บทนำ
กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย
ต้นปาล์มในกระถางใหญ่บนดาดฟ้าชั้นบนสุดของโรงแรมกำลังลู่ไหวไปตามสายลมกระโชก เหนือขึ้นไปเต็มไปด้วยแสงดวงดาวพริบพรายบนผืนราตรี เจ้าสาวแสนสวยคนหนึ่งยืนอยู่ขอบปูนชั้นดาดฟ้า ลานจอดรถเบื้องล่างเต็มไปด้วยรถหรูของแขกเหรื่อที่มาร่วมงานวันวิวาห์ของเธอเอง
เธอเหม่อมองพระจันทร์กลมโตทั้งน้ำตา ปล่อยให้เสียงสะอื้นดังล่องลอยไปตามแรงลม ในใจครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนและนึกอยากจะตายๆ ไปเสียให้พ้น
ฉันมันโง่... ทุกอย่างที่ผ่านมามันเป็นแค่ละคร
ยามสายลมพัดประหนึ่งคำปลอบโยน พัดพาให้ชายกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไสว แสงจันทร์สาดส่องทะลุผ่านผ้าลูกไม้โปร่ง ปักรายละเอียดด้วยเม็ดคริสตัลงดงามราวกับม่านเมฆแวววาว เธอสงบนิ่ง เรือนผมสีดำเป็นมันถูกรวบไว้กลางกระหม่อม ประดับด้วยเทียร่าเล็กๆ น่ารัก ผิวพรรณของเธอขาวนวลละเอียดไร้ไฝฝ้า ยิ่งงามเรืองรองท่ามกลางความมืดสลัว
ตายๆ ไปซะ เรื่องทุกอย่างมันจะได้จบๆ ไปซะที อะไรๆ มันก็ผิดพลาดไปเสียหมด มันมีแต่ความสูญเสีย ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง
เจ้าสาวผู้เศร้าโศกปลดเกล้าผมออก ปล่อยให้เรือนผมสยายไปตามแรงลม ไหล่บอบบางเปล่าเปลือยสะท้านนิดๆ ด้วยความหนาวเหน็บ หัวใจเธอเต้นเย็นเยียบราวกับจะตายลงเสียตรงนี้ เธอถอดแหวนแต่งงานโยนทิ้งไปโดยไม่สนใจไยดีอีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงในวันแต่งงานของเธอเองต่อหน้าต่อตาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงหลายสิบชีวิต และที่เธอทนไม่ได้คือสายตาบาดลึกของ ‘ผู้หญิงคนนั้น’
เจ็บปวดเหลือเกิน...
ต่อให้ร้องไห้จนแทบขาดใจแค่ไหน เสียงมันคงไม่ดังไปถึงเขาคนนั้นหรอก ในอกของเธอรู้สึกหมองไหม้ราวกับตกลงไปในทะเลน้ำกรดแผดเผา สองมือกำแน่นด้วยความเสียใจแทบกระอัก บริเวณชั้นดาดฟ้าแห่งนี้เปล่าเปลี่ยว มีแท้งก์น้ำขนาดใหญ่และใบพัดลมของระบบปรับอากาศภายในโรงแรมหมุนคว้าง หูของเธอยังแว่วได้ยินเสียงวงดนตรีบรรเลงคึกครื้นจากห้องบอลลูมอยู่เลยซ้ำ
สำหรับเธอ... มันจบแล้ว
เจ้าสาวสะอื้นไห้ออกมาจนตัวโยน เธออยากจะร้องออกมาดังๆ แต่มันเจ็บจุกจนไม่มีเสียง ใบหน้าหวานงดงามทุกข์ระทมเหลือแสนเต็มไปด้วยน้ำตา การตื่นจากความโง่งมงายครั้งนี้เปลี่ยนแปลงโลกที่เหลืออยู่ให้กลายเป็นสีหม่น เธอปล่อยให้สายลมพัดพรูผ่านร่างไปแม้ว่าจะโงนเงนจวนจะร่วงหล่นจากขอบปูน รู้ดีว่าอาจจะพลัดหล่นลงไปได้ทุกเมื่อ แต่เธอก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว
ใบหน้างดงามเงยหน้ามองพระจันทร์กลมโตนิ่งนานก่อนจะหลับตาลง ปลายเท้าข้างหนึ่งค่อยๆ ขยับออกไปกลางอากาศ ด้วยระดับความสูงสี่สิบชั้นเช่นนี้ วินาทีสุดท้ายของชีวิตคงจะจบโดยไม่เจ็บมากนักหรอก
“ถ้าเป็นผม... ผมจะไม่ทำแบบนั้นหรอกนะ”
เจ้าสาวสะดุ้งพลางหันไปหาเจ้าของเสียงทุ้มนุ่ม น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตื่นตระหนกหรือร้อนรนแต่อย่างใด สองสายตาสบประสานกันโดยที่เธอยังคงร้องไห้ไม่หยุด
“ใคร”
หญิงสาวพยายามเพ่งมองแต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร รู้แค่ว่าคนในเงามืดนั้นตัวสูงสง่า น้ำเสียงทรงพลังแฝงกลิ่นอายดิบเถื่อน คะเนคร่าวๆ แล้วชายคนนั้นน่าจะสูงกว่าเธอเกือบหนึ่งช่วงแขน เขาโยนบุหรี่ทิ้งลงพื้นพลางใช้รองเท้าหนังขัดมันวาวขยี้ดับ เคลื่อนไหวร่างกายอย่างนุ่มนวลเงียบเชียบ
ประกายแสงจากนัยน์ตาช่างดุดันนัก
“เกิดอะไรขึ้นล่ะ...”
“ฉะ...ฉัน...” เธอรู้สึกทรมานจนไม่อะไรไม่ออก แต่การที่มีใครสักคนถามสั้นๆ เพียงแค่ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็รู้สึกเหมือนปมอะไรในใจบางอย่างคลายออก แต่เธอยังหายใจติดขัดและหน้าซีดราวกับจะเป็นลม สองขาบอบบางเซซวนทำท่าจะตกลงไปจากขอบปูนโดยไม่รู้ตัว เงามืดนั้นจึงขยับอีกนิดแต่ก็ไม่มากมายจนทำให้เกิดความรู้สึกคุกคาม
“ลงมาคุยกันดีมั้ย ผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ”
“ไปซะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“เดาว่าคุณคงเจอมาหนัก” เขายังคงยืนเฉยอยู่ห่างจากเธอเกือบสิบก้าวและพรางตัวอยู่ในเงามืด “แต่เชื่อเถอะว่าคุณจะผ่านเรื่องแย่ๆ วันนี้ไปได้”
“ฉันทำไม่ได้ ฉันทำไม่ได้อีกแล้ว ฉันมันคนล้มเหลว ไม่มีค่าอะไรเลย ทั้งโง่ทั้งน่าสมเพช คุณจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องมายุ่ง”
เธอปล่อยโฮ สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อด้วยหัวใจแตกสลาย สายลมบนยอดตึกสูงเริ่มพัดกระหน่ำแรงขึ้นจนน่าหวาดเสียวแต่เจ้าสาวผู้อาภัพไม่ได้นำพา เธอไม่คิดจะสนใจคุยอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว พอกันที...
แต่ทว่าสายตาคมกริบเป็นประกายของชายหนุ่มดึงรั้งเธอไว้ ร่างกายสูงใหญ่แกร่งกร้าวยืนพิงแท้งก์น้ำใหญ่ และส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังออกมาอย่างจงใจ เขาดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนใดๆ แม้ว่าเธอทำท่าจะกระโดดลงไปจริงๆ ก็ตาม เธอชักจะทนไม่ไหวจึงตวาดกลับไป
“หัวเราะอะไรไม่ทราบ!”
“หัวเราะใส่พวกขี้แพ้ไงล่ะ”
“อะไรนะ”
คนผู้นี้เป็นใคร ปากคอน่าจับตีเข่าให้น้ำตาไหลซะบ้าง! เห็นคนกำลังหมดอาลัยตายอยากก็ยังจะซ้ำเติมกันอีก ริมฝีปากแดงระเรื่อเม้มแน่นจนน้ำตายิ่งร่วงเผาะๆ ตอนนี้อารมณ์โกรธขึงเริ่มแซงขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนดวงตางดงามดุจดวงดาราเป็นประกายวาบ
“ฉันไม่ใช่คนขี้แพ้”
เธอตอบแล้วหันหน้ากลับไปหาความเวิ้งว้างด้านนอกขอบปูนตามเดิม แต่ทว่าเสียงแว้ดขึ้นจมูกที่ตอบกลับมาทำให้ชายหนุ่มลอบยิ้ม
“จุดล้มเหลวที่สุดในชีวิตก็คือ พอคุณล้มแล้วไม่คิดจะลุกขึ้นมาต่างหาก เอาล่ะ... ไหนลองเริ่มลุกขึ้นด้วยการเล่าเรื่องแย่ๆ ของคุณวันนี้มาสิ ผมจะช่วยรับฟัง”