ไหนลองเริ่มลุกขึ้นด้วยการเล่าเรื่องแย่ๆ ของคุณวันนี้มาสิ ผมจะช่วยรับฟัง”
รับฟัง? คำพูดคำจาของเขาช่างนุ่มนวลใจดี ไม่เข้ากันกับแววตาดุดันคู่นั้นเลยสักนิด มวลเมฆสูงขึ้นไปเหนือศีรษะเคลื่อนคล้อยมาบังแสงจันทร์ทีละน้อย ยิ่งพรางตัวชายลึกลับผู้นั้นมากขึ้น สะกิดความสงสัยให้เธอลืมนึกถึงความตายไปชั่วครู่ เพราะตอนนี้เธออยากรู้ว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น
“อาหมวยน้อย” เขาเรียก ตั้งแต่เกิดมาไม่มีใครบังอาจเรียกเธอว่าหมวย
“ฉันไม่ใช่อาหมวยน้อย ฉันโตแล้ว”
“ถ้าโตแล้วจริงๆ ก็ลงมาคุยก่อน เอาล่ะ ตอนนี้ชักจะเริ่มดึกมากแล้ว ผมอยากจะกลับไปอาบน้ำนอนเต็มทน มีอะไรอยากจะเล่าก็เล่ามา อย่ามัวแต่พิรี้พิไร”
แล้วใครใช้ให้มายืนจู้จี้ใส่เธอแบบนี้กันเล่า?!
เธอกัดริมฝีปากด้วยความไม่มั่นใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร อยู่ดีๆ ก็เข้ามาพูดนั่นพูดนี่แถมข่มขู่อีกต่างหาก เธอหันหลังให้เขา พยายามกลั้นสะอื้น ทั้งโมโหทั้งเศร้าสองอารมณ์ตีกันจนหน้ามุ่ย ส่วนเขาอดทนฟังเธอร้องไห้สลับกับคำรามเสียงฮึดฮัดจนกว่าจะพอใจ
“คนรักของฉัน... เขานอกใจฉันมาตลอด”
เธอตอบแผ่วเบาอย่างเหนื่อยอ่อน ส่ายหน้าไปมาเพราะอยากจะปฏิเสธความจริง แต่ตอนนี้มันเจ็บลึกไปถึงกระดูก “เขาแอบมีผู้หญิงคนอื่น แล้วเขาก็เชิญผู้หญิงคนนั้นมาที่งานแต่งด้วย... พวกเขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันในวันแต่งงาน เขาทำร้ายฉันสาหัสเหลือเกิน ที่เจ็บไปกว่านั้นคือฉันไม่มีอะไรไปสู้ผู้หญิงคนนั้นได้เลยสักอย่าง”
ชายคนนั้นคราง
“โอ... วันนี้เป็นวันที่แย่มากของคุณ เขาทำไม่ถูกเลยจริงๆ สมควรแล้วที่คุณจะเสียใจ...”
“ฉันมันโง่ คิดว่าเขารัก ที่แท้ฉันมันก็แค่ตัวตลก” เธอระบายความหม่นเศร้าออกมาด้วยความเสียใจ ร้องไห้ฟูมฟาย “ทั้งๆ ที่ฉันทุ่มเทให้เขาหมดใจ แต่เขาทำกับฉันแบบนี้ได้ลงคอ ไอ้เลว ฮือๆ”
“ใจเย็นๆ อาหมวย”
“เอ๊ะ! บอกแล้วไงว่าไม่ใช่หมวย”
ชายคนนั้นหัวเราะ ถ้ามีแรงตวาดแบบนี้ตายยาก แล้วอีกอย่างจะไม่ให้เขาเรียกหมวยได้ยังไง ในเมื่อเจ้าหล่อนตาหยี บางทีมองผ่านๆ นึกว่าหลับตาอยู่ด้วยซ้ำ เขาจ้องมองแก้มขาวป่องๆ เหมือนซาลาเปา มองใบหน้าอ่อนเยาว์งดงามและผิวขาวกระจ่างใต้แสงจันทร์ เธอคืออาหมวยอย่างไม่ต้องปฏิเสธ ขนาดเธอถลึงตาแยกเขี้ยวใส่เขาเหมือนแม่ลิงอยู่ตอนนี้ก็ยังหน้าหมวยอยู่ดี
บุรุษหนุ่มล้วงบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ จุดไฟแช็คสว่างวาบ เขาสูดควันกลิ่นหวานขมลงปอดแล้วระบายควันก่อมะเร็งออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบ ล่องลอยมารมใส่หน้าอาหมวยราวกับจงใจยียวน
“จะว่าไปแล้วผมเองก็เคยมีวันที่แย่ๆ แบบนี้เหมือนกัน”
เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธ เธอหยุดสะอึกสะอื้นและหันมาหาชายหนุ่มในเงามืด
“อะไรหรือ” เธอพบว่าตัวเองเริ่มสนใจเขา นึกชมน้ำเสียงนุ่มๆ มีจังหวะจะโคนไพเราะดีและสำเนียงของเขาแปลกมาก ดวงตาของเขาเฉียบขาดดุดัน แค่กราดมองก็ทำให้ไหล่เปล่าเปลือยของหญิงสาวสะท้านเฮือก บอกไม่ถูกว่าทำไม อาจจะเป็นสายลมราตรีพัดโหมหรืออาจจะเป็นเพราะสายตาคมกริบซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เธอเริ่มรู้สึกสนใจเขาขึ้นหลายเท่าเมื่อรู้ว่าเขาก็เคยทรมานเช่นเดียวกันมาก่อน
“คุณก็ถูกแฟนนอกใจเหมือนกันเหรอ”
“เปล่า... ผมทำให้คนอื่นจบชีวิตเพราะความอ่อนหัดของผม และคนคนนั้นเป็นคนที่ผมรักมากที่สุด” ร่างสูงสง่าถอนหายใจเบาๆ อดีตมักจะทำให้เจ็บปวดเสมอ
“ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบหมอใหม่ๆ ผมหยิ่งเกินไป อยากจะโชว์ความสามารถเกินไป มั่นใจในฝีมือตัวเองมากเกินไป... การผ่าตัดเกิดข้อผิดพลาดขึ้นเพราะผมสะเพร่า ย่าของผมก็เลยสิ้นลมบนเตียงผ่าตัด”
ย่าแท้ๆ ตายด้วยสองมือของเขา? แล้วเขาจะมองหน้าครอบครัวได้สนิทใจอีกหรือ จากเป็นก็ว่าน่าเศร้า แต่จากตายนั้นทรมานไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า มิน่าเล่า... สายตาของเขาถึงได้เย็นเยียบขนาดนั้น
“ฉะ...ฉันเสียใจด้วยค่ะ” เธอมองเขาอย่างเห็นใจ “แล้วคุณผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง”
“ผมมีสองทางเลือก หนึ่งคือจะตายตามย่าไปซะ หรือสอง ผมจะฝึกฝนตัวเองให้หนักขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแย่ๆ นั้นขึ้นอีก คุณคิดว่าผมเลือกทางไหน?”
“สอง”
“ใช่... เชื่อผมสิ โลกใบนี้ยังมีอะไรเหมาะสมสำหรับคุณอีกมากมาย วันนี้คุณโง่ คุณไม่มีค่า คุณมันน่าสมเพชที่โดนเจ้าบ่าวหักหลัง แล้วไหนจะยังหางานทำไม่ได้ ถ้ายอมแต่งเข้าบ้านเขาไปก็ต้องยอมทนรองมือรองเท้าแม่สามี ไม่แน่ว่าเผลอๆ จะกลายเป็นคนใช้ในบ้านสามีอีก โธ่ๆๆ แย่”
“คุณ... คุณรู้เรื่องฉันได้ยังไง ฉัน... ฉันรักเขา เรารักกัน! เขาต้องปกป้องดูแลฉัน” เธอกัดฟันเถียง ไม่ทันสังเกตว่าแววตาของเขาเข้มขึ้น
“ถ้าเขารักคุณ ปกป้องคุณ... แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”
“พอๆ นี่คุณรู้จักฉันด้วยเหรอ คุณเป็นใคร”
เธอเคี้ยวฟันกรอด ผู้ชายอะไรปากจัดยิ่งกว่าแม่ค้าปากตลาด ซ้ำเติมผู้หญิงฉอดๆ ฟังชัดเลยว่าเขาหัวเราะไปพูดไป แต่ดวงตาคมกร้าวของเขาไม่ได้หัวเราะตามเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าคำพูดเยาะเย้ยเมื่อครู่เป็นการจงใจพูดขึ้นมาให้เธอตื่นจากความงมงาย เขาตบหน้าเธอด้วยคำพูดฉาดใหญ่ ไม่ตื่นก็ต้องตื่นแหละ ตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บจุก
“ฉันมันโง่จริงๆ”
“คุณอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นแบบนั้นตลอดไปนี่ วันนี้ก็เป็นแค่วันแย่ๆ วันหนึ่งซึ่งเดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
“คุณไม่ใช่ฉัน คุณก็พูดง่ายนี่”
เขาก้มดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดต่อโดยไม่สนใจโต้เถียง “ตอนนี้อีกสามสิบวินาทีจะเข้าสู่วันใหม่ ผมจะนับถอยหลังล่ะนะ... ยี่สิบเก้า... ยี่สิบแปด...”
เขานับถอยหลังวันแย่ๆ ของเธอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนาฬิกาแจ้งว่า ณ บัดนี้โลกได้หมุนตัวเข้าสู่วันใหม่เรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากยื่นมือออกมาพ้นขอบแสงสว่าง มือของเขาใหญ่ราวกับจะบีบท่อเหล็กนั่นให้บุบได้ มือนั้นคล้ำเข้ม สากกระด้างเหมือนคนที่ต้องจับมีดผ่าตัดมาเป็นสิบๆ ปี แค่สบดวงตาคมกร้าว เธอก็สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามจนสะท้านเฮือก
“เรื่องแย่ๆ กลายเป็นอดีตของเมื่อวานนี้ไปแล้ว วันนี้คุณต้องเลือกแล้วว่าจะให้มันเป็นวันที่แย่หรือวันที่ดี”
“วันที่ดีสิ ฉันอยากมีวันที่ดีๆ”
“เยี่ยม! งั้นเราไปดื่มเหล้าฉลองวันดีๆ นี้เถอะ” ชายในเงามืดชวนอย่างมีน้ำใจ “พอได้เมาแล้วตื่นมาแฮ้งก์อ้วกแตกอ้วกแตนสักครั้ง คุณจะรู้เองว่าวันแย่ๆ ที่ผ่านมามันแค่จิ๊บๆ”
“เออจริง แค่จิ๊บๆ” เธอหลุดหัวเราะคิกทั้งที่น้ำตายังไม่หยุดไหล ในเมื่อมีหมอที่มีกลิ่นอายแผ่ซ่านเหมือนพญามัจจุราชได้ เจ้าสาวอย่างเธอก็ต้องแปลงร่างเป็นนางร้ายได้เหมือนกัน
“คุณเป็นนักเจรจาต่อรองที่ดี ฉันไม่อยากตายแล้ว ฉันอยากจะไปกินเหล้า”
เธอซวนเซอยู่บนขอบปูน รู้สึกวิงเวียนมากขึ้นทุกที
“ฟังดูแล้วน่าเบื่อนะ เอะอะร้องหาเหล้า เอะอะอยากเมาแก้กลุ้ม ผมว่าเหล้าไม่ใช่ทางออกที่ดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นผมจะให้คุณดื่มคืนนี้คืนเดียว” เขาเจ้ากี้เจ้าการขึ้นมาทันใดราวกับถือสิทธิ์ว่าชีวิตที่เขาบังเอิญช่วยนี้เป็นของเขาแล้ว “คุณอยากจะทานอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าล่ะ หรืออยากจะให้ผมพาคุณไปส่งครอบครัวมั้ย”
“นอนกับฉัน”
“อะไรนะ” เขากำลังก้าวออกจากเงามืดถึงกับชะงัก