ยัยเด็กกาฝาก

1359 Words
@ 8 ปีที่แล้ว ท่ามกลางความกว้างใหญ่ของคฤหาสน์หรูที่ดูเย็นชียบในสายตาของเด็กกำพร้าอย่างฉัน กลับมีรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาจากหญิงใจดีตรงหน้าเป็นเสมือนแสงสว่างเดียวที่ส่องลงมาถึงชีวิต " ต่อไปนี้ที่นี่คือบ้านของหนูนะลูก.. " คำพูดนั้นทำให้ฉันรู้สึกตื้นตันจนจุกอยู่ที่ลำคอ น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจเอ่อล้นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ " ขอบคุณคุณป้ามากเลยนะคะ ที่รับอุปการะหนู.. " " เรียกคุณแม่นะจ๊ะ..ต่อไปนี้หนูคือลูกสาวของแม่..คือคุณหนูของบ้านนี้..ไหนลองเรียกดูสิจ๊ะ.. " ฉันพยายามปรับความรู้สึกที่สับสน มือบางสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่มองใบหน้าอันอ่อนโยนของท่าน " ค่ะ..คุณแม่" ฉันชื่อ ‘เอิงเอย’ ตอนนี้อายุ 20 ปีแล้ว ชีวิตของฉันเริ่มจากศูนย์... ศูนย์ที่หมายถึงไม่มีอะไรเลย เพราะพ่อกับแม่แท้ๆ เอาฉันมาทิ้งไว้ที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กบ้านอุ่นใจ ฉันเติบโตท่ามกลางเสียงร้องไห้ของเด็กคนอื่นและความอ้างว้าง จนกระทั่งอายุได้ 12 ขวบ โชคชะตาก็พาฉันย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังใหม่ แม่ครูบอกว่ามีเศรษฐีใจดีท่านหนึ่งรับฉันมาอุปการะเลี้ยงดูในฐานะลูกสาวบุญธรรม ท่านใจดีกับฉันมากจนฉันแปลกใจ ตอนแรกฉันเข้าใจว่าท่านไม่มีลูกจึงอยากรับเด็กสักคนมาเติมเต็มบ้านที่เงียบเหงา แต่พอย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สักพัก ป้านวลซึ่งเป็นป้าแม่บ้านเก่าแก่ก็เล่าให้ฉันฟังเกี่ยวกับลูกชายเพียงคนเดียวของบ้านนี้ เขาชื่อ "อนาวิน" ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขาเลยสักครั้ง เพราะเขาไปเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ จนกระทั่งฉันอายุได้ 16 ปี เขาก็ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยแบบถาวร วินาทีแรกที่ได้พบกัน ฉันพยายามจะยิ้มทักทายในฐานะน้องสาว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเฉยชา ตั้งแต่วันนั้นเขาไม่เคยพูดหรือมองหน้าฉันเลยสักครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง... " ยัยเด็กกาฝาก.. " น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามดังขึ้นข้างหลัง ฉันสะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจ " พี่วินเรียกเอยเหรอคะ.. " " ก็มีแต่เธอไม่ใช่หรืองัย..ที่เป็นกาฝากของบ้านนี้..ไม่เรียกเธอแล้วจะเรียกใคร.. " แววตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาที่ฉันราวกับฉันเป็นสิ่งสกปรกที่หลุดรอดเข้ามาในบ้าน " แล้วอีกอย่าง..ฉันก็ไม่ใช่พี่เธอ..ฉันไม่เคยมีน้องสาว..เลิกเรียกฉันว่าพี่ได้แล้ว..ถ้าไม่อยู่ต่อหน้าคุณแม่ก็อย่าทำตัวเหมือนตัวเองเป็นคุณหนู..เธอมันก็แค่เด็กในบ้าน... " " ค่ะ..... " ฉันก้มหน้าลงทันทีเพื่อหลบซ่อนความเจ็บปวดที่แล่นเข้าสู่กลางใจ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขา ฉันได้แต่ตั้งคำถามในใจซ้ำๆ ว่าฉันทำอะไรผิด หรือไปทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองใจ ทำไมเขาถึงได้จงเกลียดจงชังกาฝากคนนี้เหลือเกิน... @ อนาวิน ผมถูกส่งไปเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ เพราะคุณพ่อท่านอยากให้ผมเก่งด้านภาษาและมีความเป็นผู้นำ ท่านจึงส่งผมไปอยู่กับคุณอาที่ต่างเมือง ความห่างไกลทำให้ผมต้องเข้มแข็งและมองโลกในความเป็นจริงเสมอ พออายุได้ 19 ผมจึงตัดสินใจขอกลับมาเรียนต่อที่ประเทศไทยเพื่อจะได้รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว แต่พอผมกลับมาถึงบ้านที่ควรจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของผม ผมกลับต้องเจอกับเด็กผู้หญิงหน้าซื่อตาใสคนหนึ่ง ซึ่งป้านวลบอกว่าเธอคือลูกสาวบุญธรรมที่คุณแม่รับมาเลี้ยง... ผมไม่ชอบเธอคนนี้เอามากๆ ในสายตาของผม เธอคือผู้บุกรุกที่จ้องจะชุบมือเปิบ เธอชอบออดอ้อนคุณแม่ทำตัวเป็นเด็กดีจนน่าคลื่นไส้... แต่พอเจอผมทีไรกลับทำหน้าทำตาอย่างกับเจอเสือเจอจระเข้ สั่นเทาเหมือนคนจะขาดใจตายจนทำให้คุณแม่ดุผมบ่อยๆ เพราะคิดว่าผมรังแกเธอ... สงสัยคงจะอยากเป็นหนูตกถังข้าวสารล่ะสิ ถึงได้ยอมตกลงมาเป็นลูกสาวของบ้านนี้ คงจะคิดว่าพ่อกับแม่จะแบ่งสมบัติให้สินะ หึ..มองดูแววตาก็รู้แล้วว่าเธอร้ายลึกเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง ตอนนี้ผมอายุ 23 ปี กำลังเรียนบริหารธุรกิจอยู่ที่มหาวิทยาลัย U ผมอยู่ปี 3 และความซวยก็มาเยือนเมื่อยัยเด็กกาฝากนั้นดันสอบติดที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับผมซะด้วย แถมยังเรียนคณะเดียวกันอีก....หึ.....ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือว่าตั้งใจวางแผนจะตามเกาะผมกันแน่ " ตาวิน...วันนี้เปิดเทอมวันแรก..พาน้องไปด้วยนะ " เสียงคุณแม่ดังขึ้นในเช้าวันใหม่ที่เป็นวันเริ่มเรียนวันแรก " ไปเองไม่เป็นหรืองัย...ทำไมต้องให้ไปกับผมด้วย " ผมกระแทกช้อนลงกับจานอาหารอย่างไม่พอใจ " ก็น้องยังไม่รู้จักเส้นทาง..ให้น้องไปด้วยแค่นี้ไม่ได้เลยหรืองัย " " เฮ้อ.. " ผมถอนหายใจออกมาอย่างแรงเพื่อแสดงให้เห็นว่าผมกำลังหงุดหงิดอย่างมากกับภาระที่ถูกยัดเยียดมาให้ " ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่..เอยนั่งแท็กซี่ไปก็ได้ค่ะ ไม่รบกวนคุณวินดีกว่าค่ะ " เสียงแผ่วๆ ของยัยตัวดีเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัว ซึ่งมันยิ่งกระตุ้นอารมณ์เสียของผมให้หนักกว่าเดิม " หึ..รถเมล์ก็มี..แต่อยากไปแท็กซี่ " ผมแค่นหัวเราะในลำคอ แหม...เป็นเด็กกำพร้าแต่รสนิยมสูงจริงๆ นะ " เอะ .. ตาวิน..ทำไมพูดกับน้องแบบนี้ แม่บอกหลายครั้งแล้วนะ " คุณแม่หันมาเอ็ดผมเสียงเขียว ก่อนจะหันไปทางเด็กนั่น " หนูเอย..แม่บอกว่าให้เรียกว่าพี่วิน..ทำไมยังเรียกคุณอยู่อีกจ๊ะ " " ผมไม่มีน้อง.. " ผมสวนขึ้นทันทีโดยไม่สนมารยาท " ตาวิน..หนูเอยเป็นลูกสาวแม่..ก็ต้องเป็นน้องแกสิ..อย่าให้แม่ได้ยินอีกนะ..ว่าแกพูดกับน้องแบบนี้... " " ไม่เป็นไรค่ะ..เอยชินกับการเรียกคุณมากกว่า... " " หึ..รู้ตัวก็ดี....จะไปก็ตามมา..ฉันรีบ " ผมลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารแล้วเดินตรงไปยังรถยนต์คันหรูของตัวเองทันที " ค่ะ...เอยไปนะคะคุณแม่..สวัสดีค่ะ " " จ๊ะ..ตั้งใจเรียนนะลูก..เดี๋ยวตอนเย็นแม่ทำของอร่อยไว้รอ " " ค่ะ..ไปแล้วนะคะ " เด็กนั่นเดินตามผมมาที่รถด้วยท่าทางเกร็งๆ ฉันขึ้นรถมากับเขา นั่งเงียบเชียบมาได้สักพัก บรรยากาศภายในรถมันอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แต่พอนั่งมาได้เพียงครึ่งทาง เขาก็จอดให้ฉันลงข้างถนนที่ไหนสักแห่งที่ดูไม่คุ้นตาเลยแม้แต่นิด " ลงไป.. " " ยังไม่ถึงมหาวิทยาลัยเลยนะคะ " ฉันมองซ้ายมองขวาด้วยความตระหนก " ก็ใช่งัย..ฉันจะให้เธอลงตรงนี้..มีปัญหา? " เขาหันมาจ้องหน้าฉันด้วยแววตาที่กดดัน " เออ..เปล่าค่ะ.. " ฉันพยายามสะกดกลั้นน้ำตาที่เอ่อรื้น " เอยแค่ไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยต้องไปยังไง..เอยยังไม่เคยไปเองเลยค่ะ ตอนสมัครเรียน..คุณแม่ให้ลุงนพพาไป..เอยกลัวว่าจะหลงทางแล้วไปไม่ทันรับน้อง " " เรื่องของเธอ..ลงไปได้แล้ว ฉันรีบ.. " " ค่ะ...ขอโทษด้วยค่ะ.. " เธอเปิดประตูลงจากรถอย่างรวดเร็วเหมือนกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้ผมจะกระชากเธอลงไป จากนั้นเธอก็ยืนเคว้งอยู่ริมฟุตบาท ก้มหน้าก้มตามองพื้นถนนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองผม หึ...จะกลัวอะไรกันนักหนา เสแสร้งแกล้งทำตัวน่าสงสารชัดๆ ผมเหยียบคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้เธอเผชิญกับโลกภายนอกที่เธอไม่รู้จักเพียงลำพัง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD