บทนำ 1

1080 Words
บทนำ กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย ต้นปาล์มในกระถางใหญ่บนดาดฟ้าชั้นบนสุดของโรงแรมกำลังลู่ไหวไปตามสายลมกระโชก เหนือขึ้นไปเต็มไปด้วยแสงดวงดาวพริบพรายบนผืนราตรี เจ้าสาวแสนสวยคนหนึ่งยืนอยู่ขอบปูนชั้นดาดฟ้า ลานจอดรถเบื้องล่างเต็มไปด้วยรถหรูของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานวันวิวาห์ของเธอเอง เธอเหม่อมองพระจันทร์กลมโตทั้งน้ำตา ปล่อยให้เสียงสะอื้นดังล่องลอยไปตามแรงลม ในใจครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนและนึกอยากจะตายๆ ไปเสียให้พ้น ฉันมันโง่... ทุกอย่างที่ผ่านมามันเป็นแค่ละคร ยามสายลมพัดประหนึ่งคำปลอบโยน พัดพาให้ชายกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไสว แสงจันทร์สาดส่องทะลุผ่านผ้าลูกไม้โปร่ง ปักรายละเอียดด้วยเม็ดคริสตัลงดงามราวกับม่านเมฆแวววาว เธอสงบนิ่ง เรือนผมสีดำเป็นมันถูกรวบไว้กลางกระหม่อม ประดับด้วยเทียร่าเล็กๆ น่ารัก ผิวพรรณของเธอขาวนวลละเอียดไร้ไฝฝ้า ยิ่งงามเรืองรองท่ามกลางความมืดสลัว ตายๆ ไปซะ เรื่องทุกอย่างมันจะได้จบๆ ไปซะที อะไรๆ มันก็ผิดพลาดไปเสียหมด มันมีแต่ความสูญเสีย ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง เจ้าสาวผู้เศร้าโศกปลดเกล้าผมออก ปล่อยให้เรือนผมสยายไปตามแรงลม ไหล่บอบบางเปล่าเปลือยสะท้านนิดๆ ด้วยความหนาวเหน็บ หัวใจเธอเต้นเย็นเยียบราวกับจะตายลงเสียตรงนี้ เธอถอดแหวนแต่งงานโยนทิ้งไปโดยไม่สนใจไยดีอีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงในวันแต่งงานของเธอเองต่อหน้าต่อตาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงหลายสิบชีวิต และที่เธอทนไม่ได้คือสายตาบาดลึกของ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ เจ็บปวดเหลือเกิน... ต่อให้ร้องไห้จนแทบขาดใจแค่ไหน เสียงมันคงไม่ดังไปถึงเขาคนนั้นหรอก ในอกของเธอรู้สึกหมองไหม้ราวกับตกลงไปในทะเลน้ำกรดแผดเผา สองมือกำแน่นด้วยความเสียใจแทบกระอัก บริเวณชั้นดาดฟ้าแห่งนี้เปล่าเปลี่ยว มีแท้งก์น้ำขนาดใหญ่และใบพัดลมของระบบปรับอากาศภายในโรงแรมหมุนคว้าง หูของเธอยังแว่วได้ยินเสียงวงดนตรีบรรเลงคึกครื้นจากห้องบอลลูมอยู่เลยซ้ำ สำหรับเธอ... มันจบแล้ว เจ้าสาวสะอื้นไห้ออกมาจนตัวโยน เธออยากจะร้องออกมาดังๆ แต่มันเจ็บจุกจนไม่มีเสียง ใบหน้าหวานงดงามทุกข์ระทมเหลือแสนเต็มไปด้วยน้ำตา การตื่นจากความโง่งมงายครั้งนี้เปลี่ยนแปลงโลกที่เหลืออยู่ให้กลายเป็นสีหม่น เธอปล่อยให้สายลมพัดพรูผ่านร่างไปแม้ว่าจะโงนเงนจวนจะร่วงหล่นจากขอบปูน รู้ดีว่าอาจจะพลัดหล่นลงไปได้ทุกเมื่อ แต่เธอก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว ใบหน้างดงามเงยหน้ามองพระจันทร์กลมโตนิ่งนานก่อนจะหลับตาลง ปลายเท้าข้างหนึ่งค่อยๆ ขยับออกไปกลางอากาศ ด้วยระดับความสูงสี่สิบชั้นเช่นนี้ วินาทีสุดท้ายของชีวิตคงจะจบโดยไม่เจ็บมากนักหรอก “ถ้าเป็นผม... ผมจะไม่ทำแบบนั้นหรอกนะ” เจ้าสาวสะดุ้งพลางหันไปหาเจ้าของเสียงทุ้มนุ่ม น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตื่นตระหนกหรือร้อนรนแต่อย่างใด สองสายตาสบประสานกันโดยที่เธอยังคงร้องไห้ไม่หยุด “ใคร” หญิงสาวพยายามเพ่งมองแต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร รู้แค่ว่าคนในเงามืดนั้นตัวสูงสง่า น้ำเสียงทรงพลังแฝงกลิ่นอายดิบเถื่อน คะเนคร่าวๆ แล้วชายคนนั้นน่าจะสูงกว่าเธอเกือบหนึ่งช่วงแขน เขาโยนบุหรี่ทิ้งลงพื้นพลางใช้รองเท้าหนังขัดมันวาวขยี้ดับ เคลื่อนไหวร่างกายอย่างนุ่มนวลเงียบเชียบ ประกายแสงจากนัยน์ตาช่างดุดันนัก “เกิดอะไรขึ้นล่ะ...” “ฉะ...ฉัน...” เธอรู้สึกทรมานจนไม่อะไรไม่ออก แต่การที่มีใครสักคนถามสั้นๆ เพียงแค่ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็รู้สึกเหมือนปมอะไรในใจบางอย่างคลายออก แต่เธอยังหายใจติดขัดและหน้าซีดราวกับจะเป็นลม สองขาบอบบางเซซวนทำท่าจะตกลงไปจากขอบปูนโดยไม่รู้ตัว เงามืดนั้นจึงขยับอีกนิดแต่ก็ไม่มากมายจนทำให้เกิดความรู้สึกคุกคาม “ลงมาคุยกันดีมั้ย ผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ” “ไปซะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ” “เดาว่าคุณคงเจอมาหนัก” เขายังคงยืนเฉยอยู่ห่างจากเธอเกือบสิบก้าวและพรางตัวอยู่ในเงามืด “แต่เชื่อเถอะว่าคุณจะผ่านเรื่องแย่ๆ วันนี้ไปได้” “ฉันทำไม่ได้ ฉันทำไม่ได้อีกแล้ว ฉันมันคนล้มเหลว ไม่มีค่าอะไรเลย ทั้งโง่ทั้งน่าสมเพช คุณจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องมายุ่ง” เธอปล่อยโฮ สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อด้วยหัวใจแตกสลาย สายลมบนยอดตึกสูงเริ่มพัดกระหน่ำแรงขึ้นจนน่าหวาดเสียวแต่เจ้าสาวผู้อาภัพไม่ได้นำพา เธอไม่คิดจะสนใจคุยอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว พอกันที... แต่ทว่าสายตาคมกริบเป็นประกายของชายหนุ่มดึงรั้งเธอไว้ ร่างกายสูงใหญ่แกร่งกร้าวยืนพิงแท้งก์น้ำใหญ่ และส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังออกมาอย่างจงใจ เขาดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนใดๆ แม้ว่าเธอทำท่าจะกระโดดลงไปจริงๆ ก็ตาม เธอชักจะทนไม่ไหวจึงตวาดกลับไป “หัวเราะอะไรไม่ทราบ!” “หัวเราะใส่พวกขี้แพ้ไงล่ะ” “อะไรนะ” คนผู้นี้เป็นใคร ปากคอน่าจับตีเข่าให้น้ำตาไหลซะบ้าง! เห็นคนกำลังหมดอาลัยตายอยากก็ยังจะซ้ำเติมกันอีก ริมฝีปากแดงระเรื่อเม้มแน่นจนน้ำตายิ่งร่วงเผาะๆ ตอนนี้อารมณ์โกรธขึงเริ่มแซงขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนดวงตางดงามดุจดวงดาราเป็นประกายวาบ “ฉันไม่ใช่คนขี้แพ้” เธอตอบแล้วหันหน้ากลับไปหาความเวิ้งว้างด้านนอกขอบปูนตามเดิม แต่ทว่าเสียงแว้ดขึ้นจมูกที่ตอบกลับมาทำให้ชายหนุ่มลอบยิ้ม “จุดล้มเหลวที่สุดในชีวิตก็คือ พอคุณล้มแล้วไม่คิดจะลุกขึ้นมาต่างหาก เอาล่ะ... ไหนลองเริ่มลุกขึ้นด้วยการเล่าเรื่องแย่ๆ ของคุณวันนี้มาสิ ผมจะช่วยรับฟัง”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD