บทที่ 4

2011 Words
จางเวยลี่ยืนมองหลิงหยู่เยียนเดินจากไปด้วยความคับข้องใจ เอ่ยมาเช่นนี้ก็มิได้หมายความว่าให้ท่านพี่เลือกตนเองแล้วหันมาลงมีดกับนางเช่นนั้นหรือ “ท่านพี่ เราจะทำเช่นไรกันดีเจ้าคะ” เวยลี่หันไปถามสามีที่ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ นางไม่รู้ว่าคนผู้นี้จะเอาเช่นไรกันแน่ เพราะนางเองก็เดาความคิดของเขาไม่ออกเช่นกัน แม้เขาจะรักนางมากแต่เพื่ออำนาจนางเชื่อว่าเขาสามารถทำสิ่งที่ไม่คาดฝันได้เสมอ “เรื่องนี้ต้องค่อย ๆ คิดจะทำอันใดบุ่มบ่ามไม่ได้” พูดจบหนิงอวี่ก็เดินไปที่ห้องทำงานของตนเอง เขาต้องใช้ความคิดอย่างหนักกับเรื่องนี้ จางเวยลี่ได้แต่มองสามีจากไปด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก เขารักนางแต่เขาก็รักตัวเองมากกว่า จากนี้หากเขายังไม่ชัดเจนว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรนางคงต้องหาทางออกให้ตนเอง “อาจงเราไปที่ห้องครัวกันเถิด” นี่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่นางสามารถทำได้ เพราะที่เขามีใจรักมั่นต่อนางก็มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว นางคอยดูแลเอาใจใส่และอยู่ข้างเขาเสมอมา เขาจึงยึดมั่นและดีต่อนาง แต่หลังจากนี้นางก็ไม่รู้ว่าเขาจะตัดสินใจทำเช่นไรต่อ นางไม่สามารถให้ในสิ่งที่เขาต้องการ นางให้ได้เพียงความรักที่จริงใจต่อเขา หากเขามองมันไม่เห็นนางก็คงต้องทบทวนให้ดีอีกครั้งว่าควรจะฝากชีวิตไว้กับเขาได้หรือไม่ เวยลี่อิงใช้เวลาอยู่ที่หน้าเตาเกือบครึ่งค่อนวัน ก็ได้น้ำแกงมาถ้วยหนึ่งจึงได้นำไปให้สามีที่นั่งทำงานอยู่ที่ในห้องหนังสือ “ท่านพี่ ข้านำน้ำแกงมาให้เจ้าค่ะ” เวยลี่เดินเข้าไปในห้องหนังสือด้วยความเคยชิน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสายตาของเจ้าของห้องที่มองมา “เหตุใดไม่ให้คนเข้ามาแจ้งก่อน” หนิงอวี่เอ่ยด้วยท่าทีห่างเหิน แถมไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย “ขออภัยเจ้าค่ะ รอบหน้าข้าจะรอบคอบให้มากกว่านี้” เวยลี่พยายามปั้นหน้ายิ้ม นางไม่รู้ว่าครานี้นางทำอันใดผิด เพราะทุกครั้งนางก็เข้ามาโดยไม่ต้องแจ้งมาตลอด “เอาวางไว้เถิด หากไม่มีอันใดก็ออกไปได้แล้ว ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ” ตอนนี้เขามีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ ไหนจะเรื่องในราชสำนักไหนจะเรื่องที่จวนอีก ตอนนี้เขาต้องใช้สมองอีกมากนัก “เจ้าค่ะ” “นายหญิงเป็นเช่นนี้ต่อไปจะดีหรือเจ้าคะ” อาจงเอ่ยถามในขณะที่เดินกลับไปที่เรือน นางคิดว่าหากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ต้องไม่ดีต่อฝ่ายของพวกนางอย่างแน่นอน “เจ้าคิดว่าข้าจะสามารถทำอันใดได้เช่นนั้นหรือ ข้าก็เพียงแค่หญิงสาวชาวบ้านที่บังเอิญที่บ้านมีฐานะขึ้นมาหน่อยก็เท่านั้น” บิดามารดาของนางก็เป็นเพียงพ่อค้าแม่ค้าธรรมดาไม่ได้ร่ำรวยอันใด จะไปสู้กับคนเหล่านั้นได้อย่างไร หากไม่เพราะนางดูแลและช่วยเหลือเขามาตั้งแต่ยังเล็กเขาก็คงไม่เชิดหน้าชูตานางเช่นนี้ “แต่อย่างไรเราก็ต้องหาทางรอดเอาไว้นะเจ้าคะ” “เรื่องนั้นข้ารู้ แต่ข้าอยากให้แน่ใจก่อนว่าท่านพี่จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร” นางไม่มีทางปล่อยให้ตนเองตกต่ำอย่างแน่นอน หากนางมั่นใจแล้วว่าเขาจะเลือกที่จะตัดนางทิ้ง นางก็ต้องหาทางรอดให้ตนเอง และนางก็ไม่มีทางที่จะปล่อยให้คนที่ทำให้นางตกต่ำต้องมีชีวิตอย่างสงบสุขเป็นแน่ แม้นางจะรักเขามากเพียงใด แต่นางก็รักตนเองมากกว่า ไม่มีทางให้ความรักอยู่เหนือสิ่งอื่นใดเหมือนหลิงหยู่เยียนผู้นั้นอย่างแน่นอน สตรีผู้นั้นมีทางเลือกมากกว่านางมากนัก แต่ก็เลือกที่จะให้ความรักอยู่เหนือสิ่งอื่นใด หลงคิดว่าความดีของตนจะสามารถทำให้บุรุษผู้นั้นรักตนเองได้จริง ๆ หารู้ไม่ว่าบุรุษผู้นั้นก็รักแต่ตนเองไม่ต่างกัน มิเช่นนั้นเขาจะยอมใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อให้หยู่เยียนมาตกหลุมพรางได้หรือ “คุณหนูทุกอย่างเกือบจะเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” ซูฉีเข้ามารายงานผู้เป็นนายภายในห้อง ตอนนี้ซ่อมแซมเรือนไปแล้วบางส่วนอีกไม่กี่วันก็เสร็จ “ดี ให้ทุกอย่างเสร็จให้เร็วที่สุดไม่ว่าจะต้องเสียเงินมากเท่าไรก็ตาม” นางจะไม่ยอมลำบากอีกแน่ ตอนนี้นางเป็นคนที่รวยที่สุดในเมืองหลวง จะมายอมใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไปทำไม “แล้วคุณหนูคิดจะจัดการกับถิงถิงอย่างไรเจ้าคะ” “คนชั่วเช่นนั้นข้าไม่ปล่อยเอาไว้นานหรอก ข้าจำสิ่งที่นางทำได้ขึ้นใจ” คนเช่นนั้นปล่อยเอาไว้ไม่ได้ สิ่งที่อีกฝ่ายทำนั้นยากเกินกว่าจะให้อภัย “ถ้าเช่นนั้นเราเรียกนางมาจัดการเลยดีหรือไม่เจ้าคะ” นางอยากจัดการคนทรยศผู้นั้นใจจะขาด สกุลหลิงเลี้ยงดูมาอย่างดีไม่ให้ลำบาก กลับมาหักหลังผู้มีพระคุณเช่นนี้ได้ “เรื่องนั้นไม่ต้องรีบร้อน เดี๋ยวนางก็ร้อนรนจนทนไม่ไหวมาหาเราเอง” คนมีความผิดติดตัววางตัวนิ่งเฉยได้ไม่นานหรอก นางเชื่อว่าอีกไม่นานอีกฝ่ายต้องมาหานางอย่างแน่นอน “บ่าวตั้งตารอให้วันนั้นมาถึงใจจะขาดแล้วเจ้าค่ะ” นางอยากจัดการสตรีผู้นั้นใจจะขาด ได้เลื่อนขั้นเป็นอนุแล้วอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นบ่าวที่ต่ำต้อยอยู่ดี แล้วยิ่งตอนนี้คุณหนูกลับมามีฐานะในจวนแห่งนี้แล้ว อีกฝ่ายคงอยู่ไม่สุขน่าสะใจยิ่งนัก “เอาละ เจ้าไปจัดการเรื่องซ่อมเรือนให้เรียบร้อย เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง” นางยังไม่อยากคิดเรื่องอันใดในตอนนี้ เพราะนางยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องให้จัดการ “อ่อ แล้วเรียกฉางเว่ยมาพบข้าด้วย” “เจ้าค่ะ” ซูฉีออกไปไม่นานฉางเว่ยก็เดินเข้ามาด้านในห้อง “คุณหนูหลิงมีอันใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ” “เจ้าสามารถเข้าออกจวนนี้ได้อย่างไม่มีคนรู้เห็นใช่หรือไม่” นางไม่คิดว่าที่จวนเล็ก ๆ แห่งนี้จะสามารถกักขังคนเช่นเขาได้ “ได้ขอรับ” “ดี เช่นนั้นกลับไปแจ้งท่านพ่อให้ข้าหน่อยว่าที่นี่เรียบร้อยดี แล้วก็ถือโอกาสเชิญเจ้านายของเจ้ามาเยี่ยมชมที่จวนเสียหน่อย” ถึงเวลาต้องชวนพี่หรงสวีมาร่วมแสดงงิ้วด้วยกันสักฉากเสียแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะยอมร่วมมือด้วยหรือไม่ “ขอรับ” เมื่อได้รับคำสั่งฉางเว่ยก็รีบออกไปจัดการอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอให้มืดค่ำเพราะองครักษ์ที่นี่เขาสามารถจัดการได้อย่างสบาย ๆ รุ่งขึ้นหยวนหรงสวีก็มาตามคำเชิญของหลิงหยู่เยียน เขาก็ไม่รู้ว่านางเรียกเขามาทำไม รู้เพียงแค่ว่านางให้ฉางเว่ยมาแจ้งต้องการพบเขาเท่านั้น “นายท่านของข้ามาพบฮูหยินเหยียน” จงชุนเข้าไปแจ้งกับบ่าวที่เฝ้าอยู่หน้าประตู แต่ก็ได้รับการเมินเฉยราวกับว่าไม่ต้องการให้เขาเข้าไป “นี่พวกเจ้าคิดที่จะไล่แขกของข้าหรือ” หยู่เยียนที่มาดักรออยู่ก่อนแล้วเมื่อเห็นท่าทีที่ไม่เต็มใจต้อนรับแขกของตนจึงได้แสดงตัวออกมา “ฮะ ฮูหยิน” ทั้งสองคนต่างก็พากันตกใจ เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโผล่ออกมาเช่นนี้ “หากข้าไม่ออกมาเดินเล่นคงไม่รู้ว่าเจ้าปฏิบัติกับแขกของข้าเช่นนี้” หยู่เยียนไม่ได้สนใจท่าทีของทั้งสองและได้แต่เอ่ยออกมาอย่างเย็นชา นางคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าคนเหล่านี้ต้องทำทุกอย่างเพื่อกีดกันไม่ให้นางพบหน้ากับผู้อื่น “ปะ เปล่าขอรับ” ทั้งสองได้แต่ก้มหน้านิ่งเพราะความกลัว หากเป็นเมื่อก่อนพวกเขาคงมีความกล้ามากกว่านี้ แต่ตอนนี้ท่าทางของฮูหยินเปลี่ยนไปแล้วพวกเขาจึงไม่มีความกล้าเช่นเมื่อก่อน “พี่หรงสวีเชิญด้านในเจ้าค่ะ” หยู่เยียนยิ้มแย้มอย่างเป็นกันเอง แล้วเดินนำไปที่เรือนของตนอาศัยอยู่ เดินเข้าไปในจวนได้สักพักหยวนหรงสวีก็เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเดินมาไกลมากแล้วก็ไม่มีวี่แววว่าจะถึงเสียที “นี่เจ้าอาศัยอยู่ไกลเพียงนี้เลยหรือ” “บอกแล้วว่าข้าอยู่ที่ท้ายจวน นี่คนของท่านมิได้บอกอันใดเลยหรือ” นางคิดว่าฉางเว่ยจะเล่าเรื่องของนางให้เขาฟังเสียแล้ว “ไม่คิดว่าจะไกลเพียงนี้” หรงสวีมองไปรอบ ๆ ระหว่างทางมีเพียงต้นไม้เท่านั้น เขาคิดมาตลอดว่าจวนแห่งนี้เล็ก ๆ ไม่คิดว่าจะพื้นที่เยอะเพียงนี้ “อีกเดี๋ยวก็จะถึงแล้ว” หยู่เยียนเดินลัดเลาะไปตามเส้นทาง จนมาถึงที่เรือนของตนเอง “นี่ไงเรือนของข้า” “เหตุใดจึงเล็กเช่นนี้” หรงสวีได้แต่มองเรือนหลังน้อยอย่างสงสัย เขารู้ว่านางได้อยู่เรือนเล็กแต่ก็ไม่คิดว่าจะเล็กเพียงนี้ แถมยังอยู่ไกลอีกต่างหาก “ก็บอกไปแล้วว่าอยู่เรือนเล็ก นี่ยังถือว่าดีขึ้นมาหน่อยเพราะข้าให้คนมาต่อเติมแล้ว” หยู่เยียนพาหรงสวีเดินเข้าไปในเรือนพลางเล่าเรื่องที่ตนให้คนมาต่อเติมเรือน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่ามีคนมานั่งรออยู่ในเรือน “ฮูหยิน อนุถิงมารอพบเจ้าค่ะ” ซูฉีรายงานเจ้านายที่พึ่งเดินเข้ามา พร้อมกับมองไปยังผู้ที่นั่งอยู่ในเรือนด้วยสายตาเยือกเย็น นางนับวันรอให้อีกฝ่ายมาที่เรือนนี้ทุกวันคืน แต่ก็ไม่คิดว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วเพียงนี้ “คารวะฮูหยินใหญ่ คารวะใต้เท้าหยวน” ถิงถิงได้แต่มองชายหญิงที่เดินมาพร้อมกันด้วยสายตาที่ตกตะลึง ไม่คิดว่าจะได้พบหน้าของเขาที่นี่ “อนุถิงมาที่เรือนหลังเล็ก ๆ ของข้าด้วยเหตุอันใดหรือ” หยู่เยียนเดินเข้าไปนั่งยังที่นั่งของตนเองด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่แม้แต่จะชายตาแลคนที่นั่งอยู่เลยแม้แต่น้อย “บะ บ่าวมาทำคารวะฮูหยินเจ้าค่ะ” ถิงถิงก้มหน้าตอบไม่กล้าเงยขึ้นไปเผชิญหน้ากับอดีตเจ้านาย นางรู้ว่านางทำผิดมหันต์ที่ทอดทิ้งผู้เป็นนายไปยามลำบาก แต่นางก็มีสิทธิ์เลือกเส้นทางของตนเองมิใช่หรือ จะให้นางมาทนทุกข์ทนลำบากเช่นนี้ได้อย่างไร “อนุถิงเกรงใจเกินไปแล้ว คนไร้ค่าเช่นข้ามีอันใดให้ท่านต้องมาคารวะหรือ” นางจำได้ว่าแต่ก่อนอีกฝ่ายทำอันใดเอาไว้บ้าง ถิงถิงเป็นเพียงคนเดียวในจวนที่รู้ว่านางตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่คิดที่จะยื่นมือมาช่วยเหลือนางเลยแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่าหากเหยียนหนิงอวี่รู้ว่าในท้องของนางมีลูกของเขาอยู่ แล้วนางจะกลับมามีที่ยืนในจวนแห่งนี้อีกครั้ง นางขอร้องถิงถิงอย่างน่าเวทนาว่าให้ถิงถิงช่วยส่งข่าวให้คนสกุลหนิงมาช่วยเหลือนาง แต่ก็ได้รับคำตอบปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย หากอีกฝ่ายยอมช่วยเหลือแต่โดยดี หลิงหยู่เยียนคนก่อนก็คงไม่ต้องทนใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยากเช่นนั้นจนสิ้นใจ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD