จะให้เจ้าไปอยู่ที่นั่น” เรื่องเป็นถึงขนาดนี้แล้วจะให้คนเป็นพ่อเช่นเขาปล่อยนางไปอยู่ในจวนที่มีแต่คนจ้องจะทำร้ายนางได้อย่างไร
“ท่านพ่อก็ส่งคนไปอยู่กับข้าสิเจ้าคะ” บิดาต้องเดินทางไปต่างเมืองอยู่ตลอด นางเชื่อว่าเขาต้องมีคนมากฝีมืออยู่ข้างกายอย่างแน่นอน
“เอาเช่นนั้นหรือ” เขารู้ว่าบุตรสาวเป็นเช่นไร แม้ภายนอกนางจะดูเป็นคนอ่อนโยน เชื่อฟัง ว่าง่าย แต่เมื่อนางตัดสินใจแน่วแน่แล้วก็ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนใจนางได้
“เจ้าค่ะ”
“วันนี้พ่อนัดคนของสำนักตงฟางคุ้มกันภัยมา ข้าจะจ้างวานคนที่ไว้ใจได้ไปคอยดูแลเจ้าที่นั่น” เขาทำงานกับสำนักคุ้มกันภัยที่นี่มานานและเจ้าสำนักก็เป็นสหายของเขา เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงจะสามารถวางใจได้
“เจ้าค่ะ” หยู่เยียนยิ้มน้อย ๆ นางรู้จักคนในสำนักนี้ เพราะเป็นสหายของบิดาและนางก็เคยเล่นกับบุตรชายของเขาอยู่บ่อยครั้งตอนเด็ก ๆ
“ดี เช่นนั้นเจ้าก็อยู่รอคุยด้วยแล้วกัน” อีกไม่นานคนจากสำนักคงจะมาถึงรอคุยให้รู้เรื่องทีเดียว จะได้ตกลงรายละเอียดข้อตกลงที่เขาจะจ้างคนไปดูแลบุตรสาวที่จวนสกุลเหยียน
“นายท่านคนจากสำนักคุ้มกันภัยมาแล้วเจ้าค่ะ” ไม่นานบ่าวรับใช้ก็เข้ามารายงานว่าคนจากสำนักคุ้มกันภัยมาถึงแล้ว
“ดี ๆ ให้เข้ามาที่นี่เลย” ป่อหลินบอกด้วยความรีบร้อน เขาอยากจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด หากเรื่องนี้จบลงอย่างรวดเร็วบุตรสาวของเขาก็จะได้กลับมาอยู่ที่จวนเร็ว ๆ