รุ่งขึ้นหลิงหยู่เยียนก็เดินทางกลับไปที่จวนสกุลเหยียนแต่เช้าพร้อมกับคนที่บิดาเตรียมเอาไว้ให้ หลิงป่อหลินไม่วางใจที่จะให้เพียงสาวใช้ไปอยู่กับบุตรสาวที่จวนนั่น จึงได้ส่งบ่าวรับใช้ที่สามารถไว้ใจได้ตามไปด้วยอีกสามคน
“พี่หรงสวีไม่เห็นต้องมาส่งข้าด้วยตนเองเลย แค่นี้ก็เกรงใจมากพอแล้ว” นางไม่คิดว่าเขาจะเดินทางมาส่งนางด้วยตนเองเช่นนี้ เพียงแค่ส่งคนสนิทของเขามาดูแลนางก็เกรงใจมากแล้ว
“ข้าอยากจะมาเห็นด้วยตาของตนเองว่าเจ้ามีความเป็นอยู่อย่างไร” สกุลเหยียนก็มิได้มีหน้ามีตาในเมืองหลวงนี้เท่าใดนัก หากมิได้สกุลหลิงคงไม่ได้มาถึงจุดนี้
“ยามเห็นแล้วท่านก็อย่าได้เวทนาข้าเล่า” หยู่เยียนเอ่ยออกมาอย่างขบขัน ขนาดนางยังรับความเวทนานี้ของตนเองไม่ได้เลย เป็นฮูหยินเอกแต่กลับได้อยู่เรือนเล็กท้ายจวนที่แม้แต่สาวใช้ยังได้อยู่ดีกว่า
“แค่ฟังเจ้าเล่าข้าก็พอจะมองออกว่าเจ้ามีชีวิตที่เป็นอยู่เช่นไร” คุณหนูที่ต้องอยู่อย่างสบายมาทั้งชีวิต เขาคิดไม่ออกเลยว่านางจะใช้ชีวิตเช่นนั้นได้อย่างไร
“หึ ไปเถิดได้เวลาทำอันใดสนุก ๆ แล้ว” เมื่อมาถึงหยู่เยียนก็เดินเข้าไปด้านในจวนด้วยท่าทางที่สง่างามต่างจากตอนแรกที่เข้ามาใจจวนสกุลเหยียนยิ่งนัก
“พี่หญิงท่านกลับมาแล้วหรือ” เวยลี่เข้ามาทักทายหยู่เยียนราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น ก่อนจะหันไปมองคนที่ยืนอยู้ข้าง ๆ “แล้วนี่”
“นี่คือพี่หรงสวี พี่ชายที่เติบโตมาด้วยกันกับข้า” หยู่เยียนมองสตรีที่กำลังมองหน้าด้วยสายตาที่เย็นชา นางคิดเอาไว้แล้วว่าคนพวกนี้ต้องเตรียมการรับมือเอาไว้แล้ว
“ไม่คิดว่าพี่หญิงจะมีพี่ชายที่เติบโตมาด้วยกัน” เวยลี่มองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ภรรยาเอกของสามีด้วยสายตาที่หวานฉ่ำ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีพี่น้องที่หล่อเหลาเพียงนี้
“ทำไม่ เจ้าสนใจหรือ” พอมองดูสีหน้าของอีกฝ่ายก็พอจะเดาออกว่าสนใจในตัวของพี่หรงสวี เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็พอจะคิดแผนการอะไรดี ๆ ออกแล้ว “แต่จะสนใจก็ไม่แปลกเพราะเขาเป็นถึงบุตรชายเพียงคนเดียวของเจ้าสำนักคุ้มกันภัยตงฟาง”
“จะจริงหรือ” เหตุใดนางไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย รู้เพียงอย่างเดียวว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงบุตรสาวของคหบดี แต่เรื่องที่เป็นญาติกับสำนักคุ้มกันภัยตงฟางด้วย
“ใช่สิ ข้าจะโกหกเจ้าไปทำไมกัน” เรื่องนี้เห็นทีว่าจะต้องพึ่งพาเขาอีกเรื่องเสียแล้ว “ท่านพี่ ภรรยาของท่านกลับมาทั้งที ท่านไม่คิดที่จะเอ่ยอันใดออกมาเลยหรือ”
หลิงหยู่เยียนเบนความสนใจไปยังผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี นางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาจะทำตัวเช่นไรเมื่อได้พบหน้าของนางอีกครั้ง
“ท่านพี่เป็นห่วงพี่หญิงมากเลยนะเจ้าคะ พี่หญิงก็ออกจากจวนไปอย่างไม่บอกกล่าวทำให้คนเป็นห่วงแล้ว” เวยลี่ปั้นหน้ายิ้ม นางอุตส่าห์ให้คนจับตาหยู่เยียนเอาไว้ให้ดี แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นหนีหายออกไปได้อย่างไรทั้งที่ร่างกายก็เจียนจะตายเช่นนั้น
“เป็นห่วงเช่นนั้นหรือ ไม่คิดว่าท่านพี่จะเป็นห่วงข้าด้วย” หยู่เยียนไม่เอ่ยเปล่ายังเดินเข้าไปใกล้ ๆ ผู้ที่เป็นสามี ประโยคนี้พวกเขาสมควรเอ่ยออกมาด้วยหรือ
“ข้าย่อมเป็นห่วงเจ้าอยู่แล้ว” หนิงอวี่เดินเข้าไปหาผู้เป็นภรรยาพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างรักใคร่ เขาต้องทำเป็นว่ายังคงรักและเอ็นดูนางอยู่ตลอด ตอนนี้เขายังคงต้องพึ่งพาสกุลหลิงอยู่จะให้ผู้อื่นรู้เรื่องที่เขาทำกับนางไม่ได้ ไม่รู้ว่านางได้เอ่ยเรื่องเหล่านั้นไปหรือยัง
“ไม่คิดว่าท่านพี่จะเป็นห่วงข้าด้วย” หยู่เยียนยังคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่ได้สนใจใบหน้าที่จอมปลอมเหล่านั้น
“เจ้าเป็นภรรยาข้า ข้าย่อมเป็นห่วงเจ้าอยู่แล้ว” เขาเข้าไปกอดนางอย่างรักใคร่ ไม่รู้ว่านางได้เอาเรื่องต่าง ๆ ไปบอกคนในครอบครัวของนางหรือไม่ แต่ถ้าจะให้เขาเดานางคงยังไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกผู้ใด มิเช่นนั้นคนสกุลหลิงก็คงจะไม่ให้นางกลับมาเหยียบที่นี่อีก นางก็ยังคงเป็นนางที่ทำเพื่อเขาเสมอมา ไม่ว่านางจะต้องทนเจ็บช้ำเพียงใด
หลิงหยู่เยียนยิ้มออกมาอย่างเขินอาย ทั้งที่ในใจอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้ เป็นห่วงหรือ หากเป็นห่วงจริงคงไม่ปล่อยให้นางต้องทนทุกข์อยู่เช่นนั้นเป็นแน่
“เราเข้าไปด้านในกันเถิดเจ้าค่ะ” หยู่เยียนทนไม่ไหวที่จะอยู่ในอ้อมกอดของเขา จึงได้ผละออกแล้วเดินเข้าไปในจวน คนเช่นนั้นไม่เหมาะสมที่จะได้สัมผัสตัวของนาง
“พวกท่านกลับไปก่อนเถิด ข้าสองสามีภรรยามีเรื่องที่ต้องหารือกันนิดหน่อย” เมื่อเห็นว่ากลุ่มคนที่ติดตามมาด้วยกำลังจะเดินเข้าไปในจวน จึงได้เข้ามาขัดขวางเอาไว้ก่อน เขาจะไม่ให้คนพวกนี้เข้าไปเห็นถึงความเป็นอยู่ด้านในจวนเด็ดขาด
“พวกข้าได้รับหน้าที่ติดตามมารับใช้คุณหนู จะกลับไปได้อย่างไร” ซูฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง นางได้รับหน้าที่สำคัญคือดูแลคุณหนูจะมาไล่ให้นางออกไปได้อย่างไร
“คนพวกนี้ติดตามมารับใช้ข้า เพราะสาวใช้คนสนิทได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเป็นอนุ” หยู่เยียนเอ่ยออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบกับนาง
“แต่...”
“เช่นนั้นพี่หรงสวีกลับไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ วันหน้าค่อยพบกันใหม่” หยู่เยียนรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอันใด จึงได้ให้หรงสวีกลับไปก่อนเรื่องนี้จะใจร้อนไม่ได้
“ได้ วันหน้าข้าจะมาใหม่” หรงสวีทำตามคำของหญิงสาวอย่างว่าง่าย โดยที่ทิ้งคนสนิทของตนเอาไว้เช่นเดิม เขาเชื่อว่านางมีเหตุผลที่ไล่เขากลับไปและเขาเชื่อในการตัดสินใจของนาง
“ไปกันเถิด” หยู่เยียนเดินนำเหล่าบ่าวรับใช้ชายหญิงที่พามาจากจวนสกุลหลิงไปที่เรือนของตนเอง นางตัดสินใจที่จะอยู่เรือนท้ายจวนเช่นเดิม เพราะไม่อยากไปวุ่นวายกับคนเหล่านั้นมากนัก
“เยียนเอ๋อร์” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะเดินจากไป หนิงอวี่ก็ได้เอ่ยเรียกเอาไว้ก่อน เรื่องนี้ต้องพูดคุยกันให้รู้เรื่องว่าที่นางทำเช่นนี้ต้องการอันใดกันแน่
“เรื่องนั้นเดี๋ยวเราค่อยว่ากันทีหลัง” พูดจบก็เดินจากไปโดยไม่สนใจคนที่ยืนอยู่เลยแม้แต่น้อย นางมีเรื่องอีกมากที่ต้องกลับไปจัดการที่เรือน เพราะคงต้องซ่อมแซมอีกมาก
“คุณหนูอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือเจ้าคะ” ซูฉีเอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ เรือนคนใช้ของสกุลหลิงยังดูดีกว่านี้เสียอีก
“ใช่ เจ้าให้คนไปตามช่างก่อสร้างมา เร่งซ่อมแซมที่นี่ให้เร็วที่สุด และต่อเติมเรือนนอนของพวกเจ้าด้วย”
“เจ้าค่ะ” ซูฉีรีบไปทำตามคำสั่ง ให้คนออกไปจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ไม่ว่าต้องใช้เงินมากเพียงใดก็ต้องยอม
“เหตุใดพวกเราไม่ไปอยู่ที่เรือนใหญ่เจ้าคะ” คุณหนูของนางเป็นถึงภรรยาเอกเหตุใดต้องมายอมอยู่ที่เล็กและคับแคบเช่นนี้ด้วย
“ข้าไม่อยากไปอยู่ใกล้คนเหล่านั้น พลอยจะทำให้อารมณ์เสียเสียเปล่า” นางไม่อยากที่จะต้องทนเห็นหน้าคนเหล่านั้นทุกวัน แค่นี้นางก็แทบจะทนไม่ไหวเสียแล้ว
“อย่าลืมบอกช่างด้วยเล่าว่าไม่ต้องทำดีมาก เพราะเราจะอยู่ที่นี่ไม่นาน หลังจากสะสางบุญคุณความแค้นเสร็จเราก็จะไปจากที่นี่ทันที” นางคิดว่านางคงจะอยู่ที่นี่ไม่นาน จัดการคนเหล่านี้ไม่ต้องใช้สมองให้เปลือง
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าอยู่จัดการที่นี่ ข้าจะไปที่เรือนใหญ่เสียหน่อย” นางต้องไปสะสางกับคนเหล่านั้น ไม่รู้ว่าพวกนั้นเตรียมแผนการรับมืออันใดเอาไว้บ้าง
“จะดีหรือเจ้าคะ” ซูฉีไม่วางใจที่จะให้ผู้เป็นนายไปที่นั่นคนเดียว ด้วยกลัวว่าเจ้านายที่แสนดีจะถูกรังแกเอาได้
“เจ้าไม่ต้องกลัว ข้ามิใช่คนเดิมที่ผู้ใดจะสามารถมารังแกได้ง่าย ๆ” พูดจบก็เดินออกไปไม่ปล่อยให้สาวใช้ได้เอ่ยปากห้ามอีก ตอนนี้ไม่มีผู้ใดสามารถมารังแกนางได้อีกต่อไป
ซูฉีได้แต่มองตามผู้เป็นนายด้วยความเป็นห่วง เพราะไม่สามารถทำอันใดได้ กลัวว่าผู้เป็นนายจะได้รับอันตราย
“ข้ามาพบท่านพี่” หยู่เยียนแจ้งบ่าวที่คอยเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู ใบหน้าของนางมีแต่ความเฉยชาต่างจากตอนแรกที่แต่งเข้ามาใหม่ ๆ ที่มีแต่ใบหน้าที่อ่อนโยน
“รอสักครู่นะขอรับ” บ่าวคนนั้นรีบเข้าไปแจ้งผู้เป็นนายทันที เพราะเจ้านายได้แจ้งเอาไว้แล้วว่าหากฮูหยินใหญ่มาที่เรือนให้รีบเข้าไปแจ้งทันที
“เชิญด้านในขอรับ”
หลิงหยู่เยียนเดินตามบ่าวรับใช้เข้าไปด้านใน นางอยากรู้ใจจะขาดว่าสองผัวเมียนั่นจะทำเช่นไรต่อไป จะตีสองหน้าหรือจะเผยธาตุแท้ออกมา
“พี่หญิงนั่งก่อนเจ้าค่ะ” เวยลี่ท่าจะเข้าไปประคองหยู่เยียนให้มานั่งลงยังที่นั่งที่วางอยู่ แต่ใบหน้าที่ยิ้มแย้มก็ต้องแข็งค้างเมื่ออีกฝ่ายนั้นขยับตัวหนีราวกับรังเกียจ
“เรามาเข้าเรื่องเลยดีหรือไม่” หยู่เยียนไม่รีรอรีบเข้าประเด็นทันที หากเป็นไปได้นางไม่อยากจะใช้อากาศหายใจกับคนพวกนี้ด้วยซ้ำ
“เรื่องที่เกิดขึ้น” หนิงอวี่เปิดปากเอ่ยออกมาในที่สุด แต่ก็ยังไม่ทันที่จะเอ่ยจบหยู่เยียนก็เอ่ยสวนขึ้นมาก่อน
“เรื่องพวกนั้นข้ายังไม่ได้บอกผู้ใด ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วง” นางรู้สึกกระดากปากยิ่งนักที่ต้องเรียกเขาว่าท่านพี่เช่นนี้ นางจะรีบสะสางเรื่องเหล่านี้ให้เร็วที่สุด จะได้ออกไปจากที่ที่นางรังเกียจเช่นนี้เสียที
“ดี ๆ ดียิ่งนัก” เมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่ายหนิงอวี่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะหากผู้อื่นรู้เรื่องนี้ชีวิตทางด้านการงานของเขาสิ้นสุดลงอย่างแน่นอน
“ที่ข้ายังไม่ยอมเอ่ยเรื่องนั้นออกไปก็เพราะว่าข้ายังรักท่านพี่อยู่ ข้าจะให้โอกาสท่านพี่แก้ตัวอีกสักรอบ หากท่านพี่ทำให้ข้าพอใจมิได้ ข้าจะหย่ากับท่านแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ว่าท่านทำเช่นไรกับข้าบ้าง ท่านคงรู้กระมังว่าหากข้าเอ่ยเรื่องนี้ออกไป ชีวิตจากนี้ของท่านจะเป็นเช่นไร” หยู่เยียนปรายตามองสองคนที่นั่งเคียงคู่กันรักกันมากใช่หรือไม่ นางจะทำลายความรักครั้งนี้เอง ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม สกุลเหยียนนี้จะต้องล่มจมไม่มีที่ยืนในใต้หล้านี้อีกต่อไป
“ท่านพี่คงรู้กระมังว่าจากนี้ควรปฏิบัติตนเช่นไรกับข้า” พูดจบก็เดินออกไป โดยไม่สนใจเลยว่าสองคนที่อยู่ในห้องจะมีสีหน้าเช่นไร
หากในตอนนั้นหลิงหยู่เยียนคนก่อนเลือกที่จะใช้อำนาจที่ตนมี ก็คงจะไม่ต้องมามีจุดจบเช่นนี้ และก่อนที่นางจะไปใช้ชีวิตของตนเองนางก็จะทำตามคำขอของอีกฝ่ายให้สำเร็จเสียก่อน ซึ่งดูแล้วเรื่องนี้ก็คงจะไม่เกินความสามารถของนาง